วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

เลือกติดแก๊ส อย่างไร ให้ปลอดภัย

ทุกวันนี้ราคาน้ำในที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างลดละอาจจะทำให้ใครหลายคนต้องหาทางออกให้กับชีวิต และหลายคนฟังมาเขาเล่าติดแก๊สแล้วดี และก็ไปดำเนิน โดยอาจจะเลือกร้านที่บอกต่อๆ กันมา หรือเพื่อนแนะนำ เพราะเคยไปติดมา หากแต่เชื่อหรือไม่ว่า แค่ติดแก๊สก็เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่คุณคิด


การติดแก๊สฟังผิวเผินคือการที่เราเพิ่มความสามารถของรถให้สามารถรองรับหับพลังงานทางเลือกไม่ว่าจะแก๊ส LPG หรือ CNG ก็ดี หากแต่ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือว่า การเลือกติดแก๊สนั้นสุ่มเสียงทางด้านความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย เนื่องจากแก๊สมีสถานะเป็นก๊าซที่มีความไวไฟสูงหากเกิดข้อผิดพลาดจากการติดตั้งระบบอาจจะหมายถึงหายนะแบบที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายราย สูญเสียทั้งรถ และบางรายอาจหมายถึงชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่เพียงแค่นั้นการเลือกติดแก๊สไม่ถูกต้องอาจจะหมายถึงปัญหาที่ยาวนานไม่รู้จบ จนคุณอาจจะเบื่อหน่ายและวันนี้เราจะมาแนะนำกันว่า จะเลือกติดแก๊สกันอย่างไร ตั้งแต่ตัดสินใจไปจนถึงเสร็จสินกระบวนการ

1.เลือกระบบ ก่อนที่จะเริ่มไปหาร้านชองหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบแก๊สที่สนใจ แล้วลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียดูของแต่ละระบบ รวมถึงชนิดก๊าซด้วย เช่นระบบฟิกมิกเซอร์ มีข้อดีกว่าตรงที่ง่ายต่อการติดตั้งมีราคาถูก เป็นต้น หรือระบบหัวฉีดที่มีความแม่นยำในการสั่งจ่ายพลังงานมากกว่า เป็นต้น

2.ช่างใจก่อนลงมือ หลายคนเจอแรงยุในการเลือกพลังงานทางเลือกทั้งๆที่รถยนต์หลายๆรุ่นมีความสามารถในการใช้พลังงานทางเลือกแบบอื่นที่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างเช่นหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นต้น ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสม ก่อนตัดสินใจไปลงมือติดแก๊ส เพราะต้องยอมรับว่านาทีทีติดแก๊สแล้วจะไม่สามารถหวนกลับได้ สำหรับรถใหม่ หมายถึงประกันเครื่องยนต์ของคุณจะถูกเพิกถอนทันที ลองคิดดุดีๆช่างใจ แล้วดึงความสามารถของรถออกมาใช้ก่อนก็ย่อมได้

3.เลือกร้านที่น่าไว้ใจ การติดแก๊สไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดังนั้นอ่าทำเป็นเล่นในเรื่องนี้เด็ดขาด การเลือกร้ายที่จะติดแก๊สถือเป็นสิ่งสำคัญ ควรมองหาร้านที่มีช่างที่สามารถวางใจได้ มีมาตรฐานในการบริการ ไม่ใช่ร้านที่เพียงเน้นการติดตั้งราคาถูกเท่านั้น ทางที่ดีหากร้านมีการรับประกันคุณภาพหลังจากการติดตั้งก็ยิ่งดี ที่สำคัญทำเลของร้านก็มีส่วนในการเลือกด้วย ควรเลือกร้านที่สะดวกต่อการเดินทางไปดูแลรักษาในกรณีที่ระบบเกิดขัดข้องหรือมีปัญหาด้วย

4.อย่างกเงิน พูดตรงๆ คนติดแก๊สคือคนที่อยากจะเซฟเงินในกระเป๋าแต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าความขี้ตืดอาจจะนำมาซึ่งหายนะได้อย่างหลายกรณีรถไฟไหมที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายหน การเลือกอุปกรณ์ที่ดีเป้นสิ่งสำคัญ บางยี่ห้อให้การรับประกันในความเสียกายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ช่วยให้สบายใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บางทีเลือกแก๊สที่มีคุณภาพสูงก็ช่วยได้พอสมควรในเรื่องความปลอดภัย


5.บำรุงเครื่องยนต์ จริงๆแล้วไม่มีใครมักพูดถึงเครื่องยนต์ที่ติดแก๊สว่าจะมีสภาพอย่างไร หลายคนเลี่ยงประเด็นี้เพราะทุกคนที่ใช้แก๊สล้วนทราบกันดีว่ามีโอกาสที่กลไกจะเสื่อสภาพเร็วกว่าปกติ เนื่องจากค่าความร้อนของการจุดระเบิดแก๊สที่มากกว่าการจุดระเบิดด้วยน้ำมัน นั่นเอง ดังนั้นหลังติดแก๊สแล้วลองหมั่นตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์เป็นประจำด้วย และควรทำเป็นประจำทุกเดือนอาจจะมองตอนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ได้ โดยเฉพาะสีน้ำมันเครื่องยนต์ และทางที่ดีควรมองหาน้ำมันเครื่องแบบพิเศษเฉาะรถติดแก๊สถ้าเป็นไปได้

6.อย่าลืมขึ้นทะเบียน หลายคนมักลืมว่าเมื่อติดแก๊สแล้วเรายังจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งเพื่อสำแดงว่ารถยนต์เราเป็นรถติดแก๊สด้วยในคู่มือ ซึ่งตามหลักหลังติดตั้งเสร็จแล้วจะต้องนำไปให้วิศวกรตรวจพร้อมเซ็นใบรับรองการติดตั้งในชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆด้วย หากไม่ผ่านต้องรีบกลับไปแก้แล้วหลังจากนั้นไปจดทะเบียนเสียเพื่อป้องกันจ่าจับ

7.ตรวจระบบแก๊สบ้าง หลายคนมักติดแก๊สแล้วครับเลยแบบไม่สนใจว่ามันจะเป้นอย่างไร แต่ทางที่ดีหากพบอาการผิดปกติเช่นมีกลิ่นแก๊สเข้าห้องโดยสารหรือ ระบบไม่ทำงานหรือมีการทำงานที่ผิดพลาดห้ามวางใจรับนำไปเข้าร้านที่ติดตั้งโดยทันที และแม้ในกรณีระบบปกติ ทุกๆ 1ปี ควรเข้าไปตรวจเช็คบ้างเสียเวลาเล็กน้อยแต่ให้ความมั่นใจได้มากขึ้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้น่าจะช่วยให้เพื่อนๆมั่นใจได้มากขึ้นสำหรับใครที่กำลังจะหาทางออกนำรถยนต์ไปติดตั้งระบบแก๊ส และแม้จากทั้ง 7 ขั้นที่เราบอกจะฟังดูยุ่งยากแต่ถ้าศึกษาอย่างถ่องแท้จะพบว่า มันไม่ยากอย่างที่คิดเลย

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเภทของแอร์, แอร์มีกี่ประเภท

ประเภทของแอร์


แอร์เคลื่อนที่ (Portable Air)
ขนาด 9000 - 18000 บีทียู

ข้อดี
- ไม่ต้องติดตั้ง เสียบปลั๊กใช้งานได้ทันที
- ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวก

ข้อเสีย
- ต้องต่อท่อระบายความร้อนออกนอกห้อง
- ต้องต่อท่อระบายน้ำทิ้ง หรือคอยเทน้ำทิ้ง
- เย็นเฉพาะจุด ไม่ทั้่วห้อง
- เสียงค่อนข้างดัง



แอร์ติดผนัง (Wall Type)
ขนาด 9000 - 36000 บีทียู

ข้อดี
- ทำงานเงียบ เหมาะกับห้องนอน
- รูปทรงสวยงาม
- มีฟังก์ชั่นให้เลือกหลายแบบ
- ดูแลรักษาง่าย

ข้อเสีย
- ติดตั้งที่ผนังเท่านั้น ต้องมีความสูงของผนัง 40 ซม.ขึ้นไป
- การกระจายลมและแรงลมน้อยกว่าแบบแขวนเพดาน


แอร์ตั้งพื้น/แขวนใต้ฝ้า (Ceiling Type)
ขนาด 12000 - 60000 บีทียู

ข้อดี
- ลมแรง กระจายลมเย็นได้ดี เหมาะกับสำนักงาน ห้องนั่งเล่น
- เลือกติดตั้งแบบติดเพดานด้านบน และตั้งพื้นได้

ข้อเสีย
- รูปทรงขนาดใหญ่
- มีฟังก์ชั่นให้เลือกน้อย
- เสียงดังกว่าแบบติดผนัง



แอร์สี่ทิศทาง (Cassette Type)
ขนาด 12000 - 51200 บีทียู

ข้อดี
- เน้นความสวยงาม
- แอร์ซ่อนหรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดาน เหมาะกับห้องกระจกรอบด้าน หรือห้องที่ไม่มีพื้นที่ติดตั้ง
- กระจายลมสี่ทิศทาง

ข้อเสีย
- ติดตั้งยาก ต้องใช้ช่างที่ชำนาญ เดินท่อในฝ้า
- ราคาสูง
- ยากต่อการดูแลรักษา



แอร์คอยล์เปลือย (Conceal Type)
ขนาด 12000 - 60000 บีทียู

ข้อดี
- เน้นความสวยงาม
- แอร์ซ่อนหรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดาน
- ราคาไม่สูง และจะแพงอุปกรณ์ติดตั้ง เช่น หัวจ่ายลม ท่อลม

ข้อเสีย
- ติดตั้งยาก ต้องใช้ช่างที่ชำนาญ เดินท่อในฝ้า
- ยากต่อการดูแลรักษา



แอร์ตู้ตั้ง (Package Type)
ขนาด 12000 - 150000 บีทียู

ข้อดี
- ลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูงเหมือนตู้
- มีกำลังลมที่แรงมาก เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้า และออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง

ข้อเสีย
- เปลืองพื้นที่ใช้สอย
- เสียงดัง

วิธีเลือกซื้อแอร์

วิธีเลือกซื้อแอร์

ก่อนจะเลือกซื้อแอร์ เพื่อใช้งานควรมีข้อมูลด้านต่างๆเพื่อให้เราใช้ความสามารถของมันอย่างคุ้มค่า กับเงินที่เราต้องจ่ายไป วันนี้จึงจะมาแนะนำก่อนที่ท่านๆจะตัดสินใจซื้อหามาใช้งาน

เลือกขนาด BTU ที่เหมาะสม
ขนาด BTU (British Thermal Unit) คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ซึ่ง 1 ตันความเย็น จะเท่ากับ 12000 BTU ต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงขนาดของแอร์กับขนาดของห้องให้พอดีกัน เพราะหากเลือกแอร์ที่มี BTU สูงหรือต่ำจนเกินไป จะทำให้เปลืองไฟและแอร์เสียได้ง่ายอีกด้วย

การคิดค่า BTU แบบคร่าว ๆ
การคำนวณค่า BTU แบบคร่าว ๆ เพื่อเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU เหมาะสมกับห้องนั้น สามารถทำได้ด้วยการใช้ขนาดของพื้นที่คูณด้วย 650-800 BTU ต่อ 1 ตารางเมตร ทั้งนี้สามารถบวกลบได้อีก 5% ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่าง ๆ เช่น ทิศทางของห้อง การโดนแดด ลักษณะการใช้งาน เป็นต้น โดยมีตัวอย่างคร่าว ๆ ของขนาด BTU ที่เหมาะสมดังนี้


คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ควรเลือกคอมเพรสเซอร์ที่เหมาะสมกับความต้องการ โดยคอมเพรสเซอร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1. คอมเพรสเซอร์ลูกสูบ (Reciprocating Compressor) ทำงานด้วยการใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยา ให้กำลังแรงสูง แต่มีความสั่นสะเทือนสูง และเสียงค่อนข้างดัง นิยมใช้ในเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่
2. คอมเพรสเซอร์โรตารี่ (Rotary Compressor) ทำงานด้วยการหมุนของใบพัดที่มีความเร็วสูง มีความสั่นสะเทือนน้อย เสียงเงียบ เหมาะสำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก
3. คอมเพรสเซอร์แบบขด (Scroll Compressor) ทำงานด้วยใบพัดรูปก้นหอย มีความสั่นสะเทือนน้อยมาก มีเสียงเงียบ ให้พลังงานสูง ถือว่าดีกว่าคอมเพรสเซอร์ชนิดอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน

คอยล์ (Coil)
เป็นอุปกรณ์สำหรับระบายและดูดซับความร้อนจากอากาศ ประกอบด้วย ท่อทองแดง และครีบอลูมิเนียม (Fin) ก่อนเลือกซื้อให้พิจารณาวัสดุที่ใช้ทำคอยล์ เช่น สารที่เคลือบป้องกันการกัดกร่อน หรือความหนาของครีบ เป็นต้น หากเลือกคอยล์ที่มีคุณภาพดีแอร์ของคุณก็จะมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น

มอเตอร์พัดลม (Fan Motor)
มอเตอร์พัดลมเป็นส่วนสำคัญในแอร์ที่จะช่วยระบายและดูดซับความร้อน เพื่อให้แอร์ของคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอเตอร์พัดลมที่ดีควรใช้ขดลวดที่ทนความร้อนได้สูง เพื่อให้รอบการทำงานของมอเตอร์ไม่สะดุด และไม่เสื่อมคุณภาพง่ายอีกด้วย ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อแอร์จึงควรสอบถามถึงข้อมูลของมอเตอร์พัดลมให้ละเอียดก่อน

ระบบฟอกอากาศ (Air Purifier)
ระบบฟอกอากาศกลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ไปแล้วสำหรับแอร์ที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน เพราะระบบฟอกอากาศจะช่วยหมุนเวียนให้อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นหลายระบบดังนี้
1. การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละอองเอาไว้ และต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคในอากาศ นอกจากนี้หากต้องการกำจัดกลิ่นให้เลือกแผ่นกรองที่เป็นคาร์บอน เพื่อดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ
2. การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) คือการดักจับฝุ่นละอองในอากาศด้วยการใช้ตะแกรงไฟฟ้า (Electric Grids) และใช้แผ่นโลหะอีกชุดเรียงขนานกันเพื่อดูดฝุ่นละอองเอาไว้ หากมีการหมดอายุต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาด
3. การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) คือการผลิตประจุไฟฟ้าประจุลบเพื่อปล่อยออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อให้ดักจับฝุ่นละอองที่เป็นประจุบวก ซึ่งฝุ่นละอองที่ถูกดักจับจะรวมตัวกันและร่วงหล่นมาบนพื้นห้อง สามารถทำความสะอาดห้องได้ตามปกติ โดยไม่ต้องทำความสะอาดภายในเครื่องปรับอากาศ
การประหยัดไฟ (Energy Saving)

เครื่องปรับอากาศยุคใหม่นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักมีฉลาดประหยัดไฟเบอร์ 5 ติดเอาไว้ โดยแอร์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จะเป็นแอร์ที่มีประสิทธิภาพในการให้พลังงานสูง ทำให้ประหยัดไฟฟ้า โดยมีข้อเสียตรงที่ราคาสูงกว่าแอร์ทั่วไป จึงควรศึกษาฉลากประหยัดไฟให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ว่าเหมาะสมกับความต้องการของคุณหรือไม่

เลือกประเภทของการใช้งาน
เครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกประเภทในการใช้งานอยู่ 2 รูปแบบแตกต่างกันดังนี้
1. แอร์ติดผนัง เป็นแบบยอดนิยม เพราะมีความเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย หรือไม่ต้องการวางบนพื้นให้เกะกะ เสียงเงียบ และรูปลักษณ์ทันสมัย แต่ไม่เหมาะกับงานหนัก หรือห้องที่ต้องการความเย็นสูง และเป็นเวลานาน
2. แบบตั้งพื้น หรือ แบบแขวน เป็นแอร์ที่ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับห้องทุกขนาด สามารถเลือกติดตั้งกับพื้น หรือแขวนเพดานก็ได้ แต่ข้อเสียคือหน้าตาไม่ทันสมัย รวมทั้งกินไฟมากกว่าด้วย
คุณสมบัติพิเศษและดีไซน์

ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อแอร์สักเครื่องคุณจึงควรเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายก่อนว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เช่น นาโนไทเทเนียม ซิลเวอร์นาโน เป็นต้น นอกจากนี้อย่าลืมเลือกรูปร่างหน้าตาของแอร์ในแบบที่คุณชอบ หรือจะเลือกให้เข้ากับห้องนั้น ๆ ก็ได้ จะได้ออกมาสวยงามกลมกลืนกัน
การติดตั้งและการบริการหลังการขาย

เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรเก็บเอาไปพิจารณา โดยให้เลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องแอร์ให้คุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งให้ดูเรื่องการรับประกันและบริการหลังการขายด้วย เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีราคาแพง และมีอายุการใช้งาน การรับประกันและการดูแลซ่อมแซมแก้ไขหลังการขายจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอะไหล่และช่างเพียงพอก็ยิ่งดี

>> ประเภทของแอร์ <<



วิธีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

วิธีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง


เมื่อคุณคิดจะซื้อรถมือสอง ข้อดีของรถมือสอง คือ ราคาถูก แต่ว่ามันเป็นรถมือสองก็ย่อมต้องเสื่อมสภาพตามการใช้งานมาแล้ว ดังนั้นคุณควรตรวจสอบสภาพรถมือสองอย่างละเอียด ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ

วิธีเลือกซื้อรถมือสอง

1. สุมดประวัติประจำรถ
มักไม่ค่อยมี เพราะเจ้าของรถไม่พิถีพิถัน แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะสมุดประวัติประจำรถทำให้รู้ว่าเขาตรวจซ่อมอะไรมาบ้าง ตรวจทุกระยะประจำหรือเปล่า

2. เจ้าของรถ
คุณควรดูเจ้าของรถคันเดิมว่าเขาเป็นใครใช้รถอย่างไรดูแลรถหรือไม่ มีคนกล่าวว่า ไม่ควรซื้อรถต่อจากวัยรุ่น ผู้หญิง และคนชรา เพราะว่าทั้งสามประเภทนี้ ใช้รถอย่างเดียวไม่ค่อยดูแลรถที่ใช้อยู่

3. มือที่เท่าไหร่
ก็คือรถคันนี้มีคนเป็นเจ้าของมามากน้อยเพียงใด ถ้าผ่านมาแล้วหลายมือก็ไม่ควรซื้อ เพราะรถอาจจะมีปัญหาได้

4. ตัวเลขระยะทางการใช้รถ
ในการซื้อรถคุณควรดูเลขตัวไมล์ โดยปกติการใช้รถไม่ควรจะมากกว่าสามหมื่นกิโลเมตรต่อปี หากมากไปกว่านี้ถือว่ามากอาจทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้งานหนัก

5. ดูตัวถัง body
- เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบางแล้วแต่ ถ้ารูเบี้ยว ไม่คมก็แสดงว่ามีชนมาบ้าง
- ป้ายทะเบียนรถยับมีรอยดัด ก็ให้เดาไว้ก่อนเลยว่าเคยชนมา แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาก็เช่นกัน
- สันด้านข้างตะเข็บความนูนเสมอกันหรือไม่ รอยอ๊าค จากโรงงานกับอู่เคาะพ่นสีก็ต่างจะกัน
- สำหรับด้านหลัง ก็เปิดฝากระโปรงดูเช่นกัน ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงเสมอเบ้าหรือไม่ รอยแยกต่อชิ้นเว้นช่องไฟเท่ากันเปล่ามีเบี้ยวมีเกยกันหรือไม่ คานหลังก็ใช้ลักษณะการสังเกตเหมือนคานหน้าเพียงแต่ต้องลื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น
- พื้นรถด้านหลังโดยมากจะเป็นรอนๆ ก็สังเกตดูว่าเท่ากันหรือเปล่า รถบางคันโดนชนหลังมาช่างเคาะอาจทำดีมากจนดูแทบไม่ออก ต้องเช็ค มีบางคันเศษกระจกอาจหลงเหลืออยู่ให้เห็น
- ส่วนด้านข้าง ก็ดูเทียบสี จากโรงงานสีเดิม กับอู่สี สีจะเพี้ยนนิดหน่อยแต่ก็พอเห็น ใช้วิธีเคาะด้วยมือของเรานี่แหละ เคาะรอบคันเลย รถที่ทำสีมาแล้วเสียงจะทึบๆ ชิ้นที่สีเดิมจะมีเสียงโปร่งๆ ฟังดีดีจะรู้ถึงความแตกต่าง
- รถที่เคยหงายตะแคงมา ก็ดูหลังคารถเคาะๆ ดู สังเกตขอบคิ้วกระจกหน้าหลังว่าเหมือนกันหรือเปล่า มีรอยแตกของสีโป๊วหรือไม่ หลังคาไม่น่ามีสีสดสวยกว่าประตูข้าง เพราะเป็นส่วนที่รับแดดมากที่สุด

6. เครื่อง + ช่วงล่าง + เกียร์
- เครื่อง ถ้าเครื่องมีปัญหา หรือ หลวม จะเสียงดัง ไม่นิ่งรอบสูงบ้างต่ำบ้าง ไม่น่าเชื่อถือ เวลาเครื่องร้อนเราก็ดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมา หรือ น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นเป็นละอองออกมาเอามือไปอังๆ ดูก็ได้
- เกียร์ ชุดส่งกำลัง คลัชต์ ถ้าเข้าเกียร์ ออกตัวแล้วๆ กระตุกๆ เข้าเกียร์ยาก นั่นหมายถึงมีปัญหา ถ้าวิ่งๆ อยู่มีเสียงหอนแหวกอากาศมาเข้ามา เวลาเข้าเกียร์ว่างรถจอดนิ่งๆ ไม่ดังก็แสดงว่าเกียร์มีปัญหา เกียร์ auto ก่อนเข้าเกียร์เหยียบเบรคคาไว้ เข้าเกียร์ตำแหน่ง D ไม่กระตุกกระชากก็พอใช้ได้ เข้าตำแหน่งเดิม N แล้วไป R ก็ไม่มีอาการอะไรก็แสดงว่าน่าจะผ่านแล้ว ต้องลองวิ่งดูว่าเกียร์ทำงานทุกเกียร์เปล่า ออกตัวก็เช่นกัน ออกตัวดีมั้ย ถ้าต้องรอสักพักถึงเคลื่อนตัวได้แสดงว่าเกียร์อาการแย่
- ช่วงล่าง เวลาขับไปเจอฝาท่อ เจอถนนคอนกรีตที่กร่อน มีหลุม มีบ่อ ถ้าลุยเข้าไป เดี๋ยวเสียงกรุกกรักจะปรากฏถ้าไม่แน่น หรือ อาจสะท้านมาถึงพวงมาลัยเลยก็มี แต่อย่าขับเร็วมากนักอาจเสี่ยงต่ออันตราย ก็ได้ ต่อไปเป็นเบรค และ สภาพยาง อาจซื้อแล้วเข้าร้านเปลี่ยนของใหม่เลย เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน ก็ชัวร์ดี

7. ภายในห้องโดยสาร
- กลิ่น ถ้าเปิดรถแล้วได้กลิ่นอับๆ ชื้นๆ แสดงว่าน้ำเข้ารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ง่ายต่อการดูมากเลย คือเอายางปูพื้นออก ดูว่าพื้นพรมมีรอยชื้นของน้ำหรือเปล่า บางคันพื้นอาจผุจนทะลุ ต้องดูหมดทั้ง 4 จุด
- ดูความเรียบร้อย คอนโซล แตกหรือไม่ ช่องแอร์สมบูรณ์หรือเปล่า ช่องแอร์เป็นอะไรที่ซ่อมยากนะ เพราะอาจไม่มีอะไหล่ด้วย
- แอร์ เปิดแอร์ เบอร์ 1-4 ดูเลยว่ามันไล่ระดับความแรงหรือเปล่า แรงลมจะบอกได้ว่าตันหรือเปล่า สมัยนี้ล้างแอร์ก็ราคาแพงด้วย เปิดทิ้งไว้แล้วออกไปเดินดูรอบๆ รถนานๆ หน่อย ไม่ใช่ แค่แป๊บเดียว แล้วเดินเข้าไปในรถก็จะรู้ว่าแอร์เย็นฉ่ำ หรือ ไม่เย็นฉ่ำ ลองฟังดูว่ามีเสียงอะไรดังผิดปรกติหรือเปล่า แอร์ตัดตามปกติหรือไม่

8. ประวัติรถ
หากสามารถรู้ประวัติการใช้รถของเจ้าของเดิมมาบ้างก็จะดี เพราะจะได้รู้ว่าเจ้าของรถคนเก่าเคยนำรถไปใช้อย่างไร เช่น ไปชนคนตายมาก่อนหรือเปล่า เคยนำรถไปใช้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนน่ากลัวหรือเปล่า ส่งเหล่านี้เราต้องสืบหาเอาเอง

9. ซื้อรถจากเจ้าของดีกว่าซื้อจากเต้นท์รถหรือพ่อค้าคนกลาง
ถ้าซื้อรถจากพ่อคนกลาง พ่อค้าคนกลางอาจโอนเป็นชื่อของตนเองหรือโอนลอยไว้ พวกนี้จะเอาของดีๆ ออกจากตัวรถก่อนจะขาย ก็ได้ เช่น เครื่องเสียง อุปกรณ์ความปลอดภัย อุปกรณ์ประกอบรถอื่นๆ ที่พอจะนำไปขายแยกได้ ส่วนเต๊นท์รถนั้นก็คือพ่อค้าคนกลางเหมือนกันแต่เจ้าเล่ห์มากกว่า และมักจะขายราคาแพงกว่าท้องตลาดประมาณ 25,000-50,000 บาทต่อคัน เวลาจะซื้อรถคุณควรดูให้มั่นใจเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ

10. หากซื้อรถจากเต้นท์จะต้องนำรถออกทันที
คุณอย่าไปวางเงินแล้ววางใจ ไม่อย่างนั้น เครื่องเสียง ล้อแม็กซ์ ยาง เครื่องยนต์ และอื่น ของคุณอาจจะถูกเปลี่ยนไป โดยที่คุณเองก็อาจทำอะไรก็ไม่ได้

11. ต้องรีบโอนรถให้เรียบร้อย
ถ้าคุณซื้อรถจากเจ้าของแล้วควรนำรถออกทันที แต่ถ้าซื้อรถจากเต๊นท์จะต้องทำสัญญาซื้อขายให้ดี ขอใบเสร็จรับเงินให้เรียบร้อย ถ้านัดไปโอนทะเบียบภายหลังจะต้องกำหนดเวลาการโอนในสัญญาซื้อขายอย่างแน่นอน

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง


ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างตกรุ่นไวมาก รวมถึง Notebook ด้วย และราคาของตัวเครื่องนั้นก็ ลงเร็วมากๆ และด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่ดันอยากได้ Notebook ที่แรงดี ก็คงจะหนีไม่พ้น Notebook มือสอง ถ้าเราจะซื้อมาใช้ซักเครื่องควรตรวจสอบอะไรบ้าง ลองดูได้ตามขั้นตอนนี้เลยครับ

1. การสังเกตรูปลักษณ์ภายนอก
การสังเกตตัวเครื่องสำหรับ โน๊ตบุ๊คมือสอง นั้นทำได้ไม่ยาก โดยจุดสังเกตหลักๆ ดู ฝาเครื่อง อยู่ในสภาพดีไหม มีรอยขนแมวเยอะหรือเปล่า เปิดและปิดข้อพับดูว่าแข็งแรงไหม ปุ่ม Keyboard กรอบหรือยัง การพิมพ์ของปุ่มใช้งานได้ดีไหม มีรอยแตก หรือตำหนิอะไรหรือไม่ มีรอยแงะตัวเครื่องหรือฝาจอหรือไม่เพราะอาจจะเป็นการซ่อมแล้วนำมาขายได้

2. ทดสอบเรื่องการจ่ายไฟและการใช้งานพื้นฐาน
ก่อนจะ ซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ทุกครั้งให้ขอลองเล่นดูก่อน ก่อนอื่นเลย ให้ลองทดสอบกับชุดหม้อแปลงไฟของเครื่องก่อนว่าไฟเข้าเครื่องไหม เช็คแบตเตอร์รี่ว่าเสื่อมหรือยัง (ส่วนใหญ่ร้านเขาจะเปลี่ยนให้) ให้ลองเล่นไปสักพัก ดูว่ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง เปิดเครื่อง การบูธเข้า Windows เป็นแบบไหน อืดหรือเปล่า หรือมีอะไรแปลกปลอมไหมในการเปิดใช้งาน เกิด Blue Screen ไหมในช่วงลองเล่น Touch Pad ใช้งานได้ลื่่นไหม และตรวจสอบ USB ว่าใช้งานได้อยู่หรือเปล่า รวมไปถึง DVD Drive นั้นสามารเปิดแผ่นได้ไหม เพราะเมื่อ ซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ไปแล้วต้องซ่อมคงเซ็งไม่น้อย

3. ทดสอบจอของ โน๊ตบุ๊คมือสอง ว่ามี Dead Pix ที่จอหรือไม่
การทดสอบ Dead Pixel แบบง่าย ๆ คือการ Set Up Wall Paper ของหน้าจอ ให้เป็นสีขาวทั้งหมด เพื่อทดสอบว่า หน้าจอของ โน๊ตบุ๊คมือสอง มีจุดดำเกิดขึ้นไหม ซึ่ง Dead Pix นี้เองจะทำให้จอภาพนั้นแสดงผลได้ไม่สมบูรณ์เนื่องจาก Poxel ของจอภาพนั้นเสียไป ตามสภาพการใช้งานของเครื่องนั้น โดยขั้นตอนการ Set Wall paper ให้เป็นสีขาวทำได้ด้วยวิธีนี้

4. เปิดดูภาพว่าหน้าจอมีสีเพี้ยนไหม
อีกหนึ่งการทดสอบพื้นฐานเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ Notebook มือสองที่พร้อมจะใช้งานได้นั้น คือการแสดงผลของภาพ ให้เราเปิดไฟล์ภาพดู หากหน้าจอนั้นสีเพี้ยนนั้นเราสังเกตง่าย ๆ ว่าสีของภาพจะดูผิดจากความเป็นจริง หรือ สีที่ควรจะเป็นเนื่องจากจอภาพเมื่อใช้งานไปเป็นเวลานานนั้น สีที่แสดงผลก็จะเสื่อมไปตามสภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นจำเป็นต้้องสังเกตให้อย่างครบถ้วน

5. ตรวจช่องเสียบและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth หรือ Wi-Fi เพราะฮาร์ดแวร์เหล่านี้มักจะต่อเข้าโดยตรงกับเมนบอร์ด ซึ่งราคาค่าซ่อมหรือเปลี่ยนก็แพงพอตัว และทดสอบการเชื่อมต่อของ WiFi Bluetooth ด้วย

6. ทดสอบ Hard Drive
ตรวจสอบว่า มีอะไรเสียหายหรือไม่ โดยคลิกไปที่ My Computer จากนั้นก็เลือก hard drive ที่ต้องการตรวจสอบ แล้วคลิกขวาเพื่อเลือก Properties เมื่อมีหน้าต่างโผล่ขึ้นมาให้คลิกเมนู Tools จากนั้นก็เลือกหัวข้อ Error-checking คลิก Check Now ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็ผ่าน แต่ถ้าพบความเสียหาย ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเดี๋ยวนี้ hard drive ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก

7. เช็ค CD Drive
โดยลองเปิดด้วยแผ่น CD DVD ไรท์แผ่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น CD-R, CD-RW, DVD-R, DVD+R DL, ถ้าเป็นไปได้

7 ขั้นตอนนี้ก็น่าจะได้ใช้ Notebook มือสอง ที่ดีพอประมาณแล้ว ส่วนท่านที่มีความรู้ลึกลงไปอีก ก็จะมีวิธีที่ละเอียดลงไปอีก

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านซักกี่อย่างที่ต้องเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆพอใช้งานเสร็จเราก็จะถอดปลั๊กปิดเครื่อง แล้วถ้าเรานึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอดเวลาอันดับแรกๆ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องนึกถึงตู้เย็น


ตู้เย็นแบ่งได้หลายแบบเช่นแบ่งตามรูปแบบการใช้งาน

– แบบมีประตูเดียว แบบนี้ราคาจะไม่แพง ประหยัดไฟ
– แบบสองประตู บนล่าง โดยจะแยกส่วนที่ใช้แช่แข็ง และส่วนแช่เย็นออกจากกัน แบบนี้จะกินไฟมากกว่าเพราะใช้ส่วนของท่อน้ำยาเย็นยาวกว่า และใช้คอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบประตูเดียว
– แบบสองประตู ซ้าย ขวา ตู้เย็นชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ใช้เก็บอาหารได้เยอะ มีระบบแช่แข็งที่ดี เก็บอาหารได้นาน แต่ก็มีราคาค่อนข้างแพง

การเลือกซื้อตู้เย็นอีกแบบหนึ่งก็คือการดูตามขนาดความจุของตู้เย็นเช่น 2- 4 คิว , 4.5 ถึง 10 คิว และ 12 คิวขึ้นไป เป็นต้น คำว่าคิวก็หมายถึง ลูกบาศก์ฟุต นั่นเอง เราจะเลือกขนาดไหนก็ต้องดูการใช้งานของเราเป็นหลัก ถ้าเป็นครอบครัวเดี่ยวก็ใช้ขนาดเล็กได้ ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ก็เพิ่มสัดส่วนขึ้น แต่อย่าลืมว่าตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่ก็กินค่าไฟฟ้ามากขึ้นนะครับ

การใช้งานตู้เย็นอย่างประหยัด เราสามารถทำได้ด้วย

- เลือกตู้เย็นที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นหลัก โดยที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็คือฉลากที่บ่งบอกระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายต่อปี โดยได้รับการรับรองจากรัฐบาล หรือดูจากเครื่องที่มี ค่าประสิทธิภาพ ที่ตัวเลข มากกว่า 300 ขึ้นไป
- ติดตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนัง หรือฝาบ้านที่มีความร้อน หรือได้รับความร้อนเป็นประจำ หรือติดตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ปรับระดับความเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ควรเปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆโดยไม่จำเป็น หรืออาจจะเลือกซื้อตู้เย็นที่มีระบบกดเปิดเอาน้ำเย็นโดยที่ไม่ต้องเปิดฝาตู้ก็ได้
- วัสดุที่ใช้ทำ ต้องแข็งแรง มีความหนาที่เหมาะสม ยางหุ้มขอบตู้เย็นต้องมีคุณภาพสูง เพราะถ้ายางหุ้มขอบตู้เย็นเสื่อม หรือมีคุณภาพไม่ดีก็จะทำให้ความเย็นในตู้เย็นรั่วออกมา ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา ก็จะเปลืองไฟมากกว่าเดิม
- ไม่ควรนำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ยังร้อนอยู่เข้าตู้เย็นทันที เพราะจะทำให้ระบบความเย็นในตู้เย็นทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ควรจะรอให้เย็นลงในอุณหะภูมิห้องก่อนแล้วจึงค่อยนำไปเข้าในตู้เย็น

ปัจจุบันตู้เย็นมีจุดขายที่แตกต่างกันเช่น บางรุ่นมีช่องแช่ผักแยกต่างหาก หรือมีระบบ plasma เพื่อกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และระบบฟอกอากาศอีกด้วย

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อ tv

วิธีเลือกซื้อ tv

วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ tv ให้เหมาะสมกับความต้องการ สำหรับท่านที่กำลังมองหาและยังไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี


เริ่มกันที่ชนิดของ tv ว่ามีแบบไหนบ้าง

LCD TV : CCFL
ถือเป็นจอทีวีแบบ LCD รุ่นเก่าที่ไฟส่องหลังเป็นแบบหลอดฟลูออเรสเซนท์แบบเปิดตลอดเวลา เทคโนโลยีนี้ถือว่าเริ่มเก่าแล้ว อาจจะมีวางขายอยู่ไม่มากเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง LED มาแทนที่ แต่ก็อาจจะพบเจออยู่บ้างในทีวี LCD ราคาถูก

LED TV: Direct LED
จอทีวีแบบนี้จะมีไฟส่องหลังที่เป็นหลอด LED จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบตรงด้านหลังจอโดยตรง ทำให้สามารถลดความสว่างในแต่ละบริเวณได้อย่างอิสระ ทำให้ภาพนั้นคมชัดเพราะสามารถปรับแต่งค่าความสว่างในแต่ละบริเวณได้ทันที ทีวีแบบนี้ยังประหยัดไฟและให้เฉดสีที่กว้างกว่าแบบ CCFL ที่กล่าวข้างต้น

LED TV: Edge LED
จอทีวีแบบนี้จะมีหลอดไฟ LED ติดตั้งอยู่ตรงบริเวณขอบจอ การจัดวางแบบนี้ทำให้จอภาพมีขนาดบางลงมากและให้ความแตกต่างของความคมชัด (Contrast) ได้ดีกว่าจอแบบ CCFL สมัยก่อนมาก แต่ให้ภาพได้ไม่ดีเท่าแบบ Direct LED แต่อย่างไรก็ตามจอทีวีแบบนี้จะมีต้นทุนต่ำทำให้ราคาถูกลง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีวี LED สมัยนี้จะมีลักษณะการส่องสว่างแบบนี้

OLED TV
การส่องสว่างของจอทีวีแบบ Organic LED นั้นทำได้โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแผ่นฟิล์มบางที่เปล่งแสงออกมาได้ เทคนิคนี้จะจะให้สีที่สดสว่างกว่าและยังทำให้จอภาพนั้นบางมาก ถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสุดยอดในการแสดงผลยุคปัจจุบัน และเพิ่งจะเริ่มต้นปีนี้เองที่จอขนาดใหญ่แบบ OLED เริ่มวางขายตามท้องตลาด จึงถือเป็นของใหม่ ราคาแพง และยี่ห้อดังๆกำลังพยายามทำตลาดจอแบบนี้อยู่

Plasma TV
จอทีวีแบบ Plasma นั้นจะใช้แผ่นแก้วประกบเซลขนาดเล็กๆเป็นจำนวนล้านๆเซลที่มีก๊าสเฉี่อยบรรจุอยู่ เมื่อมีสนามไฟฟ้าไปกระตุ้นก๊าสนี้ก็จะทำให้มันเปล่งแสงออกมา ณ ตำแหน่ง pixel นั้น โดยหลักการแล้วจอแบบ Plasma นั้นจะดีกว่าจอ LCD ในแง่ของความสว่างและความถูกต้องของสี แต่จะมีเฉพาะจอใหญ่ๆเท่านั้น และตอนนี้หลายๆบริษัทก็เลิกผลิตไปแล้ว ที่มีวางขายอยู่ก็น่าจะเป็นของที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งจะพบว่าด้วยจอขนาดเท่ากันจะราคาถูกกว่าจอแบบ LED มาก

TV จอโค้ง
ผู้ผลิตบางรายในปัจจุบันก็เริ่มที่จะผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจอโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะไม่เหมือนจอแบบ CRT เก่าๆในอดีต การโค้งจะเข้าหาตัวแทนที่จะออกจากตัว ด้วยหลักการที่ว่าจะทำให้ทุกๆพิกเซลบนจอนั้นห่างจากดวงตาของเราในระยะทางที่เท่าๆกัน ทำให้ได้ภาพที่สมจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียอยู่ก็คือ หากคุณนั่งใกล้ฝั่งใดผั่งหนึ่งจนเกินไป ความโค้งของจอจะทำให้ให้ภาพดูผิดเพี้ยนไป

จะซื้อทีวีที่มีความละเอียดของจอภาพเท่าไหร่ดี
แน่นอนว่าปัจจุบันหากหาซื้อทีวีรุ่นใหม่ก็ควรจะเลือกแบบความคมชัดสูง แต่เรามาดูกันนะครับว่าความคมชัดสูงในปัจจุบันมีตัวเลือกอะไรบ้าง

HD (High Definition)
ปัจจุบันทีวีที่เป็นแบบ HD จะมีความละเอียดอยู่สองแบบด้วยกัน โดยแบบแรกจะเห็นคำโฆษณาชี้ชวนเป็แบบ HD Ready ซึ่งหมายถึงว่ามันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง โดยจะมีช่องเสียบสัญญาณ HDMI อย่างน้อย 1 ช่องและช่อง component video มาให้ด้วย โดยความละเอียดของจอขั้นต่ำ 1,024 x 768 พิกเซล ส่วนจอภาพแบบ full HD จะมีความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 1,920 x 1,080 พิกเซล ดังนั้นการเลือกซื้อในปัจจุบันควรมองหาจอภาพแนว full HD เพราะราคาก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

Ultra HD และ 4K
เป็นจอภาพที่ให้ความละเอียดสูงกว่า full HD มาก โดยความละเอียดจะอยู่ที่ 3840 x 2160 พิกเซล หรือหากเทียบตัวเลขแล้วแต่ละด้านจะมีจำนวนพิกเซลคูณสอง หรือพูดง่ายๆก็คือเอาจอ full HD มาต่อเพิ่มเป็นสี่จอ (2 จอในแนวดิ่ง 2 จอในแนวนอน)

การใช้จอภาพแบบนี้หมายถึงจะได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก และหมายถึงว่าข้อมูลภาพที่จะนามาแสดงนั้นก็ต้องการแบนวิดท์และเนื้อที่ในการจัดเก็บสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วในปัจจุบันการแสดงผลบนจอภาพ 4K นั้นจะเป็นการนำเอาเนื้อหา HD มาเพิ่มสเกลให้เป็น Ultra HD เพราะการรับชมเนื้อหาที่เป็น 4K จริงๆ นั้นยังมีทางเลือกไม่มาก จะซื้อทีวีต้องคำนึงถึงเรื่องใดอีกบ้าง การหาซื้อทีวีเครื่องใหม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก นอกจากคุณจะทำการบ้านมาดี การเลือกซื้อทีวีจอแบนนั้นถือเป็นการลงทุนระยะยาวอันนึง เพราะคุณจะต้องใช้งานมันให้ได้นานที่สุด แค่การไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้บ้านแล้วเลือกเอาสิ่งแรกที่คุณเจอในร้านไม่ใช่เรื่องที่ดี คุณต้องคำนึงถึงขนาดจอภาพที่เหมาะสม และลูกเล่นที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจซื้อ

ขนาดจอภาพเป็นเรื่องสำคัญ
คนส่วนใหญ๋อาจจะคิดว่าจอยิ่งใหญ่ยิ่งดี หรือบางคนคิดว่าเหลือพื้นที่เท่าไหร่ก็ซื้อทีวีขนาดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมเสมอไป ทีวีจอแบนนั้นมักจะใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คุณคิด ดังนั้นบางครั้งซื้อมาแล้วจอภาพอาจจะอยู่ไกลกว่าเดิมไปซัก 30 – 50 ซม เพราะไม่ตัองเผื่อพื้นที่ด้านหลังจออีกต่อไปแล้ว และด้วยการรับชมที่คมชัดในปัจจุบัน คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณรบกวนอีกต่อไป คุณสามารถที่จะซื้อจอทีวีที่ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นพิกเซลใหญ่เกินไป นั่นหมายถึงว่าระยะทางที่เหมาะสมก็คือ คุณสามารถนั่งห่างจากทีวีด้วยระยะทางประมาณ 3 ถึง 4 เท่าของความสูงของทีวี

คำนวณขนาดของจอทีวีได้อย่างไร
วิธีการที่เหมาะสมในการหาว่าขนาดจอภาพที่ควรซื้อนั้นก็คือ จอทีวีจะต้องใหญ่พอที่จะทำให้ภาพเต็มเส้นสายตาของคุณ และต้องเล็กพอที่จะทำให้ภาพคมชัด จำไว้ให้ขึ้นใจว่าหากคุณต้องการดูรายการทีวีที่มีความคมชัดแบบธรรมดาผ่านจอคมชัดสูง ยิ่งจอใหญ่ภาพก็จะยิ่งแตก ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมสามารถคำนวนได้จากเอาระยะทางจากสายตาคุณไปยังจอภาพ แล้วคูณด้วยค่า 0.535 แล้วปัดเศษไปหาขนาดจอภาพที่มีวางขายที่ใกล้เคียงที่สุด
ตัวอย่างเช่นหากตำแหน่งดูทีวีห่างจากใบหน้าคุณ 80 นิ้ว หรือ 2 เมตร ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมที่สุดคือ 42 นิ้ว (80 x 0.535 = 42.8)

เสียงจากทีวีก็สำคัญ
หากคุณไม่ได้เอาทีวีไปต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านแล้วละก็ ลำโพงที่ให้มากับเครื่องจะเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะต้องพิจารณา ดังนั้นตอนทดสอบทีวีที่ร้านในประเด็นเรื่องเสียงคุณควรจะพิจารณาในแง่ต่างๆดังนี้

เสียงทุ้ม (Bass): ควรจะนุ่มลึกที่สุด เสียงทุ้มดังๆไม่ควรจะทำให้เครื่องทีวีสั่นหรือเสียงแตก หรือดังมากกว่าเสียงอื่นๆ
เสียงพูด: ควรจะคมชัด ไม่มีเสียงอู้อี้เหมือนอยู่ในกล่อง
เสียงแหลม: ควรจะมีเสียงที่สะอาด ลื่นไหล ไม่ดังกว่าเสียงอื่นๆ

ทีวีที่ดีควรจะส่งเสียงออกจากทีวีไปยังด้านข้าง ด้านหลังผู้ชม เพื่อให้ความรู้สึกของมิติของเสียง โดยไม่สูญเสียความรู้สึกในการรับชมออกไป

ถามตัวเองก่อนจะออกไปซื้อทีวี
คุณควรจะทำการบ้านด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องราคา หากไปดูแล้วปรากฏว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นราคาสูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ก็ให้กลับมาทบทวนใหม่ว่าควรจะลดความต้องการอะไรลง อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อตามคำเชียร์ของคนขาย เพราะพอกลับมาแล้วคุณอาจจะเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่คุณหวัง เช่นว่าน่าจะลดขนาดจอลง แต่เอาแบบ O-LED หรือว่าเพิ่มขนาดจอแต่เอาแบบ HD Ready ก็พอเป็นต้น

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรเลือกไปก่อนที่จะถึงร้าน

HD หรือ 4K
ทีวีแบบ 4K อาจจะดูสุดยอดที่ร้านแม้ว่าซื้อมาแล้วอาจจะไม่มีอะไรให้ดู แต่อาจจะเป็นการซื้อเผื่อไว้ก่อน แต่หากคุณซื้อจอทีวีที่เล็กกว่า 65 นิ้ว 4K อาจจะไม่จำเป็น เอาทีวีแบบ full HD ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

จอภาพขนาดเท่าไหร่
จากข้อแนะนำข้างต้นคุณก็น่าจะพอได้ไอเดียแล้วว่าทีวีที่จะซื้อควรมีขนาดจอเท่าไหร่ และยิ่งจอใหญ่ก็จะยิ่งแพง ซึ่งหากมองราคาตามร้านทั่วไปแล้วจะพบว่า ในกลุ่มจอภาพขนาดราวๆ 32 – 42 นิ้วนั้นราคาจะอยู่ในช่วงที่ไม่แพงมาก จอใหญ่กว่านี้ราคาเหมือนจะก้าวกระโดด และหากคุณซื้อทีวีแบบ 4K คุณจะนั่งดูใกล้ๆไม่ได้ เหมาะสำหรับห้องใหญ่ๆเท่านั้น

ดิจิตอลจูนเนอร์ DVB-T2
ปัจจุบันทีวีที่มีจำหน่ายอยู่อาจจะมีทั้งแบบมี DVB-T2 ในตัว และแบบที่ต้องต่อกับ set top box หากทีวีที่ท่านต้องการมีอะไรต่างๆครบขาดเพียง DVB-T2 จูนเนอร์เพื่อดีทีวีดิจิตอลเท่านั้น คุณก็อาจจะตัดสินใจซื้อได้เพราะราคากล่อง set top box ราคารวมสายอากาศก็ไม่เกิน 2,000 บาท หากความแตกต่างในเรื่องราคาทั้งสองแบบไม่มากคุณก็อาจจะเลือกแบบ DVB-T2 ไปเลย เพราะการต่อ set top box ต่างหากท่านก็อาจจะต้องใช้รีโมทสองอัน

ต้องการช่องต่อ HDMI กี่ช่อง
ทีวีในห้องรับแขกอาจจะมีการต่อเครื่องเล่นต่างๆหลายชนิด ไม่ว่าจะกล่องดาวเทียม เครื่องเล่นเกมส์ set top box ต่างๆ ดังนั้นคุณควรจะมองหาช่องต่อ HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง ถึงจะเหมาะสม

เอาอุปกรณ์เก่าๆมาต่อพ่วงหรือไม่
ถ้าคุณมีเครื่องเล่นแบบอนาลอกที่ยังไม่อยากทิ้ง เช่นเครื่องเล่นวิดีโอสมัยก่อน เครื่องเล่น DVD ที่ไม่มีช่องเสียบ HDMI เป็นต้น คุณควรจะตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณกำลังจะซื้อมีช่องต่อบรรดา AV ต่างๆมากน้อยแค่ไหน เครื่องเสียงที่ต่อจะมีช่อง Audio Out ให้อยู่หรือไม่

จะซื้อ LCD หรือ Plasma ดี
แน่นอนว่าจอภาพแต่ละแบบจะให้ภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่ควรคำนึงก็คือลองเปรียบเทียบว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นแบบไหน ผนังที่จะนำไปติดตั้ง สภาพห้องว่าร้อนหรือไม่ เพราะจอแบบ Plasma จะร้อนและอุณหภูมสูงกว่าจอ LCD และที่สำคัญในบ้านเราจอ Plasma ได้รับความนิยมน้อยลง อายุการใช้งานก็สั้นกว่า LCD

ต้องเอาทีวีไปแขวนผนังหรือว่าวางกับพื้น
ก่อนไปซื้อควรตรวจสอบให้ดีว่าผนังบ้านคุณนั้นเป็นหนังไม้ ผนัง smartboard ผนังปูนที่ก่ออิฐมอญ หรือผนังปูนจากอิฐบล้อค หรือว่าคอนกรีตมวลเบา เพื่อดูความแข็งแรงในการติดตั้งจอภาพ จากนั้นตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณจะไปซื้อมีอะไรมาให้บ้าง คุณอาจจะต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมในการติดตั้งให้เหมาะสมกับผนังห้องของคุณ

จะนำทีวีมาต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ คุณอาจจะต้องลองทดสอบเสียงที่ออกจากทีวีก่อนซื้อว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ลองเปิดให้เสียงดังที่สุดว่าดังประมาณไหนที่เสียงไม่แตกหรือตัวเครื่องไม่สั่น และดูว่าบทพูดฟังได้ชัดหรือไม่ และเสียงทุ้มต่ำลงไปได้ถึงใหน

แต่ถ้าคุณมืเครื่องเสียงอยู่แล้วที่บ้านและจำนำมาต่อกับทีวี ก็ไม่ต้องไปสนใจกับเสียงที่จะออกมาจากลำโพงทีวีมากนัก เพราะมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับเสียงที่จะได้จากเครื่องเสียงของคุณ