วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558

ลมยางนั้นสำคัญอย่างไร

ด้วยหน้าที่ของยางรถยนต์ที่มากมายและสำคัญเกินกว่าภาพลักษณ์ที่เห็นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบชิ้นหนึ่งของรถ ทำให้เพื่อนๆ หลายๆคนไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับวัถตุกลมๆชิ้นนี้ซักเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว ยางเป็นส่วนที่ดราม่าที่สุดส่วนหนึ่งของรถเลยก็ว่าได้ เพราะต้องรับหน้าที่อันหนักอึ้ง ทั้งสร้างแรงเสียดทานกับพื้นถนน (ยึดเกาะถนน) ทั้งในขณะเร่งความเร็ว, เลี้ยวและที่สำคัญคือการเบรค นอกจากนี้ยังต้องทนการกดดันจากน้ำหนักของรถ, คนและสัมภาระ อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำร้ายหน้าสัมผัสและโครงสร้างของยางทั้งนั้น ที่นี้เห็นรึยังครับว่าเจ้าวัตถุกลมๆดำๆ นี้มันสำคัญกับรถเราแค่ไหน ?


เพราะฉะนั้นยางทุกเส้นจึงต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมเป็นอย่างดี ควรรักษาระดับความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับที่โรงงานผู้ผลิตกำหนดจะดีที่สุด แน่นอนว่ารถราเราใช้กันทุกวันความดันลมยางจะลดลงหลังจากการใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรเช็คระดับความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของยางรถที่คุณรักด้วย งั้นเรามาดูวิธีการเติมกันเลยดีกว่า

เติมลมเมื่อยางเย็น

อันที่จริงควรเช็คลมยางในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนการใช้งานนะครับ แนะนำตอนเช้าก่อนขับออกไปทำงานก็ได้ เพราะเมื่อล้อเริ่มหมุนยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ทำให้อากาศภายในเกิดการเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดความร้อนขึ้น แล้วจะทำให้ค่าที่ได้จากการวัดแรงดันผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นควรเติมลมเพิ่มขึ้นอีก 2 ปอนด์เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว

การสูบลมยาง

1. ตรวจเช็คลมยางขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือในช่วงเวลาก่อนออกเดินทางและปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดเป็นประจำ
2. ในกรณียางใหม่ ให้เพิ่มความถี่(ขยันนิดนึง)ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัวทำให้ความดันลมยางลดลง
3. ห้ามปล่อยลมยางออก เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นในขณะกำลังใช้งานเพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ใช้งานเป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น
4. เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว ควรเปลี่ยนวาล์วและแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์ว(จุ๊บลม)ตลอดเวลา
5. สำหรับยางอะไหล่ ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกครั้งอยู่เสมอ
6. ในกรณีรถเก๋งที่ขับด้วยความเร็วสูง หรือเดินทางไกล ให้เติมลมยางให้มากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว


ตรวจเช็คความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง

ควรตรวจเช็คความดันลมยางของรถคุณ ให้อยู่ระดับที่ผู้ผลิตกำหนดเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างสม่ำเสมอ โดยปกติโรงงานประกอบรถยนต์จะระบุระดับความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถไว้บนแผ่นโลหะบริเวณขอบประตูหรือกำหนดในคู่มือประจำรถ การเติมลมยางที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับรถคุณอีกด้วย

การเติมลมยางมากเกินไป

จะทำให้หน้าสัมผัสของยางกับพื้นผิวถนนลดลง ดอกยางบริเวณกลางจะสึกมากกว่าด้านข้างทั้งสอง รถกระดอนเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระและการรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรเติมให้พอดีๆนะครับ

การเติมลมยางน้อยไป

จะทำให้ดอกยางไม่เรียบ สังเกตุได้โดยดอกยางบริเวณไหล่ยางจะสึกเร็วกว่าบริเวณกลางยาง การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น เกิดความร้อนสูงขณะยางเปลี่ยนรูปและแรงกระแทกจะทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหาย และไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิมได้


เช็คลมยางอย่างไรให้ถูกต้อง

ลมยางจะลดลงโดยตัวมันเองประมาณ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน ดังนั้นจึงควรเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง ขณะที่ยางยังเย็นอยู่ โดยเติมลมยางตามคู่มือรถแต่ละคันที่ติดอยู่ที่ข้างประตูรถครับ

การสลับตำแหน่งยาง

ยางรถยนต์จะเกิดการสึกหรอไม่เท่ากันทุกเส้น โดยมีหลายสาเหตุ เช่น สภาพรถ, สภาพผิวถนน, ศูนย์ล้อ, การหักเลี้ยวของรถ, การสูบลมยาง, ลักษณะการขับขี่ เป็นต้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยางยางทุก 10,000 กม. เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ

เห็นมั้ยครับว่ายางสำคัญมากแค่ไหน ทีนี้ขอให้ทุกคนที่เป็นเจ้าของรถ ใช้ความระมัดระวัง และความเข้าใจ ในการ เติมลม ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เติมเองแต่อย่างน้อยก็ควรบอก เด็กปั๊ม เติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะเป็นผลดีต่อ ล้อแม็ก ยาง และรวมไปถึงความปลอดภัยแก่ตัวเราเองด้วยนะครับ

วิธีลอกสติกเกอร์ติดรถง่ายๆ ไม่ทิ้งคราบ

ในมุมของคนรักรถบางครั้งก็ชอบที่จะแต่งโน่นนิดนี่หน่อย อย่างการติดสติกเกอร์ให้รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นสติกเกอร์คลับรถยนต์ โลโก้ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้รถดูมีเอกลักษณ์สะดุดตาไม่เหมือนใคร หรือแม้แต่สติกเกอร์ที่ติดเวลาแข่งแรลลี่ ปัญหาที่หลายคนต้องเจอคือตอนติดน่ะสวยแต่ลำบากตอนรื้อออก ไม่ว่าจะแกะอย่างระมัดระวังแค่ไหนก็มักจะเหลือคราบกาวทิ้งไว้


การลอกสติกเกอร์ติดรถมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะพื้นผิวรถที่มีสีเคลือบ จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ขอนำเสนอสารพัดวิธีที่จะช่วยให้คุณลอกสติกเกอร์และขจัดคราบกาวออกไปได้ง่ายๆ ดังนี้

- สติกเกอร์แผ่นใหญ่หรือติดมานานแล้ว จะแกะออกยาก ให้ใช้ไดร์เป่าผมเป่าเบาๆ ความร้อนจากไดร์เป่าผมจะทำให้กาวที่เหนียว อ่อนตัวลง ลอกออกได้ง่ายขึ้น
- ใช้น้ำมันครอบจักรวาลฉีดลงบนคราบสติกเกอร์ให้ชุ่ม ทิ้งไว้สักครู่แล้วใช้ผ้าสะอาดค่อยๆ เช็ดออกอย่างเบามือ
- ครีมทำความสะอาดเอนกประสงค์ โปะลงบนผ้าสะอาด จากนั้นค่อยๆ ถูลงบนรอยคราบสติกเกอร์อย่างเบามือ
- น้ำมันสน รอนสัน หรือน้ำมันพืช น้ำมันมะกอก ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
- หลังจากเช็ดออกให้ล้างด้วยแชมพูล้างรถทันที

** ข้อควรระวัง ทินเนอร์ หรือ น้ำมันเบนซิน ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่มีสีเคลือบเพราะจะทำให้รถสีด่างหรือลอกได้

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีเช็คสภาพรถหลังกลับจากเดินทางไกล

การตรวจเช็คสภาพรถยนต์หลังจากเดินทางไกลถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวรถถูกใช้งานมาอย่างหนัก ทั้งเผชิญกับหลุมบ่อ, ถนนลูกรัง, การลากรอบเครื่องยนต์เป็นเวลานานๆ แม้กระทั่งการบรรทุกน้ำหนักมากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการสึกหรอในชิ้นส่วนต่างๆของรถ หากเราตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เบื้องต้น ก็จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีก่อนจะลุกลามบานปลายในระยะยาว

สิ่งที่ควรตรวจเช็คสภาพหลังกลับจากเดินทางไกล มีดังนี้

1.เช็คน้ำมันเครื่อง


ควรเช็คระดับน้ำมันเครื่องเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติ โดยระดับของน้ำมันไม่ควรพร่องลงไปจากระดับที่วัดก่อนการเดินทางมากนัก หากพบว่าน้ำมันเครื่องพร่องลงไปมากหรือต่ำกว่าระดับ MIN ก็ควรตรวจเช็คว่ามีการรั่วซึมจุดใดหรือไม่
นอกจากนั้นควรเช็คสภาพน้ำมันเครื่องว่าไม่ดำจนเกินไป รวมถึงไม่มีเศษเขม่าเจือปนอยู่ หากพบก็ควรหาเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ไปเลย

 2.เช็คสภาพและลมยาง


การเดินทางไกลอาจส่งผลให้ความดันลมยางลดลง จึงควรเช็คลมยางเมื่อมีโอกาส เพื่อป้องกันการสึกหรอของยางและลดโอกาสเกิดอันตรายจากการขับด้วยความเร็วสูง นอกจากนั้นยังควรตรวจสภาพยางว่าไม่มีอะไรเข้าไปทิ่ม อุด ตำ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ
หากพบว่าล้อใดล้อหนึ่งมีความดันลมน้อยผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่าล้อข้างนั้นอาจมีอะไรทิ่มเข้าไปแล้วคาอยู่ในเนื้อยาง เป็นเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ ทางที่ดีควรปะยางหรือเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย

3.เช็คน้ำหล่อเย็น


ควรตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น ทั้งในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ ทางที่ดีน้ำหล่อเย็นไม่ควรลดระดับไปมากนักเมื่อเทียบกับก่อนเดินทางไกล และควรเติมให้ได้ระดับพอดีก่อนใช้งานต่อไป 4.เช็คช่วงล่างและระบบกันสะเทือน

การขับรถไปยังที่ที่ไม่คุ้นทาง อาจส่งผลให้ขับตกหลุมได้ ซึ่งหากเป็นหลุมเล็กๆก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากเป็นหลุมขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปได้ ให้ลองเช็คเบื้องต้นด้วยการปล่อยพวงมาลัยขณะที่รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หากรถยังคงสามารถวิ่งไปตรงๆ ก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ควรเช็คสภาพถนนว่ามีการลาดเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้รถแฉลบออกด้านข้างได้เช่นกัน
นอกจากนั้นยังควรตรวจสอบด้วยการฟังดูว่ามีเสียงผิดปกติขณะขับผ่านทางขรุขระหรือไม่

5.เช็คไส้กรองอากาศ

การเดินทางไปต่างจังหวัดอาจต้องขับผ่านถนนที่มีฝุ่นมากกว่าปกติ จึงควรเช็คไส้กรองอากาศว่ามีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่หรือไม่ หากมีก็ควรเป่าออก หรือเปลี่ยนไส้กรองใหม่ เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
หากเป็นกรองชนิดแห้งปกติ ถ้าไม่มีฝุ่นมากจนเกินไปนัก สามารถเป่าสิ่งสกปรกออกได้ แต่หากเป็นไส้กรองชนิดเคลือบน้ำมันจะไม่สามารถทำความสะอาดได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว

6.เช็คสภาพตัวถัง

ควรล้างรถเมื่อมีโอกาส เพราะฝุ่นควันที่ติดมานั้น อาจสร้างผลกระทบต่อชั้นสีในระยะยาวได้ จากนั้นจึงควรเช็ครอบตัวรถว่ามีรอยบุบหรือรอยขูดขีดใดๆหรือไม่ เพื่อจะได้พิจารณาเคลมประกันหรือทำสีต่อไป (หรือปล่อยไว้เฉยๆก็ไม่ว่ากัน)
ขั้นตอนเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม เนื่องจากเห็นว่ากลับบ้านได้โดยสวัสดิภาพแล้วก็จบกันไป แต่หากปฏิบัติได้ตามวิธีขั้นต้นนี้แล้วล่ะก็ จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจพบความผิดปกติเบื้องต้นได้ ก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โตนั่นเอง

วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นอับในหมวกกันน็อค


วิธีทำความสะอาดหมวกกันน็อค

- ภายใน หมวกกันน็อคบางรุ่นสามารถถอดซับในหรือเบาะหุ้มภายในออกมาทำความสะอาดได้ ให้ถอดออกซักด้วยแชมพูเด็ก ล้างน้ำเปล่าจนสะอาดและผึ่งให้แห้ง หากเป็นหมวกกันน็อคที่ถอดซับในออกไม่ได้ ให้หงายหมวกแล้วผึ่งลมหรือแดดอ่อน 2-3 ชั่วโมง ไม่ควรตากแดดแรงเพราะจะทำให้โฟมเสื่อมสภาพ

- ภายนอก ใช้ผ้านิ่มจุ่มลงในน้ำสบู่เช็ดทำความสะอาดรอยฝุ่นและคราบเปื้อน และใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดในครั้งสุดท้าย

- แผ่นกันลม ใช้น้ำสบู่อ่อนๆ ล้างให้ทั่วและเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้านิ่ม

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สเปรย์ทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นอับภายในหมวกกันน็อค แต่ราคาค่อนข้างแพง ใครอยากใช้วิธีธรรมชาติ ซักเองได้ก็ไม่ว่ากัน

รู้หรือไม่! ปกติแล้วหมวกกันน็อคมีอายุงานใช้งานประมาณ 3 ปี ควรซื้อเปลี่ยนใหม่เนื่องจากพลาสติกอาจเสื่อมสภาพ และโฟมไม่สามารถรับแรงกระแทกแทนศีรษะได้ หมวกที่เคยตก เคยกระแทกมาแล้วอายุการใช้งานก็จะลดลงเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธีดูแลรักษาแอร์รถยนต์ให้ถูกต้อง

ย่างเข้าสู่หน้าร้อน เครื่องปรับอากาศหรือแอร์รถยนต์ถึงคราวต้องทำงานหนักอีกแล้ว วิธีที่จะช่วยให้แอร์รถยนต์ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและใช้ งานได้นาน "มติชน" มีข้อแนะนำดังนี้


1. ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ทุกครั้ง ควรตรวจดูสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ว่าอยู่ในลักษณะใด เปิดหรือปิด ถ้าหากเปิดอยู่ให้กดปิดเสียก่อนที่จะสตาร์ตเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ในขณะสตาร์ต

2. หลังจากเครื่องยนต์ติดเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดสวิตช์พัดลมของเครื่องปรับอากาศก่อน โดยปรับไปที่ตำแหน่งความเร็วสูงสุด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อไล่ลมร้อนจากช่องปรับอากาศ หลังจากนั้น จึงเปิดสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ปรับสวิตช์ที่ใช้ปรับระดับความเย็นไปที่ตำแหน่งเย็นสุด แล้วจึงปรับสวิตช์ควบคุมความเร็วของพัดลมและสวิตช์ควบคุมระดับความเย็นลงสู่ ตำแหน่งที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารตามต้องการ

3. หลังจากเลิกใช้งานก่อนดับเครื่องยนต์ ควรปิดสวิตช์คอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ก่อน เพื่อหยุดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ แต่ยังคงเปิดสวิตช์พัดลมแอร์ไว้ในตำแหน่งที่แรงสุดเพื่อให้พัดลมแอร์เป่าลม ผ่านตัวคอยล์เย็น หรือตู้แอร์ จะมีสภาพเปียกชื้น และมีหยดน้ำมาเกาะอยู่ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทำงาน และเพื่อเป็นการไล่ความชื้นออกจากตัวคอยล์เย็นให้เร็วขึ้น วิธีนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดความอับชื้น สาเหตุทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ รวมทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของตัวคอยล์เย็นให้ผุกร่อนช้าลงกว่าเดิม ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น

สำหรับปัญหาการเกิดกลิ่นอับที่ออกมาจากช่องปรับอากาศ สามารถแก้ไขได้โดยจอดรถในที่โล่งแจ้ง แดดส่อง จากนั้น เปิดประตูรถให้หมดทุกบาน จอดรถตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่ากลิ่นอับจะจางหายไป

วรล้างแอร์รถเมื่อไหร่?

คำตอบที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานรถยนต์ของแต่ละคน เช่น เส้นทางการใช้งาน มีสภาพถนนอย่างไร ฝุ่นมากหรือไม่ ลุยน้ำหรือเปล่า แต่ตามปกติประมาณ 1 ปีขึ้นไป หรือ 20,000 กิโลขึ้นไป


ส่วนจะรู้ได้ไงว่าตู้แอร์ได้เวลาล้างแล้ว ให้สังเกตกลิ่นฝุ่น ถ้าเอาจมูกจ่อช่องลมแอร์แล้วมีกลิ่นอับ

สำหรับวิธีทำความสะอาดตู้แอร์ มี 4 วิธี

1.ล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ ต้องรื้อตู้แอร์ แล้วเอาคอยล์เย็นมาล้างข้างนอก น้ำยาทำความสะอาดแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่างจะใช้อะไรเพื่อประหยัดต้นทุน ราคาถูกก็ผงซักฟอก โซดาไฟ พวกนี้จะล้างออกยาก ดังนั้น เวลาประกอบกลับ เปิดแอร์จะรู้สึกว่ามีกลิ่นผงซักฟอก แสดงว่าล้างออกไม่หมด อาจกัดกร่อนคอยล์เย็นได้ และเมื่อสูดดมเข้าไป ไม่ส่งผลดีต่อระบบหายใจ ถ้าคนแพ้ ก็อาจแสบตา แสบจมูก
การถอดล้างตู้แอร์แบบนี้ ต้องแวคเติมน้ำยาแอร์ใหม่ และต้องเปลี่ยนไดเออร์กับวาล์วความดัน ถ้าประหยัดงบ ไม่ยอมเปลี่ยน ท่อแอร์รั่วได้เพราะความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์

2.การล้างแบบไม่ถอดตู้ เพื่อช่วยให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น เสร็จเร็ว ทางร้านได้เงินไว โดยทั่วไปเครื่องล้างตู้แอร์จะกำหนดน้ำยาที่ต้องใช้เฉพาะสำหรับการล้าง แต่บ้างเอาผงซักฟอก โซดาไฟ ผสมลงไปเพื่อให้น้ำยาใช้ได้หลายคันขึ้น เวลาล้างน้ำยาออกจะมีปัญหา เพราะเครื่องไม่ได้ถูกกำหนดให้ล้างผงซักฟอก หรือโซดาไฟ ผลที่ได้อาจคาดไม่ถึง
การล้างแบบนี้เหมาะกับรถใหม่ รถที่ล้างแอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือเหมาะกับรถที่ดูแลตู้แอร์เป็นประจำ ถ้าใช้มา 7-8 ปี แล้ว ช่างแอร์ไม่ค่อยอยากล้างวิธีนี้ เพราะตู้แอร์อาจรั่วอยู่แล้ว แต่ฝุ่นไปอุดรูรั่วไว้ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วก็ปรากฏ

3.การฉีดสเปรย์ทำความสะอาดตู้แอร์ ไม่ต้องรื้อตู้ออกมา ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดให้ทั่วคอยล์เย็น ก็เป็นอันเรียบร้อย คราบน้ำยาจะค่อยๆ ออกมาพร้อมกับน้ำแอร์ตามท่อน้ำทิ้ง ถ้าตู้แอร์ไม่สกปรกมาก วิธีนี้ก็พอใช้ได้ แต่คงต้องฉีดสเปรย์กันบ่อย 2-3 เดือนต่อครั้ง เพราะอยู่ในเมือง ฝุ่นจะเยอะ สเปรย์บางยี่ห้อจะช่วยขจัดกลิ่นด้วย ราคาค่าฉีดสเปรย์ รวมแล้วมากกว่าการล้างตู้แอร์แบบที่ 1 และที่ 2

4.การใส่กรองแอร์ ไม่ใช่รถทุกรุ่นจะใช้ได้ เพราะกรองแอร์ก็ทำมาสำหรับรถอีกระดับ ช่วยกรองฝุ่นอีกวิธีหนึ่ง แต่อายุการใช้งานก็ประมาณ 5,000 กม. ต้องเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยน ลมจะผ่านเข้าตู้แอร์ไม่สะดวก ลมแอร์ที่ออกมาก็จะอ่อนกำลังลง ลมที่ตีกลับจะมีผลต่อคอมแอร์ กรองแอร์สำหรับรถบางรุ่นราคาพอรับได้ แต่บางรุ่นราคาเป็นพันบาท ถ้าใช้วิธีนี้ในการทำความสะอาด ในระยะ 1 ปี ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการทำความสะอาด แบบที่ 1 และที่ 2
ส่วนการป้องกันให้ใช้แอร์ได้นานๆ ไม่ต้องล้างบ่อยๆ วิธีง่ายๆ ลงรถเมื่อไหร่เคาะพรมเมื่อนั้น เพราะพัดลมแอร์อยู่ใกล้กับพรมรองเท้า ถ้าสะสมไว้มันจะดูดเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้ตู้แอร์ตันเร็ว ถ้าทำได้เป็นนิสัย ยืดอายุล้างตู้แอร์ได้กว่า 2 ปีเลยทีเดียว

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

วิธี ขัดโคมไฟหน้า

ใครกำลังมีปัญหาโคมไฟหน้ารถขุ่นมัวหรือหมอง ไฟไม่สว่างพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบ้านรุ่นใหม่ๆ สมัยนี้โคมไฟหน้าส่วนมากเป็นพลาสติกไม่ใช่แก้ว เมื่อใช้รถไปนานๆ เจอแดดเจอฝน มีฝุ่นละอองหรือไอน้ำเล็ดลอดเข้าไปทำให้เกิดคราบขุ่นมัว ไม่สดใสทำให้รถดูเก่า

หรืออีกปัญหานึงคือเกิดจากความร้อนจากหลอดไฟที่สูงเกินไป หรือให้ความสว่างมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดคราบขุ่นเหลืองที่โคมไฟได้เช่นกัน อยากหาวิธีแก้แบบทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเงินจ้างอู่หรือคาร์วอชทำให้ เรามาดูวิธีเลย

วิธีทำความสะอาดโคมไฟหน้า

ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000 ตัดเป็นชิ้นแล้วแช่น้ำ จากนั้นราดน้ำลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม ใช้กระดาษทรายที่แช่น้ำขัดเอาคราบเหลืองออก (ขณะที่ขัดนั้นควรให้ฉีดพรมน้ำไปด้วย) เมื่อขัดเสร็จเช็ดโคมไฟให้แห้ง ใช้ครีมขัดรถป้ายที่โคมไฟจนทั่ว แล้วใช้ผ้าขนแกะหรือเครื่องปั่นขัดออก ทำซ้ำ 2-3 รอบจนกว่าโคมไฟจะกลับมาใสปิ๊ง



โคมไฟหน้ารถบ้านแต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ในกรณีที่รถเราสามารถถอดไฟหน้าออกมาล้างได้ก็คงไม่มีปัญหา แต่โดยมาแล้วรถเล็กส่วนใหญ่จะถอดไม่ได้ หากโคมไฟหน้ามีคราบเหลืองขุ่น มีรอยขีดข่วน ต้องใช้ยาขัดหยาบขัดแล้วใช้เครื่องปั่น ซึ่งอาจจะทำด้วยเองไม่ได้

ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำเองก็อาจจะต้องนำเข้าอู่ คาร์วอช หรือบริการล้างโคมไฟ เลือกร้านที่ไว้ใจได้แล้วตกลงราคาค่าใช้จ่ายกันดีๆ

อีกอย่างคือก่อนจะล้างโคมไฟหน้า อย่าลืมเช็คดูตามร้านอะไหล่ประดับยนต์ว่าราคาของใหม่ ราคาขายเท่าไหร่ ถ้าซื้อของใหม่ราคาไม่สูงมาก ก็เปลี่ยนใหม่ซะเลยดีกว่า คุ้มกว่ามานั่งขัด เพื่อความปลอดภัยของรถคุณเอง

เลือกติดแก๊ส อย่างไร ให้ปลอดภัย

ทุกวันนี้ราคาน้ำในที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างลดละอาจจะทำให้ใครหลายคนต้องหาทางออกให้กับชีวิต และหลายคนฟังมาเขาเล่าติดแก๊สแล้วดี และก็ไปดำเนิน โดยอาจจะเลือกร้านที่บอกต่อๆ กันมา หรือเพื่อนแนะนำ เพราะเคยไปติดมา หากแต่เชื่อหรือไม่ว่า แค่ติดแก๊สก็เป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่คุณคิด


การติดแก๊สฟังผิวเผินคือการที่เราเพิ่มความสามารถของรถให้สามารถรองรับหับพลังงานทางเลือกไม่ว่าจะแก๊ส LPG หรือ CNG ก็ดี หากแต่ข้อเท็จจริงหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือว่า การเลือกติดแก๊สนั้นสุ่มเสียงทางด้านความปลอดภัยในการขับขี่ด้วย เนื่องจากแก๊สมีสถานะเป็นก๊าซที่มีความไวไฟสูงหากเกิดข้อผิดพลาดจากการติดตั้งระบบอาจจะหมายถึงหายนะแบบที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายราย สูญเสียทั้งรถ และบางรายอาจหมายถึงชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่เพียงแค่นั้นการเลือกติดแก๊สไม่ถูกต้องอาจจะหมายถึงปัญหาที่ยาวนานไม่รู้จบ จนคุณอาจจะเบื่อหน่ายและวันนี้เราจะมาแนะนำกันว่า จะเลือกติดแก๊สกันอย่างไร ตั้งแต่ตัดสินใจไปจนถึงเสร็จสินกระบวนการ

1.เลือกระบบ ก่อนที่จะเริ่มไปหาร้านชองหาข้อมูลเกี่ยวกับระบบแก๊สที่สนใจ แล้วลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียดูของแต่ละระบบ รวมถึงชนิดก๊าซด้วย เช่นระบบฟิกมิกเซอร์ มีข้อดีกว่าตรงที่ง่ายต่อการติดตั้งมีราคาถูก เป็นต้น หรือระบบหัวฉีดที่มีความแม่นยำในการสั่งจ่ายพลังงานมากกว่า เป็นต้น

2.ช่างใจก่อนลงมือ หลายคนเจอแรงยุในการเลือกพลังงานทางเลือกทั้งๆที่รถยนต์หลายๆรุ่นมีความสามารถในการใช้พลังงานทางเลือกแบบอื่นที่มีความแตกต่างกันอยู่แล้ว อย่างเช่นหันไปใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์เป็นต้น ก็อาจจะเป็นทางออกที่เหมาะสม ก่อนตัดสินใจไปลงมือติดแก๊ส เพราะต้องยอมรับว่านาทีทีติดแก๊สแล้วจะไม่สามารถหวนกลับได้ สำหรับรถใหม่ หมายถึงประกันเครื่องยนต์ของคุณจะถูกเพิกถอนทันที ลองคิดดุดีๆช่างใจ แล้วดึงความสามารถของรถออกมาใช้ก่อนก็ย่อมได้

3.เลือกร้านที่น่าไว้ใจ การติดแก๊สไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ดังนั้นอ่าทำเป็นเล่นในเรื่องนี้เด็ดขาด การเลือกร้ายที่จะติดแก๊สถือเป็นสิ่งสำคัญ ควรมองหาร้านที่มีช่างที่สามารถวางใจได้ มีมาตรฐานในการบริการ ไม่ใช่ร้านที่เพียงเน้นการติดตั้งราคาถูกเท่านั้น ทางที่ดีหากร้านมีการรับประกันคุณภาพหลังจากการติดตั้งก็ยิ่งดี ที่สำคัญทำเลของร้านก็มีส่วนในการเลือกด้วย ควรเลือกร้านที่สะดวกต่อการเดินทางไปดูแลรักษาในกรณีที่ระบบเกิดขัดข้องหรือมีปัญหาด้วย

4.อย่างกเงิน พูดตรงๆ คนติดแก๊สคือคนที่อยากจะเซฟเงินในกระเป๋าแต่บางครั้งก็ต้องยอมรับว่าความขี้ตืดอาจจะนำมาซึ่งหายนะได้อย่างหลายกรณีรถไฟไหมที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งหลายหน การเลือกอุปกรณ์ที่ดีเป้นสิ่งสำคัญ บางยี่ห้อให้การรับประกันในความเสียกายที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ช่วยให้สบายใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้น บางทีเลือกแก๊สที่มีคุณภาพสูงก็ช่วยได้พอสมควรในเรื่องความปลอดภัย


5.บำรุงเครื่องยนต์ จริงๆแล้วไม่มีใครมักพูดถึงเครื่องยนต์ที่ติดแก๊สว่าจะมีสภาพอย่างไร หลายคนเลี่ยงประเด็นี้เพราะทุกคนที่ใช้แก๊สล้วนทราบกันดีว่ามีโอกาสที่กลไกจะเสื่อสภาพเร็วกว่าปกติ เนื่องจากค่าความร้อนของการจุดระเบิดแก๊สที่มากกว่าการจุดระเบิดด้วยน้ำมัน นั่นเอง ดังนั้นหลังติดแก๊สแล้วลองหมั่นตรวจสอบการทำงานของเครื่องยนต์เป็นประจำด้วย และควรทำเป็นประจำทุกเดือนอาจจะมองตอนถ่ายน้ำมันเครื่องก็ได้ โดยเฉพาะสีน้ำมันเครื่องยนต์ และทางที่ดีควรมองหาน้ำมันเครื่องแบบพิเศษเฉาะรถติดแก๊สถ้าเป็นไปได้

6.อย่าลืมขึ้นทะเบียน หลายคนมักลืมว่าเมื่อติดแก๊สแล้วเรายังจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญต่อการขึ้นทะเบียนกับกรมการขนส่งเพื่อสำแดงว่ารถยนต์เราเป็นรถติดแก๊สด้วยในคู่มือ ซึ่งตามหลักหลังติดตั้งเสร็จแล้วจะต้องนำไปให้วิศวกรตรวจพร้อมเซ็นใบรับรองการติดตั้งในชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่างๆด้วย หากไม่ผ่านต้องรีบกลับไปแก้แล้วหลังจากนั้นไปจดทะเบียนเสียเพื่อป้องกันจ่าจับ

7.ตรวจระบบแก๊สบ้าง หลายคนมักติดแก๊สแล้วครับเลยแบบไม่สนใจว่ามันจะเป้นอย่างไร แต่ทางที่ดีหากพบอาการผิดปกติเช่นมีกลิ่นแก๊สเข้าห้องโดยสารหรือ ระบบไม่ทำงานหรือมีการทำงานที่ผิดพลาดห้ามวางใจรับนำไปเข้าร้านที่ติดตั้งโดยทันที และแม้ในกรณีระบบปกติ ทุกๆ 1ปี ควรเข้าไปตรวจเช็คบ้างเสียเวลาเล็กน้อยแต่ให้ความมั่นใจได้มากขึ้น

จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้น่าจะช่วยให้เพื่อนๆมั่นใจได้มากขึ้นสำหรับใครที่กำลังจะหาทางออกนำรถยนต์ไปติดตั้งระบบแก๊ส และแม้จากทั้ง 7 ขั้นที่เราบอกจะฟังดูยุ่งยากแต่ถ้าศึกษาอย่างถ่องแท้จะพบว่า มันไม่ยากอย่างที่คิดเลย

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเภทของแอร์, แอร์มีกี่ประเภท

ประเภทของแอร์


แอร์เคลื่อนที่ (Portable Air)
ขนาด 9000 - 18000 บีทียู

ข้อดี
- ไม่ต้องติดตั้ง เสียบปลั๊กใช้งานได้ทันที
- ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวก

ข้อเสีย
- ต้องต่อท่อระบายความร้อนออกนอกห้อง
- ต้องต่อท่อระบายน้ำทิ้ง หรือคอยเทน้ำทิ้ง
- เย็นเฉพาะจุด ไม่ทั้่วห้อง
- เสียงค่อนข้างดัง



แอร์ติดผนัง (Wall Type)
ขนาด 9000 - 36000 บีทียู

ข้อดี
- ทำงานเงียบ เหมาะกับห้องนอน
- รูปทรงสวยงาม
- มีฟังก์ชั่นให้เลือกหลายแบบ
- ดูแลรักษาง่าย

ข้อเสีย
- ติดตั้งที่ผนังเท่านั้น ต้องมีความสูงของผนัง 40 ซม.ขึ้นไป
- การกระจายลมและแรงลมน้อยกว่าแบบแขวนเพดาน


แอร์ตั้งพื้น/แขวนใต้ฝ้า (Ceiling Type)
ขนาด 12000 - 60000 บีทียู

ข้อดี
- ลมแรง กระจายลมเย็นได้ดี เหมาะกับสำนักงาน ห้องนั่งเล่น
- เลือกติดตั้งแบบติดเพดานด้านบน และตั้งพื้นได้

ข้อเสีย
- รูปทรงขนาดใหญ่
- มีฟังก์ชั่นให้เลือกน้อย
- เสียงดังกว่าแบบติดผนัง



แอร์สี่ทิศทาง (Cassette Type)
ขนาด 12000 - 51200 บีทียู

ข้อดี
- เน้นความสวยงาม
- แอร์ซ่อนหรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดาน เหมาะกับห้องกระจกรอบด้าน หรือห้องที่ไม่มีพื้นที่ติดตั้ง
- กระจายลมสี่ทิศทาง

ข้อเสีย
- ติดตั้งยาก ต้องใช้ช่างที่ชำนาญ เดินท่อในฝ้า
- ราคาสูง
- ยากต่อการดูแลรักษา



แอร์คอยล์เปลือย (Conceal Type)
ขนาด 12000 - 60000 บีทียู

ข้อดี
- เน้นความสวยงาม
- แอร์ซ่อนหรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดาน
- ราคาไม่สูง และจะแพงอุปกรณ์ติดตั้ง เช่น หัวจ่ายลม ท่อลม

ข้อเสีย
- ติดตั้งยาก ต้องใช้ช่างที่ชำนาญ เดินท่อในฝ้า
- ยากต่อการดูแลรักษา



แอร์ตู้ตั้ง (Package Type)
ขนาด 12000 - 150000 บีทียู

ข้อดี
- ลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูงเหมือนตู้
- มีกำลังลมที่แรงมาก เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้า และออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง

ข้อเสีย
- เปลืองพื้นที่ใช้สอย
- เสียงดัง

วิธีเลือกซื้อแอร์

วิธีเลือกซื้อแอร์

ก่อนจะเลือกซื้อแอร์ เพื่อใช้งานควรมีข้อมูลด้านต่างๆเพื่อให้เราใช้ความสามารถของมันอย่างคุ้มค่า กับเงินที่เราต้องจ่ายไป วันนี้จึงจะมาแนะนำก่อนที่ท่านๆจะตัดสินใจซื้อหามาใช้งาน

เลือกขนาด BTU ที่เหมาะสม
ขนาด BTU (British Thermal Unit) คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ซึ่ง 1 ตันความเย็น จะเท่ากับ 12000 BTU ต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงขนาดของแอร์กับขนาดของห้องให้พอดีกัน เพราะหากเลือกแอร์ที่มี BTU สูงหรือต่ำจนเกินไป จะทำให้เปลืองไฟและแอร์เสียได้ง่ายอีกด้วย

การคิดค่า BTU แบบคร่าว ๆ
การคำนวณค่า BTU แบบคร่าว ๆ เพื่อเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU เหมาะสมกับห้องนั้น สามารถทำได้ด้วยการใช้ขนาดของพื้นที่คูณด้วย 650-800 BTU ต่อ 1 ตารางเมตร ทั้งนี้สามารถบวกลบได้อีก 5% ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่าง ๆ เช่น ทิศทางของห้อง การโดนแดด ลักษณะการใช้งาน เป็นต้น โดยมีตัวอย่างคร่าว ๆ ของขนาด BTU ที่เหมาะสมดังนี้


คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ควรเลือกคอมเพรสเซอร์ที่เหมาะสมกับความต้องการ โดยคอมเพรสเซอร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1. คอมเพรสเซอร์ลูกสูบ (Reciprocating Compressor) ทำงานด้วยการใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยา ให้กำลังแรงสูง แต่มีความสั่นสะเทือนสูง และเสียงค่อนข้างดัง นิยมใช้ในเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่
2. คอมเพรสเซอร์โรตารี่ (Rotary Compressor) ทำงานด้วยการหมุนของใบพัดที่มีความเร็วสูง มีความสั่นสะเทือนน้อย เสียงเงียบ เหมาะสำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก
3. คอมเพรสเซอร์แบบขด (Scroll Compressor) ทำงานด้วยใบพัดรูปก้นหอย มีความสั่นสะเทือนน้อยมาก มีเสียงเงียบ ให้พลังงานสูง ถือว่าดีกว่าคอมเพรสเซอร์ชนิดอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน

คอยล์ (Coil)
เป็นอุปกรณ์สำหรับระบายและดูดซับความร้อนจากอากาศ ประกอบด้วย ท่อทองแดง และครีบอลูมิเนียม (Fin) ก่อนเลือกซื้อให้พิจารณาวัสดุที่ใช้ทำคอยล์ เช่น สารที่เคลือบป้องกันการกัดกร่อน หรือความหนาของครีบ เป็นต้น หากเลือกคอยล์ที่มีคุณภาพดีแอร์ของคุณก็จะมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น

มอเตอร์พัดลม (Fan Motor)
มอเตอร์พัดลมเป็นส่วนสำคัญในแอร์ที่จะช่วยระบายและดูดซับความร้อน เพื่อให้แอร์ของคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอเตอร์พัดลมที่ดีควรใช้ขดลวดที่ทนความร้อนได้สูง เพื่อให้รอบการทำงานของมอเตอร์ไม่สะดุด และไม่เสื่อมคุณภาพง่ายอีกด้วย ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อแอร์จึงควรสอบถามถึงข้อมูลของมอเตอร์พัดลมให้ละเอียดก่อน

ระบบฟอกอากาศ (Air Purifier)
ระบบฟอกอากาศกลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ไปแล้วสำหรับแอร์ที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน เพราะระบบฟอกอากาศจะช่วยหมุนเวียนให้อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นหลายระบบดังนี้
1. การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละอองเอาไว้ และต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคในอากาศ นอกจากนี้หากต้องการกำจัดกลิ่นให้เลือกแผ่นกรองที่เป็นคาร์บอน เพื่อดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ
2. การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) คือการดักจับฝุ่นละอองในอากาศด้วยการใช้ตะแกรงไฟฟ้า (Electric Grids) และใช้แผ่นโลหะอีกชุดเรียงขนานกันเพื่อดูดฝุ่นละอองเอาไว้ หากมีการหมดอายุต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาด
3. การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) คือการผลิตประจุไฟฟ้าประจุลบเพื่อปล่อยออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อให้ดักจับฝุ่นละอองที่เป็นประจุบวก ซึ่งฝุ่นละอองที่ถูกดักจับจะรวมตัวกันและร่วงหล่นมาบนพื้นห้อง สามารถทำความสะอาดห้องได้ตามปกติ โดยไม่ต้องทำความสะอาดภายในเครื่องปรับอากาศ
การประหยัดไฟ (Energy Saving)

เครื่องปรับอากาศยุคใหม่นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักมีฉลาดประหยัดไฟเบอร์ 5 ติดเอาไว้ โดยแอร์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จะเป็นแอร์ที่มีประสิทธิภาพในการให้พลังงานสูง ทำให้ประหยัดไฟฟ้า โดยมีข้อเสียตรงที่ราคาสูงกว่าแอร์ทั่วไป จึงควรศึกษาฉลากประหยัดไฟให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ว่าเหมาะสมกับความต้องการของคุณหรือไม่

เลือกประเภทของการใช้งาน
เครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกประเภทในการใช้งานอยู่ 2 รูปแบบแตกต่างกันดังนี้
1. แอร์ติดผนัง เป็นแบบยอดนิยม เพราะมีความเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย หรือไม่ต้องการวางบนพื้นให้เกะกะ เสียงเงียบ และรูปลักษณ์ทันสมัย แต่ไม่เหมาะกับงานหนัก หรือห้องที่ต้องการความเย็นสูง และเป็นเวลานาน
2. แบบตั้งพื้น หรือ แบบแขวน เป็นแอร์ที่ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับห้องทุกขนาด สามารถเลือกติดตั้งกับพื้น หรือแขวนเพดานก็ได้ แต่ข้อเสียคือหน้าตาไม่ทันสมัย รวมทั้งกินไฟมากกว่าด้วย
คุณสมบัติพิเศษและดีไซน์

ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อแอร์สักเครื่องคุณจึงควรเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายก่อนว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เช่น นาโนไทเทเนียม ซิลเวอร์นาโน เป็นต้น นอกจากนี้อย่าลืมเลือกรูปร่างหน้าตาของแอร์ในแบบที่คุณชอบ หรือจะเลือกให้เข้ากับห้องนั้น ๆ ก็ได้ จะได้ออกมาสวยงามกลมกลืนกัน
การติดตั้งและการบริการหลังการขาย

เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรเก็บเอาไปพิจารณา โดยให้เลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องแอร์ให้คุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งให้ดูเรื่องการรับประกันและบริการหลังการขายด้วย เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีราคาแพง และมีอายุการใช้งาน การรับประกันและการดูแลซ่อมแซมแก้ไขหลังการขายจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอะไหล่และช่างเพียงพอก็ยิ่งดี

>> ประเภทของแอร์ <<



วิธีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

วิธีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง


เมื่อคุณคิดจะซื้อรถมือสอง ข้อดีของรถมือสอง คือ ราคาถูก แต่ว่ามันเป็นรถมือสองก็ย่อมต้องเสื่อมสภาพตามการใช้งานมาแล้ว ดังนั้นคุณควรตรวจสอบสภาพรถมือสองอย่างละเอียด ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ

วิธีเลือกซื้อรถมือสอง

1. สุมดประวัติประจำรถ
มักไม่ค่อยมี เพราะเจ้าของรถไม่พิถีพิถัน แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะสมุดประวัติประจำรถทำให้รู้ว่าเขาตรวจซ่อมอะไรมาบ้าง ตรวจทุกระยะประจำหรือเปล่า

2. เจ้าของรถ
คุณควรดูเจ้าของรถคันเดิมว่าเขาเป็นใครใช้รถอย่างไรดูแลรถหรือไม่ มีคนกล่าวว่า ไม่ควรซื้อรถต่อจากวัยรุ่น ผู้หญิง และคนชรา เพราะว่าทั้งสามประเภทนี้ ใช้รถอย่างเดียวไม่ค่อยดูแลรถที่ใช้อยู่

3. มือที่เท่าไหร่
ก็คือรถคันนี้มีคนเป็นเจ้าของมามากน้อยเพียงใด ถ้าผ่านมาแล้วหลายมือก็ไม่ควรซื้อ เพราะรถอาจจะมีปัญหาได้

4. ตัวเลขระยะทางการใช้รถ
ในการซื้อรถคุณควรดูเลขตัวไมล์ โดยปกติการใช้รถไม่ควรจะมากกว่าสามหมื่นกิโลเมตรต่อปี หากมากไปกว่านี้ถือว่ามากอาจทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้งานหนัก

5. ดูตัวถัง body
- เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบางแล้วแต่ ถ้ารูเบี้ยว ไม่คมก็แสดงว่ามีชนมาบ้าง
- ป้ายทะเบียนรถยับมีรอยดัด ก็ให้เดาไว้ก่อนเลยว่าเคยชนมา แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาก็เช่นกัน
- สันด้านข้างตะเข็บความนูนเสมอกันหรือไม่ รอยอ๊าค จากโรงงานกับอู่เคาะพ่นสีก็ต่างจะกัน
- สำหรับด้านหลัง ก็เปิดฝากระโปรงดูเช่นกัน ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงเสมอเบ้าหรือไม่ รอยแยกต่อชิ้นเว้นช่องไฟเท่ากันเปล่ามีเบี้ยวมีเกยกันหรือไม่ คานหลังก็ใช้ลักษณะการสังเกตเหมือนคานหน้าเพียงแต่ต้องลื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น
- พื้นรถด้านหลังโดยมากจะเป็นรอนๆ ก็สังเกตดูว่าเท่ากันหรือเปล่า รถบางคันโดนชนหลังมาช่างเคาะอาจทำดีมากจนดูแทบไม่ออก ต้องเช็ค มีบางคันเศษกระจกอาจหลงเหลืออยู่ให้เห็น
- ส่วนด้านข้าง ก็ดูเทียบสี จากโรงงานสีเดิม กับอู่สี สีจะเพี้ยนนิดหน่อยแต่ก็พอเห็น ใช้วิธีเคาะด้วยมือของเรานี่แหละ เคาะรอบคันเลย รถที่ทำสีมาแล้วเสียงจะทึบๆ ชิ้นที่สีเดิมจะมีเสียงโปร่งๆ ฟังดีดีจะรู้ถึงความแตกต่าง
- รถที่เคยหงายตะแคงมา ก็ดูหลังคารถเคาะๆ ดู สังเกตขอบคิ้วกระจกหน้าหลังว่าเหมือนกันหรือเปล่า มีรอยแตกของสีโป๊วหรือไม่ หลังคาไม่น่ามีสีสดสวยกว่าประตูข้าง เพราะเป็นส่วนที่รับแดดมากที่สุด

6. เครื่อง + ช่วงล่าง + เกียร์
- เครื่อง ถ้าเครื่องมีปัญหา หรือ หลวม จะเสียงดัง ไม่นิ่งรอบสูงบ้างต่ำบ้าง ไม่น่าเชื่อถือ เวลาเครื่องร้อนเราก็ดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมา หรือ น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นเป็นละอองออกมาเอามือไปอังๆ ดูก็ได้
- เกียร์ ชุดส่งกำลัง คลัชต์ ถ้าเข้าเกียร์ ออกตัวแล้วๆ กระตุกๆ เข้าเกียร์ยาก นั่นหมายถึงมีปัญหา ถ้าวิ่งๆ อยู่มีเสียงหอนแหวกอากาศมาเข้ามา เวลาเข้าเกียร์ว่างรถจอดนิ่งๆ ไม่ดังก็แสดงว่าเกียร์มีปัญหา เกียร์ auto ก่อนเข้าเกียร์เหยียบเบรคคาไว้ เข้าเกียร์ตำแหน่ง D ไม่กระตุกกระชากก็พอใช้ได้ เข้าตำแหน่งเดิม N แล้วไป R ก็ไม่มีอาการอะไรก็แสดงว่าน่าจะผ่านแล้ว ต้องลองวิ่งดูว่าเกียร์ทำงานทุกเกียร์เปล่า ออกตัวก็เช่นกัน ออกตัวดีมั้ย ถ้าต้องรอสักพักถึงเคลื่อนตัวได้แสดงว่าเกียร์อาการแย่
- ช่วงล่าง เวลาขับไปเจอฝาท่อ เจอถนนคอนกรีตที่กร่อน มีหลุม มีบ่อ ถ้าลุยเข้าไป เดี๋ยวเสียงกรุกกรักจะปรากฏถ้าไม่แน่น หรือ อาจสะท้านมาถึงพวงมาลัยเลยก็มี แต่อย่าขับเร็วมากนักอาจเสี่ยงต่ออันตราย ก็ได้ ต่อไปเป็นเบรค และ สภาพยาง อาจซื้อแล้วเข้าร้านเปลี่ยนของใหม่เลย เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน ก็ชัวร์ดี

7. ภายในห้องโดยสาร
- กลิ่น ถ้าเปิดรถแล้วได้กลิ่นอับๆ ชื้นๆ แสดงว่าน้ำเข้ารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ง่ายต่อการดูมากเลย คือเอายางปูพื้นออก ดูว่าพื้นพรมมีรอยชื้นของน้ำหรือเปล่า บางคันพื้นอาจผุจนทะลุ ต้องดูหมดทั้ง 4 จุด
- ดูความเรียบร้อย คอนโซล แตกหรือไม่ ช่องแอร์สมบูรณ์หรือเปล่า ช่องแอร์เป็นอะไรที่ซ่อมยากนะ เพราะอาจไม่มีอะไหล่ด้วย
- แอร์ เปิดแอร์ เบอร์ 1-4 ดูเลยว่ามันไล่ระดับความแรงหรือเปล่า แรงลมจะบอกได้ว่าตันหรือเปล่า สมัยนี้ล้างแอร์ก็ราคาแพงด้วย เปิดทิ้งไว้แล้วออกไปเดินดูรอบๆ รถนานๆ หน่อย ไม่ใช่ แค่แป๊บเดียว แล้วเดินเข้าไปในรถก็จะรู้ว่าแอร์เย็นฉ่ำ หรือ ไม่เย็นฉ่ำ ลองฟังดูว่ามีเสียงอะไรดังผิดปรกติหรือเปล่า แอร์ตัดตามปกติหรือไม่

8. ประวัติรถ
หากสามารถรู้ประวัติการใช้รถของเจ้าของเดิมมาบ้างก็จะดี เพราะจะได้รู้ว่าเจ้าของรถคนเก่าเคยนำรถไปใช้อย่างไร เช่น ไปชนคนตายมาก่อนหรือเปล่า เคยนำรถไปใช้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนน่ากลัวหรือเปล่า ส่งเหล่านี้เราต้องสืบหาเอาเอง

9. ซื้อรถจากเจ้าของดีกว่าซื้อจากเต้นท์รถหรือพ่อค้าคนกลาง
ถ้าซื้อรถจากพ่อคนกลาง พ่อค้าคนกลางอาจโอนเป็นชื่อของตนเองหรือโอนลอยไว้ พวกนี้จะเอาของดีๆ ออกจากตัวรถก่อนจะขาย ก็ได้ เช่น เครื่องเสียง อุปกรณ์ความปลอดภัย อุปกรณ์ประกอบรถอื่นๆ ที่พอจะนำไปขายแยกได้ ส่วนเต๊นท์รถนั้นก็คือพ่อค้าคนกลางเหมือนกันแต่เจ้าเล่ห์มากกว่า และมักจะขายราคาแพงกว่าท้องตลาดประมาณ 25,000-50,000 บาทต่อคัน เวลาจะซื้อรถคุณควรดูให้มั่นใจเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ

10. หากซื้อรถจากเต้นท์จะต้องนำรถออกทันที
คุณอย่าไปวางเงินแล้ววางใจ ไม่อย่างนั้น เครื่องเสียง ล้อแม็กซ์ ยาง เครื่องยนต์ และอื่น ของคุณอาจจะถูกเปลี่ยนไป โดยที่คุณเองก็อาจทำอะไรก็ไม่ได้

11. ต้องรีบโอนรถให้เรียบร้อย
ถ้าคุณซื้อรถจากเจ้าของแล้วควรนำรถออกทันที แต่ถ้าซื้อรถจากเต๊นท์จะต้องทำสัญญาซื้อขายให้ดี ขอใบเสร็จรับเงินให้เรียบร้อย ถ้านัดไปโอนทะเบียบภายหลังจะต้องกำหนดเวลาการโอนในสัญญาซื้อขายอย่างแน่นอน

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง


ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างตกรุ่นไวมาก รวมถึง Notebook ด้วย และราคาของตัวเครื่องนั้นก็ ลงเร็วมากๆ และด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่ดันอยากได้ Notebook ที่แรงดี ก็คงจะหนีไม่พ้น Notebook มือสอง ถ้าเราจะซื้อมาใช้ซักเครื่องควรตรวจสอบอะไรบ้าง ลองดูได้ตามขั้นตอนนี้เลยครับ

1. การสังเกตรูปลักษณ์ภายนอก
การสังเกตตัวเครื่องสำหรับ โน๊ตบุ๊คมือสอง นั้นทำได้ไม่ยาก โดยจุดสังเกตหลักๆ ดู ฝาเครื่อง อยู่ในสภาพดีไหม มีรอยขนแมวเยอะหรือเปล่า เปิดและปิดข้อพับดูว่าแข็งแรงไหม ปุ่ม Keyboard กรอบหรือยัง การพิมพ์ของปุ่มใช้งานได้ดีไหม มีรอยแตก หรือตำหนิอะไรหรือไม่ มีรอยแงะตัวเครื่องหรือฝาจอหรือไม่เพราะอาจจะเป็นการซ่อมแล้วนำมาขายได้

2. ทดสอบเรื่องการจ่ายไฟและการใช้งานพื้นฐาน
ก่อนจะ ซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ทุกครั้งให้ขอลองเล่นดูก่อน ก่อนอื่นเลย ให้ลองทดสอบกับชุดหม้อแปลงไฟของเครื่องก่อนว่าไฟเข้าเครื่องไหม เช็คแบตเตอร์รี่ว่าเสื่อมหรือยัง (ส่วนใหญ่ร้านเขาจะเปลี่ยนให้) ให้ลองเล่นไปสักพัก ดูว่ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง เปิดเครื่อง การบูธเข้า Windows เป็นแบบไหน อืดหรือเปล่า หรือมีอะไรแปลกปลอมไหมในการเปิดใช้งาน เกิด Blue Screen ไหมในช่วงลองเล่น Touch Pad ใช้งานได้ลื่่นไหม และตรวจสอบ USB ว่าใช้งานได้อยู่หรือเปล่า รวมไปถึง DVD Drive นั้นสามารเปิดแผ่นได้ไหม เพราะเมื่อ ซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ไปแล้วต้องซ่อมคงเซ็งไม่น้อย

3. ทดสอบจอของ โน๊ตบุ๊คมือสอง ว่ามี Dead Pix ที่จอหรือไม่
การทดสอบ Dead Pixel แบบง่าย ๆ คือการ Set Up Wall Paper ของหน้าจอ ให้เป็นสีขาวทั้งหมด เพื่อทดสอบว่า หน้าจอของ โน๊ตบุ๊คมือสอง มีจุดดำเกิดขึ้นไหม ซึ่ง Dead Pix นี้เองจะทำให้จอภาพนั้นแสดงผลได้ไม่สมบูรณ์เนื่องจาก Poxel ของจอภาพนั้นเสียไป ตามสภาพการใช้งานของเครื่องนั้น โดยขั้นตอนการ Set Wall paper ให้เป็นสีขาวทำได้ด้วยวิธีนี้

4. เปิดดูภาพว่าหน้าจอมีสีเพี้ยนไหม
อีกหนึ่งการทดสอบพื้นฐานเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ Notebook มือสองที่พร้อมจะใช้งานได้นั้น คือการแสดงผลของภาพ ให้เราเปิดไฟล์ภาพดู หากหน้าจอนั้นสีเพี้ยนนั้นเราสังเกตง่าย ๆ ว่าสีของภาพจะดูผิดจากความเป็นจริง หรือ สีที่ควรจะเป็นเนื่องจากจอภาพเมื่อใช้งานไปเป็นเวลานานนั้น สีที่แสดงผลก็จะเสื่อมไปตามสภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นจำเป็นต้้องสังเกตให้อย่างครบถ้วน

5. ตรวจช่องเสียบและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth หรือ Wi-Fi เพราะฮาร์ดแวร์เหล่านี้มักจะต่อเข้าโดยตรงกับเมนบอร์ด ซึ่งราคาค่าซ่อมหรือเปลี่ยนก็แพงพอตัว และทดสอบการเชื่อมต่อของ WiFi Bluetooth ด้วย

6. ทดสอบ Hard Drive
ตรวจสอบว่า มีอะไรเสียหายหรือไม่ โดยคลิกไปที่ My Computer จากนั้นก็เลือก hard drive ที่ต้องการตรวจสอบ แล้วคลิกขวาเพื่อเลือก Properties เมื่อมีหน้าต่างโผล่ขึ้นมาให้คลิกเมนู Tools จากนั้นก็เลือกหัวข้อ Error-checking คลิก Check Now ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็ผ่าน แต่ถ้าพบความเสียหาย ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเดี๋ยวนี้ hard drive ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก

7. เช็ค CD Drive
โดยลองเปิดด้วยแผ่น CD DVD ไรท์แผ่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น CD-R, CD-RW, DVD-R, DVD+R DL, ถ้าเป็นไปได้

7 ขั้นตอนนี้ก็น่าจะได้ใช้ Notebook มือสอง ที่ดีพอประมาณแล้ว ส่วนท่านที่มีความรู้ลึกลงไปอีก ก็จะมีวิธีที่ละเอียดลงไปอีก

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านซักกี่อย่างที่ต้องเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆพอใช้งานเสร็จเราก็จะถอดปลั๊กปิดเครื่อง แล้วถ้าเรานึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอดเวลาอันดับแรกๆ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องนึกถึงตู้เย็น


ตู้เย็นแบ่งได้หลายแบบเช่นแบ่งตามรูปแบบการใช้งาน

– แบบมีประตูเดียว แบบนี้ราคาจะไม่แพง ประหยัดไฟ
– แบบสองประตู บนล่าง โดยจะแยกส่วนที่ใช้แช่แข็ง และส่วนแช่เย็นออกจากกัน แบบนี้จะกินไฟมากกว่าเพราะใช้ส่วนของท่อน้ำยาเย็นยาวกว่า และใช้คอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบประตูเดียว
– แบบสองประตู ซ้าย ขวา ตู้เย็นชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ใช้เก็บอาหารได้เยอะ มีระบบแช่แข็งที่ดี เก็บอาหารได้นาน แต่ก็มีราคาค่อนข้างแพง

การเลือกซื้อตู้เย็นอีกแบบหนึ่งก็คือการดูตามขนาดความจุของตู้เย็นเช่น 2- 4 คิว , 4.5 ถึง 10 คิว และ 12 คิวขึ้นไป เป็นต้น คำว่าคิวก็หมายถึง ลูกบาศก์ฟุต นั่นเอง เราจะเลือกขนาดไหนก็ต้องดูการใช้งานของเราเป็นหลัก ถ้าเป็นครอบครัวเดี่ยวก็ใช้ขนาดเล็กได้ ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ก็เพิ่มสัดส่วนขึ้น แต่อย่าลืมว่าตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่ก็กินค่าไฟฟ้ามากขึ้นนะครับ

การใช้งานตู้เย็นอย่างประหยัด เราสามารถทำได้ด้วย

- เลือกตู้เย็นที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นหลัก โดยที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็คือฉลากที่บ่งบอกระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายต่อปี โดยได้รับการรับรองจากรัฐบาล หรือดูจากเครื่องที่มี ค่าประสิทธิภาพ ที่ตัวเลข มากกว่า 300 ขึ้นไป
- ติดตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนัง หรือฝาบ้านที่มีความร้อน หรือได้รับความร้อนเป็นประจำ หรือติดตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ปรับระดับความเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ควรเปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆโดยไม่จำเป็น หรืออาจจะเลือกซื้อตู้เย็นที่มีระบบกดเปิดเอาน้ำเย็นโดยที่ไม่ต้องเปิดฝาตู้ก็ได้
- วัสดุที่ใช้ทำ ต้องแข็งแรง มีความหนาที่เหมาะสม ยางหุ้มขอบตู้เย็นต้องมีคุณภาพสูง เพราะถ้ายางหุ้มขอบตู้เย็นเสื่อม หรือมีคุณภาพไม่ดีก็จะทำให้ความเย็นในตู้เย็นรั่วออกมา ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา ก็จะเปลืองไฟมากกว่าเดิม
- ไม่ควรนำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ยังร้อนอยู่เข้าตู้เย็นทันที เพราะจะทำให้ระบบความเย็นในตู้เย็นทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ควรจะรอให้เย็นลงในอุณหะภูมิห้องก่อนแล้วจึงค่อยนำไปเข้าในตู้เย็น

ปัจจุบันตู้เย็นมีจุดขายที่แตกต่างกันเช่น บางรุ่นมีช่องแช่ผักแยกต่างหาก หรือมีระบบ plasma เพื่อกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และระบบฟอกอากาศอีกด้วย

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อ tv

วิธีเลือกซื้อ tv

วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ tv ให้เหมาะสมกับความต้องการ สำหรับท่านที่กำลังมองหาและยังไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี


เริ่มกันที่ชนิดของ tv ว่ามีแบบไหนบ้าง

LCD TV : CCFL
ถือเป็นจอทีวีแบบ LCD รุ่นเก่าที่ไฟส่องหลังเป็นแบบหลอดฟลูออเรสเซนท์แบบเปิดตลอดเวลา เทคโนโลยีนี้ถือว่าเริ่มเก่าแล้ว อาจจะมีวางขายอยู่ไม่มากเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง LED มาแทนที่ แต่ก็อาจจะพบเจออยู่บ้างในทีวี LCD ราคาถูก

LED TV: Direct LED
จอทีวีแบบนี้จะมีไฟส่องหลังที่เป็นหลอด LED จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบตรงด้านหลังจอโดยตรง ทำให้สามารถลดความสว่างในแต่ละบริเวณได้อย่างอิสระ ทำให้ภาพนั้นคมชัดเพราะสามารถปรับแต่งค่าความสว่างในแต่ละบริเวณได้ทันที ทีวีแบบนี้ยังประหยัดไฟและให้เฉดสีที่กว้างกว่าแบบ CCFL ที่กล่าวข้างต้น

LED TV: Edge LED
จอทีวีแบบนี้จะมีหลอดไฟ LED ติดตั้งอยู่ตรงบริเวณขอบจอ การจัดวางแบบนี้ทำให้จอภาพมีขนาดบางลงมากและให้ความแตกต่างของความคมชัด (Contrast) ได้ดีกว่าจอแบบ CCFL สมัยก่อนมาก แต่ให้ภาพได้ไม่ดีเท่าแบบ Direct LED แต่อย่างไรก็ตามจอทีวีแบบนี้จะมีต้นทุนต่ำทำให้ราคาถูกลง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีวี LED สมัยนี้จะมีลักษณะการส่องสว่างแบบนี้

OLED TV
การส่องสว่างของจอทีวีแบบ Organic LED นั้นทำได้โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแผ่นฟิล์มบางที่เปล่งแสงออกมาได้ เทคนิคนี้จะจะให้สีที่สดสว่างกว่าและยังทำให้จอภาพนั้นบางมาก ถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสุดยอดในการแสดงผลยุคปัจจุบัน และเพิ่งจะเริ่มต้นปีนี้เองที่จอขนาดใหญ่แบบ OLED เริ่มวางขายตามท้องตลาด จึงถือเป็นของใหม่ ราคาแพง และยี่ห้อดังๆกำลังพยายามทำตลาดจอแบบนี้อยู่

Plasma TV
จอทีวีแบบ Plasma นั้นจะใช้แผ่นแก้วประกบเซลขนาดเล็กๆเป็นจำนวนล้านๆเซลที่มีก๊าสเฉี่อยบรรจุอยู่ เมื่อมีสนามไฟฟ้าไปกระตุ้นก๊าสนี้ก็จะทำให้มันเปล่งแสงออกมา ณ ตำแหน่ง pixel นั้น โดยหลักการแล้วจอแบบ Plasma นั้นจะดีกว่าจอ LCD ในแง่ของความสว่างและความถูกต้องของสี แต่จะมีเฉพาะจอใหญ่ๆเท่านั้น และตอนนี้หลายๆบริษัทก็เลิกผลิตไปแล้ว ที่มีวางขายอยู่ก็น่าจะเป็นของที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งจะพบว่าด้วยจอขนาดเท่ากันจะราคาถูกกว่าจอแบบ LED มาก

TV จอโค้ง
ผู้ผลิตบางรายในปัจจุบันก็เริ่มที่จะผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจอโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะไม่เหมือนจอแบบ CRT เก่าๆในอดีต การโค้งจะเข้าหาตัวแทนที่จะออกจากตัว ด้วยหลักการที่ว่าจะทำให้ทุกๆพิกเซลบนจอนั้นห่างจากดวงตาของเราในระยะทางที่เท่าๆกัน ทำให้ได้ภาพที่สมจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียอยู่ก็คือ หากคุณนั่งใกล้ฝั่งใดผั่งหนึ่งจนเกินไป ความโค้งของจอจะทำให้ให้ภาพดูผิดเพี้ยนไป

จะซื้อทีวีที่มีความละเอียดของจอภาพเท่าไหร่ดี
แน่นอนว่าปัจจุบันหากหาซื้อทีวีรุ่นใหม่ก็ควรจะเลือกแบบความคมชัดสูง แต่เรามาดูกันนะครับว่าความคมชัดสูงในปัจจุบันมีตัวเลือกอะไรบ้าง

HD (High Definition)
ปัจจุบันทีวีที่เป็นแบบ HD จะมีความละเอียดอยู่สองแบบด้วยกัน โดยแบบแรกจะเห็นคำโฆษณาชี้ชวนเป็แบบ HD Ready ซึ่งหมายถึงว่ามันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง โดยจะมีช่องเสียบสัญญาณ HDMI อย่างน้อย 1 ช่องและช่อง component video มาให้ด้วย โดยความละเอียดของจอขั้นต่ำ 1,024 x 768 พิกเซล ส่วนจอภาพแบบ full HD จะมีความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 1,920 x 1,080 พิกเซล ดังนั้นการเลือกซื้อในปัจจุบันควรมองหาจอภาพแนว full HD เพราะราคาก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

Ultra HD และ 4K
เป็นจอภาพที่ให้ความละเอียดสูงกว่า full HD มาก โดยความละเอียดจะอยู่ที่ 3840 x 2160 พิกเซล หรือหากเทียบตัวเลขแล้วแต่ละด้านจะมีจำนวนพิกเซลคูณสอง หรือพูดง่ายๆก็คือเอาจอ full HD มาต่อเพิ่มเป็นสี่จอ (2 จอในแนวดิ่ง 2 จอในแนวนอน)

การใช้จอภาพแบบนี้หมายถึงจะได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก และหมายถึงว่าข้อมูลภาพที่จะนามาแสดงนั้นก็ต้องการแบนวิดท์และเนื้อที่ในการจัดเก็บสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วในปัจจุบันการแสดงผลบนจอภาพ 4K นั้นจะเป็นการนำเอาเนื้อหา HD มาเพิ่มสเกลให้เป็น Ultra HD เพราะการรับชมเนื้อหาที่เป็น 4K จริงๆ นั้นยังมีทางเลือกไม่มาก จะซื้อทีวีต้องคำนึงถึงเรื่องใดอีกบ้าง การหาซื้อทีวีเครื่องใหม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก นอกจากคุณจะทำการบ้านมาดี การเลือกซื้อทีวีจอแบนนั้นถือเป็นการลงทุนระยะยาวอันนึง เพราะคุณจะต้องใช้งานมันให้ได้นานที่สุด แค่การไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้บ้านแล้วเลือกเอาสิ่งแรกที่คุณเจอในร้านไม่ใช่เรื่องที่ดี คุณต้องคำนึงถึงขนาดจอภาพที่เหมาะสม และลูกเล่นที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจซื้อ

ขนาดจอภาพเป็นเรื่องสำคัญ
คนส่วนใหญ๋อาจจะคิดว่าจอยิ่งใหญ่ยิ่งดี หรือบางคนคิดว่าเหลือพื้นที่เท่าไหร่ก็ซื้อทีวีขนาดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมเสมอไป ทีวีจอแบนนั้นมักจะใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คุณคิด ดังนั้นบางครั้งซื้อมาแล้วจอภาพอาจจะอยู่ไกลกว่าเดิมไปซัก 30 – 50 ซม เพราะไม่ตัองเผื่อพื้นที่ด้านหลังจออีกต่อไปแล้ว และด้วยการรับชมที่คมชัดในปัจจุบัน คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณรบกวนอีกต่อไป คุณสามารถที่จะซื้อจอทีวีที่ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นพิกเซลใหญ่เกินไป นั่นหมายถึงว่าระยะทางที่เหมาะสมก็คือ คุณสามารถนั่งห่างจากทีวีด้วยระยะทางประมาณ 3 ถึง 4 เท่าของความสูงของทีวี

คำนวณขนาดของจอทีวีได้อย่างไร
วิธีการที่เหมาะสมในการหาว่าขนาดจอภาพที่ควรซื้อนั้นก็คือ จอทีวีจะต้องใหญ่พอที่จะทำให้ภาพเต็มเส้นสายตาของคุณ และต้องเล็กพอที่จะทำให้ภาพคมชัด จำไว้ให้ขึ้นใจว่าหากคุณต้องการดูรายการทีวีที่มีความคมชัดแบบธรรมดาผ่านจอคมชัดสูง ยิ่งจอใหญ่ภาพก็จะยิ่งแตก ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมสามารถคำนวนได้จากเอาระยะทางจากสายตาคุณไปยังจอภาพ แล้วคูณด้วยค่า 0.535 แล้วปัดเศษไปหาขนาดจอภาพที่มีวางขายที่ใกล้เคียงที่สุด
ตัวอย่างเช่นหากตำแหน่งดูทีวีห่างจากใบหน้าคุณ 80 นิ้ว หรือ 2 เมตร ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมที่สุดคือ 42 นิ้ว (80 x 0.535 = 42.8)

เสียงจากทีวีก็สำคัญ
หากคุณไม่ได้เอาทีวีไปต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านแล้วละก็ ลำโพงที่ให้มากับเครื่องจะเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะต้องพิจารณา ดังนั้นตอนทดสอบทีวีที่ร้านในประเด็นเรื่องเสียงคุณควรจะพิจารณาในแง่ต่างๆดังนี้

เสียงทุ้ม (Bass): ควรจะนุ่มลึกที่สุด เสียงทุ้มดังๆไม่ควรจะทำให้เครื่องทีวีสั่นหรือเสียงแตก หรือดังมากกว่าเสียงอื่นๆ
เสียงพูด: ควรจะคมชัด ไม่มีเสียงอู้อี้เหมือนอยู่ในกล่อง
เสียงแหลม: ควรจะมีเสียงที่สะอาด ลื่นไหล ไม่ดังกว่าเสียงอื่นๆ

ทีวีที่ดีควรจะส่งเสียงออกจากทีวีไปยังด้านข้าง ด้านหลังผู้ชม เพื่อให้ความรู้สึกของมิติของเสียง โดยไม่สูญเสียความรู้สึกในการรับชมออกไป

ถามตัวเองก่อนจะออกไปซื้อทีวี
คุณควรจะทำการบ้านด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องราคา หากไปดูแล้วปรากฏว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นราคาสูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ก็ให้กลับมาทบทวนใหม่ว่าควรจะลดความต้องการอะไรลง อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อตามคำเชียร์ของคนขาย เพราะพอกลับมาแล้วคุณอาจจะเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่คุณหวัง เช่นว่าน่าจะลดขนาดจอลง แต่เอาแบบ O-LED หรือว่าเพิ่มขนาดจอแต่เอาแบบ HD Ready ก็พอเป็นต้น

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรเลือกไปก่อนที่จะถึงร้าน

HD หรือ 4K
ทีวีแบบ 4K อาจจะดูสุดยอดที่ร้านแม้ว่าซื้อมาแล้วอาจจะไม่มีอะไรให้ดู แต่อาจจะเป็นการซื้อเผื่อไว้ก่อน แต่หากคุณซื้อจอทีวีที่เล็กกว่า 65 นิ้ว 4K อาจจะไม่จำเป็น เอาทีวีแบบ full HD ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

จอภาพขนาดเท่าไหร่
จากข้อแนะนำข้างต้นคุณก็น่าจะพอได้ไอเดียแล้วว่าทีวีที่จะซื้อควรมีขนาดจอเท่าไหร่ และยิ่งจอใหญ่ก็จะยิ่งแพง ซึ่งหากมองราคาตามร้านทั่วไปแล้วจะพบว่า ในกลุ่มจอภาพขนาดราวๆ 32 – 42 นิ้วนั้นราคาจะอยู่ในช่วงที่ไม่แพงมาก จอใหญ่กว่านี้ราคาเหมือนจะก้าวกระโดด และหากคุณซื้อทีวีแบบ 4K คุณจะนั่งดูใกล้ๆไม่ได้ เหมาะสำหรับห้องใหญ่ๆเท่านั้น

ดิจิตอลจูนเนอร์ DVB-T2
ปัจจุบันทีวีที่มีจำหน่ายอยู่อาจจะมีทั้งแบบมี DVB-T2 ในตัว และแบบที่ต้องต่อกับ set top box หากทีวีที่ท่านต้องการมีอะไรต่างๆครบขาดเพียง DVB-T2 จูนเนอร์เพื่อดีทีวีดิจิตอลเท่านั้น คุณก็อาจจะตัดสินใจซื้อได้เพราะราคากล่อง set top box ราคารวมสายอากาศก็ไม่เกิน 2,000 บาท หากความแตกต่างในเรื่องราคาทั้งสองแบบไม่มากคุณก็อาจจะเลือกแบบ DVB-T2 ไปเลย เพราะการต่อ set top box ต่างหากท่านก็อาจจะต้องใช้รีโมทสองอัน

ต้องการช่องต่อ HDMI กี่ช่อง
ทีวีในห้องรับแขกอาจจะมีการต่อเครื่องเล่นต่างๆหลายชนิด ไม่ว่าจะกล่องดาวเทียม เครื่องเล่นเกมส์ set top box ต่างๆ ดังนั้นคุณควรจะมองหาช่องต่อ HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง ถึงจะเหมาะสม

เอาอุปกรณ์เก่าๆมาต่อพ่วงหรือไม่
ถ้าคุณมีเครื่องเล่นแบบอนาลอกที่ยังไม่อยากทิ้ง เช่นเครื่องเล่นวิดีโอสมัยก่อน เครื่องเล่น DVD ที่ไม่มีช่องเสียบ HDMI เป็นต้น คุณควรจะตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณกำลังจะซื้อมีช่องต่อบรรดา AV ต่างๆมากน้อยแค่ไหน เครื่องเสียงที่ต่อจะมีช่อง Audio Out ให้อยู่หรือไม่

จะซื้อ LCD หรือ Plasma ดี
แน่นอนว่าจอภาพแต่ละแบบจะให้ภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่ควรคำนึงก็คือลองเปรียบเทียบว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นแบบไหน ผนังที่จะนำไปติดตั้ง สภาพห้องว่าร้อนหรือไม่ เพราะจอแบบ Plasma จะร้อนและอุณหภูมสูงกว่าจอ LCD และที่สำคัญในบ้านเราจอ Plasma ได้รับความนิยมน้อยลง อายุการใช้งานก็สั้นกว่า LCD

ต้องเอาทีวีไปแขวนผนังหรือว่าวางกับพื้น
ก่อนไปซื้อควรตรวจสอบให้ดีว่าผนังบ้านคุณนั้นเป็นหนังไม้ ผนัง smartboard ผนังปูนที่ก่ออิฐมอญ หรือผนังปูนจากอิฐบล้อค หรือว่าคอนกรีตมวลเบา เพื่อดูความแข็งแรงในการติดตั้งจอภาพ จากนั้นตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณจะไปซื้อมีอะไรมาให้บ้าง คุณอาจจะต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมในการติดตั้งให้เหมาะสมกับผนังห้องของคุณ

จะนำทีวีมาต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ คุณอาจจะต้องลองทดสอบเสียงที่ออกจากทีวีก่อนซื้อว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ลองเปิดให้เสียงดังที่สุดว่าดังประมาณไหนที่เสียงไม่แตกหรือตัวเครื่องไม่สั่น และดูว่าบทพูดฟังได้ชัดหรือไม่ และเสียงทุ้มต่ำลงไปได้ถึงใหน

แต่ถ้าคุณมืเครื่องเสียงอยู่แล้วที่บ้านและจำนำมาต่อกับทีวี ก็ไม่ต้องไปสนใจกับเสียงที่จะออกมาจากลำโพงทีวีมากนัก เพราะมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับเสียงที่จะได้จากเครื่องเสียงของคุณ

วิธีเลือกซื้อ tablet

วิธีเลือกซื้อ tablet

เนื่องจากปัจจุบันมีแท็บเล็ตออกมาให้เลือกซื้อกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อมาก วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำเทคนิคและวิธีการเลือกซื้อแท็บเล็ต สำหรับท่านที่กำลังสนใจ และตัดสินใจที่จะเลือกซื้อแท็บเล็ตมาใช้งานสักตัว แต่ยังเลือกไม่ถูกหรือไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร


1. iOS, Android or Windows?: ไอโอเอส, แอนดรอย หรือ วินโดวส์ดี?
สิ่งแรกที่เราต้องรู้จักและทำความเข้าใจก็คือระบบปฏิบัติการ แล้วระบบปฏิบัติการคืออะไร ? อธิบายแบบง่ายๆคือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์(ตัวเครื่อง)และซอฟท์แวร์(แอพลิเคชั่น) ตัวอย่างระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็พวก Windows ซึ่ง Windows Vista, 7, 8 ต่างๆเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการเช่นกัน และแท็บเล็ตก็จำเป็นที่ต้องมีระบบปฏิบัติการไว้สำหรับใช้งาน ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็จะมีระบบปฏิบัติการหลักๆอยู่ 3 ตัวในตลาดได้แก่

iOS ระบบปฏิบัติการจากค่าย Apple จุดเด่นของ iOS คงไม่พ้นความลื่นไหล ระบบการทำงานและระบบจัดการหน่วยความจำที่ดี ส่วนข้อด้อยเป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวที่ไม่รองรับ Flash (ไม่สามารถแสดงผลได้ แม้จะมีแอพฯช่วยก็ยังแสดงผลช้ามาก) และการเชื่อมต่อที่ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune เท่านั้น

- Android ระบบปฏิบัติการจากค่าย Google เดิมทีทาง Google ได้พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับมือถือสมาร์ทโฟน ต่อมาจึงมีการนำไปปรับปรุงแล้วใส่ในแท็บเล็ต ตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy Tab, HTC Flyer, Sony xperia z โดยตัวระบบปฏิบัติการที่ใช้นั่นจะมีการอัพเดตอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้การใช้งานมีความเสถียรมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.0 ชื่อว่า Android Froyo, 2.0 ชื่อ Ginger Bread ต่อมา Google ได้พัฒนาระบบเพิ่มเติมเพื่อใช้กับแท็บเล็ตคือเวอร์ชั่น 3.0 ชื่อ Honeycomb จากนั้นก็ส่งเวอร์ชั่นใหม่ตามมานั้นคือเวอร์ชั่น 4.0 ที่มีชื่อว่า Jelly Bean ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

- Windows ระบบปฏิบัติการจากค่าย Microsoft หลายคนที่ชินกับการใช้งาน Windows อยู่แล้ว การใช้งานส่วนใหญ่บนแท็บเล็ตก็จะไม่ต่างกันมากนัก แต่อย่างไรก็ตามหลายๆคนที่ใช้ windows 7 อยู่ก็อาจจะยังไม่คุ้น เนื่องจากในแท็บเล็ตจะเป็น Windows 8 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานคู่กับระบบสัมผัส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระบบนี้ก็ยังคงเป็นรองระบบ Android และ IOS เนื่องจากเพิ่งลงมาจับตลาดแท็บเล็ตได้ไม่นาน

2. CPU & GPU: เร็วขนาดไหนถึงจะพอ?
โดยการทำงานในทั้งสองส่วนจะมีหน่วยความเร็วเป็น GHz ซึ่งยิ่งมีมากก็แปลว่าเร็วมาก ในส่วนของ CPU นอกจากจะดูเรื่อง GHz แล้วยังมีในส่วนของ แกนสมองที่ใช้ทำงานหรือที่เรียกกันว่า CORE ต่ำสุดจะอยู่ที่ 1 core/single core ตัวอย่างเช่น 4 core/quad-core จะทำงานได้เร็วกว่า 2 core/dual-core ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานด้วยว่าใช้งานแบบไหน หากแค่ไว้ใช้งานพวกเช็คเมล ดูหนัง ฟังเพลง 2 core ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้าไว้ใช้เล่นเกมหนักดูหนังแบบ Full HD เลือกแบบ 4 core/quad-core ก็ดูจะเหมาะกว่า ในส่วนของ RAM ไม่ควรน้อยกว่า 1 GB น้อยกว่านี้ไม่เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายประเภท ดูหนัง ฟังเพลง และใช้งานด้านเอกสารควบคู่กันไปด้วย สเปคพื้นฐานสามารถดูได้ที่ข้างกล่องสินค้าและใบแนะนำสินค้าได้เลย

3. Wireless Connection: ส่งเพลง ส่งรูปแบบไร้สาย จำเป็นมั๊ย?
ส่วนใหญ่แท็บเล็ตจะมีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อ wi-fi และบลูทูธเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว (ในส่วนของแท็บเล็ตที่สามารถโทรออกได้ จะมีในส่วนของการใช้ 3G เพิ่มเข้ามา) แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบใหม่เพิ่มเข้ามาคือ NFC หรือ การรับส่งข้อมูลระยะใกล้ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าบลูทูธ แต่รัศมีการรับ-ส่งข้อมูลจะแคบกว่า NFC มีอยู่ในแท็บเล็ตเช่น Samsung Galaxy note 8 เป็นต้น ดังนั้นการเลือกซื้อแท็บเล็ตที่มีการเชื่อมต่อไร้สายที่หลากหลาย ก็จะช่วยให้สะดวกในการรับ-ส่งข้อมูล ไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมมาช่วย NFC สามารถค้นได้จากเมนู settings>connection (แต่ละยี่ห้อจะมีตำแหน่งการวาง NFC ไม่เหมือนกัน โปรดสอบถามจนท.)

4. Connection port: ช่องเสียบรอบตัว ช่องไหนคืออะไร?
แท็บเล็ตส่วนใหญ่จะมีช่องสำหรับเชื่อมต่อผ่าน USB อยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อไว้ใช้โอนถ่ายข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งใช้คู่กับกล้องดิจิตอลหรือมือถือ โดยไม่ต้องเสียเวลา sync ข้อมูลให้ยุ่งยาก ซึ่งทำให้ข้อมูลสูญหายได้ง่าย สำหรับ iPad ไม่มีช่องเสียบใดๆนอกจาก USB ติดมากับตัวเครื่องต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมถึงจะสามารถใช้งานได้ แต่สำหรับแท็บเล็ต Android และ Windows ส่วนมากจะมีช่องเสียบเพิ่มเติมติดมากับตัวเครื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริม ถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัวได้ สำหรับช่องเสียบต่างๆบนแท็บเล็ตนั้น แบ่งได้ดังนี้
- USB / Mini USB / micro USB – สำหรับเสียบ Flash Drive, External Harddisk, เม้าส์, คีย์บอร์ด
- HDMI / mini HDMI / micro HDMI – เอาไว้ต่อออกจอทีวี (ส่วนใหญ่จะมีใน Windows Tablet)
- SD / SDHC / microSD – กล้องดิจิตอลหรือกล้องวีดีโอส่วนมากจะใช้การ์ด SDHC หรือ SD ซึ่งเราก็สามารถนำไปเสียบเข้ากับแท็บเล็ตที่มีช่องเหล่านี้เพื่อทำการโอนถ่ายข้อมูลได้ทันที หรือถ้าเครื่องไหนมีช่องสำหรับใส่ microSD ก็สามารถใช้เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆได้มากกว่าความจุในตัวเครื่อง

5. Phone capabilities: โทรออกได้ แต่ไม่ใช่ทุกเครื่อง
แท็บเล็ตบางรุ่นสามารถใช้โทรออกได้เหมือนโทรศัพท์ทั่วไป จะช่วยเสริมให้คุณทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องพกอุปกรณ์สื่อสารหลายๆเครื่อง แต่ทั้งนี้ก็อาจจะไม่สะดวกสำหรับบางคนที่ไม่ชอบพกเครื่องมือสื่อสารเครื่องใหญ่ๆ แต่ก็ถือเป็นฟังก์ชั่นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถ้าต้องการแท็บเล็ตที่ทำได้ทุกอย่าง เครื่องเดียวครบ

6. Screen size and Resolution: ใหญ่หรือเล็ก? ชัดเท่าไหร่ดี?
ขนาดหน้าจอของแท็บเล็ตก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการเลือกซื้อ ขึ้นอยู่กับการใช้งานหรือความชอบของแต่ละคน ทั้งนี้การใช้งานหากเลือกขนาดที่เหมาะสมก็จะมีผลในการช่วยถนอมสายตา (หน้าจอเล็กไปอาจต้องเพ่งเวลาอ่านข้อความ) โดยจะขอแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็น 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มที่ใช้งานทั่วไป กลุ่มนี้หน้าจออาจไม่ต้องละเอียดมากนัก แต่ขนาดหน้าจออาจจะต้องใหญ่สักหน่อยเพื่อช่วยในการอ่านเอกสาร
2. กลุ่มใช้เพื่อความบันเทิง กลุ่มนี้ขนาดหน้าจอจะไม่สำคัญเท่าความละเอียด หากต้องการดูหนังแบบ HD หรือเล่นเกมแบบ HD หน้าจอควรจะต้องมีความละเอียดตั้งแต่ 1280 x 720 ขึ้นไป

7. Weight: หนักไปไม่ไหวนะ
น้ำหนักถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเรามักจะถือแท็บเล็ตใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากมีน้ำหนักมากเกิน 700 กรัมขึ้นไปการถือใช้งานจะไม่สะดวกเท่าไรนัก และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วการใช้งานคงจะไม่สะดวกเอาซะเลย (เหมือนกำลังยกดัมเบลอยู่ยังไงยังงั้น) ดังนั้นการเลือกแท็บเล็ตที่มีน้ำหนักเหมาะสมจะเป็นผลดีต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

8. Application: แอพฯ บันเทิงเริงใจ
เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมิติและประโยชน์ในการใช้งานของแท็บเล็ต ดังนั้นคุณจึงควรถามตัวเองก่อนว่าการซื้อแท็บเล็ตของคุณนั้น เน้นการใช้งานในด้านใด เนื่องจากทั้ง iOS, Android และ Windows จำนวนแอพลิเคชั่นที่มีให้เลือกซื้อก็มีมาก-น้อยไม่เท่ากัน หากคุณเป็นคนชอบใช้งานแอพฯใหม่ๆหรือเล่นเกมบนแท็บเล็ตเป็นหลัก Android กับ Apple ก็น่าจะเหมาะกับคุณที่สุด เพราะมีแอพลิเคชั่นให้เลือกใช้หลากหลาย

9. Prices: ถูกแล้วดี มีอยู่นะ
ข้อนี้อาจถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลัก ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วแท็บเล็ตยังเป็นอุปกรณ์ที่อาจจะทำงานจริงจังเทียบเท่าโน้ตบุ๊กไม่ได้ แต่ราคากลับใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊กมาก ดังนั้นหากตัดสินใจที่จะซื้อมาไว้ใช้งานก็ควรจะเลือกซื้อตัวที่ราคาไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับกลับมา

10. After sale service/Warranty: พังขึ้นมา ทำไงต่อดี?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากเกิดเราซื้อมาแล้วเครื่องมีปัญหา แม้จะเครื่องจะสเปคดีแค่ไหน ของแถมเยอะยังไง แต่สุดท้ายถ้าไม่มีบริการหลังการขายหรือใบประกันสินค้า พอถึงเวลาที่เครื่องมีปัญหา ก็ไม่สามารถนำไปใช้อะไรได้ เท่ากับซื้อเครื่องเปล่าๆมาไว้ประดับบ้านเท่านั้นเอง จึงควรเช็คให้แน่ใจว่าเครื่องที่เราซื้อมามีประกันกี่ปี ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าอย่างไรและมีศูนย์ซ่อมที่ไหนบ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกซื้อ Tablet สิ่งที่ควรคำนึงถึงที่สุดก็คือ จุดประสงค์ที่จะนำไปใช้

วิธีเลือกซื้อ iPhone มือสอง

วิธีเลือกซื้อ iPhone มือสอง

1. เราจะต้องดูตำหนิบนตัวเครื่องก่อนนะครับ ถ้าiPhone ยังอยู่ในประกัน แต่ถ้ามีรอยแตก หรือ บุบเข้าไป จะถือว่าหมดประกันศูนย์ทันทีครับ ดังนั้นเช็คดูรอบๆก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินด้วยนะครับ เพราะถ้ายังอยู่ในประกัน และหากมีปัญหาต้องส่งเข้าศูนย์ ศูนย์จะคิดเงินเป็นค่าเซฮร์วิสทันทีครับ (หากไม่มีรอยตกหรือบุบ ก็ไม่มีปัญหาครับ)

2. ลองทำการทดสอบช่องหูฟังเช่น เสียบหูฟังลองฟัง ลองพูดใส่สมอลทอร์คดูก่อนนะครับว่าติดและพูดคุยสื่อสารกันได้รู้เรื่องเป็นอันโอเค และ ลองทำการถอดออก พูดคุยกันปกติดูว่าเสียงไม่ขาดไม่หาย และ เขาได้ยินเสียงทางฝั่งเรารู้เรื่องเป็นอันยุติครับ

3. เราต้องทำการทดสอบลำโพงครับ โดยการเปิดเพลง หรือ ลองโทรเข้า เพื่อเช็คว่าระดับเสียงดังไม่มีปัญหา หรือ แตก และตำแหน่งต่อไปที่จะต้องเช็คคือ ตำแหน่งของช่องเสียบสาย USB ลองทำการเสียบสายดูว่าสายสามารถดันได้สุดหรือไม่ และ โยกมั้ย และจะให้ดี ทดสอบการชาร์ตไปด้วยครับ และที่สำคัญให้สังเกตุที่หัวน็อตดีๆด้วยนะครับ

4. เราต้องทำการทดสอบปุ่ม Home ให้เราลองกดปุ่ม Home ดูการตอบสนองของเครื่องว่าหน้าจอติด หรือ ออกจาก App ได้ไม่ต้องออกแรงกดมากนัก หรือ กด 2 ครั้งซ้อนดูว่า Multitask ติดขึ้นมาจากด้านล่างจอหรือไม่ หรือจะลองกดค้าง เพื่อดูว่าการสั่งงานเสียงติดปกติมั้ย หากไม่มีอะไรติดขัด และไม่ต้องออกแรง ถือว่าผ่านครับ

5. เราต้องทำการตรวจสอบกล้องหน้า (หากมี) ให้เราทำการลองทดสอบการถ่ายรูป และ บริเวณที่หู ให้เราทำการกดโทรออกและลองทำการสนธณาดูว่าเสียงฟังชัด ไม่ขาดหาย เป็นอันใช้ได้ และในระหว่างโทร ให้เราทำการเช็คเซ็นเซอร์หน้าจอด้วย หากแนบไปที่หูแล้วจอดับ แสดงว่าเซ็นเซอร์ปกติครับ ถือว่าผ่านหมด

6. เราต้องทำการเช็คปุ่มต่างๆและสวิตซ์ต่างๆบนตัวเครื่อง หากเครื่องใช้มานานแล้ว สวิคซ์ต่างๆ มักจะมีการหลวมบาง แต่กดได้ปกติ ต้องกดติดทุกปุ่ม ไม่ว่าปิดเปิด , ลดเพิ่มเสียง , สับสั่นเสียง , ต้องทำงานปกติทั้งหมด หากปุ่มใดปุ่มหนึ่งกดติดยาก ให้ผ่านได้เลยครับ

7. เราต้องทำการลองทดสอบโดยการใส่ซิมการ์ด ดูว่าเครื่องมีการรับสัญญาณปกติหรือไม่ ให้ลองทำการถอดซิมเข้า และดูสัญญาณ และ ถอดออกดูสัญญาณว่ามีการค้างหรือไม่ และเช็คหน้าจอไปด้วยในตอนเดียวกัน จะต้องไม่มีเดสไบร์ (จุดที่ไม่แสดงผลบนหน้าจอ) หรือ ต้องไม่มีไบร์ (จุดที่สว่างจุดเดียวบนหน้าจอ) และระดับแสงสว่างจะต้องติดเสมอกันทั้งหมด ไม่มีจุดเลือนลางบนหน้าจอ

8. ทำการเช็คกล้องหลังว่ามีการจับภาพได้ปกติหรือไม่ และ ถ้าหาก iPhone รุ่นที่ต้องการมีไฟแฟรชต้องทำการเปิดและเช็คว่าติดปกติ และถ่ายติดปกติหรือไม่ หากติดทั้งหมดและการจับภาพ , VDO ไม่มีปัญหาก็ถือว่าผ่านได้เลยครับ

9. ลองทำการค้าหาสัญญาณ WIFI ว่ามีการใช้งาน WIFI และ Bluetoolh ได้ปกติหรือไม่ และให้ลองเข้าไปปรับความสว่างสุดของหน้าจอ เพื่อหาเดสและไบร์บนหน้าจอด้วย รวมถึงเช็คการใช้งาน 3G,EDEG ด้วยเช่นกัน หากติดปกติทั้งหมด ถือว่าผ่านครับ

10. ให้ลองดูที่ Setting > General > About > เช็คตรง Model ว่าเป็นเครื่องศูนย์ไทยหรือไม่ ถ้ามีคำว่า MXXXX ลงท้ายด้วย TH นั้นหมายถึงเครื่องศูนย์ไทยและเป็นเครื่อง Unlock เราสามารถใช้งานซิมการ์ดได้ทุกระบบครับ และจะมีช่อง Serial Number หากเรามีโทรศัพท์หรือคอมที่เราต่อเน็ตได้ ให้ทำการเช็คประกันที่คงเหลือด้วยเผื่อมีปัญหาในอนาคตจะได้ส่งเข้าศูนย์เองได้

เท่านี้สิบขั้นตอนที่ทำให้เราได้ตรวจสอบ iPhone มือสองที่เราจะซื้อได้ ทำให้เราตัดสินใจได้เองว่า เราควรจะซื้อ หรือ ไม่ซื้อถ้าตรวจสอบครบทั้งหมดทุกขั้นตอนแล้ว เพราะ iPhone หากเสียขึ้นมาจะซ่อมกันแพงมากตามร้านทั่วไป ดังนั้นตาดีได้ตาร้ายเสียนะครับ

สุดท้ายท้าย

- เว็ปสำหรับเช็คประกัน iPhone , iPad >> ตรวจสอบประกัน Apple
- หากเครื่องตกน้ำมา iPhone จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องมีการแกะมาก่อน จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องเคยทำการเคลมมาก่อน Model เครื่องจะเปลี่ยนไปจาก TH เป็น LL , ZP ตามแต่ศูนย์บริการกำหนดครับ
- เครื่อง Unlock คือเครื่องที่ใส่ซิมได้ทุกประเทศใช้งานได้เลย จะมีตัวย่อที่ Model ดังนี้

1.Belgium (NF)
2.Czech Republic (CZ)
3.Greece (GR)
4.Hongkong (ZP)
5.Italy (T)
6.Luxembourg (NF,FB)
7.Macau (ZP)
8.Malaysia (ZA)
9.NewZealand (X) ( มีทั้งเครื่อง Lock และ Unlock )
10.Russia (RS)
11.Saudi Arabia (AB)
12.Singapore (ZA)
13.Slovakia เฉพาะ orange (SL)
14.South Africa (SO)
15.Taiwan (TA)
16.Thailand (TH)
17.Turkey เฉพาะ TurkCell (TU)

หมายเหตุ เครื่อง LL บางประเทศอย่าง US ก็มี Unlock เช็คก่อนด้วยการใส่ซิม

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ซื้อกล้องแบบไหนดี

ซื้อกล้องแบบไหนดี

1. ซื้อกล้องดิจิตอลอะไรดี
การเลือกซื้อกล้อง ก่อนอื่นต้องดูงบประมาณที่คุณมีก่อน เป็นอันดับแรก จากนั้นให้ดูรูปแบบสำคัญที่สุด ที่คุณอยากได้ เช่น พกพาสะดวก หรือ เอาซูมได้เยอะๆ หรือเอาพิกเซลมากๆ ให้ตั้งเงื่อนไขสำคัญไว้เพียง 1-2 ข้อเท่านั้น จากนั้นให้เลือกตามเงื่อนไขสำคัญนั้นเป็นหลัก อย่าสับสนกับลูกเล่นกระจุกกระจิกบางอย่าง ที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้ และจะทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป หรือสับสนจนเลือกไม่ถูก

2. ซื้อกล้องดิจิตอลคอมแพ็ค หรือ DSLR ดีกว่ากัน
ถ้าสิ่งต่อไปนี้ คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องการในอันดับต้นๆ คือ คุณภาพของภาพ ต้องการฝึกหัดการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ต้องการกล้องที่ควบคุมได้ดังใจ และทันใจ พร้อมถ่ายได้ทันที ตอบสนองการถ่ายภาพแบบปุ๊บปั๊บได้ หรือต้องการกล้องที่ทนทานใช้งานได้นาน ไม่ได้ต้องการกล้องที่พกติดตัวตลอด 24 ชม. ถ้าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องการ DSLR คือคำตอบสุดท้ายของคุณ

3. ถ้ากล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค ทำไมคนถึงยังซื้อกล้องคอมแพ็คกัน
เพราะข้อดีของกล้องคอมแพ็ค คือ พกพาง่าย ใช้งานง่าย ราคา(โดยส่วนใหญ่) ไม่สูงนัก และบางคนไม่ได้ต้องการคุณภาพอะไรมาก ขอแค่กล้องที่ถ่ายบันทึกเรื่องราว ในชีวิตประจำวัน หรือตอนไปท่องเที่ยวเท่านั้น กล้องคอมแพ็คคือคำตอบสุดท้ายสำหรับเขาเหล่านั้น

4. ทำไมถึงว่ากล้องคอมแพ็ค คุณภาพของภาพสู้กล้อง DSLR ไม่ได้
จุดสำคัญที่ทำให้กล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็คในแง่คุณภาพ คือ ขนาดของตัวรับภาพของกล้อง DSLR มีขนาดใหญ่กว่ากล้องคอมแพ็คมากๆ เมื่อตัวรับภาพมีขนาดใหญ่ จึงทำให้สามารถบันทึกภาพได้ดีกว่า โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง noise หรือจุดรบกวนในภาพจากกล้อง DSLR จะมีน้อยกว่าภาพจากกล้องคอมแพ็คมาก หรือ การเก็บรายละเอียด การไล่น้ำหนักของสีสันในภาพ จะทำได้ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค

5. ประกันศูนย์ กับ ประกันร้าน ต่างกันอย่างไร
ประกันศูนย์ คือประกันที่ ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นผู้ให้การรับประกันกล้องหรืออุปกรณ์นั้นๆ ส่วนประกันร้าน คือ ร้านค้าปลีกที่ขายกล้องให้คุณ เป็นคนให้การรับประกันเอง จะมีบางร้านบอกว่า เสียซ่อมศูนย์ อันนั้นก็อย่าสับสนว่าเป็นประกันศูนย์ ยังคงเป็นประกันร้านอยู่ เพราะเฮียเจ้าของร้านเป็นคนบอกว่าจะซ่อม หรือไม่ซ่อมกล้องของคุณ ไม่ใช่ช่างที่ศูนย์ ดังนั้นอย่าสับสน


6. ซื้อกล้องจากเมืองนอกหรือเมืองไทยดี
ถ้าเป็นเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว จะบอกว่าให้ไปซื้อที่เมืองนอก แต่มา พ.ศ. นี้ แล้ว กล้องบางยี่ห้อยังผลิตในเมืองไทยเลย แล้วคุณจะไปซื้อจากเมืองนอกกันทำไมให้เมื่อยตุ้ม ภาษีนำเข้ากล้องก็ 0% ศูนย์บริการเมืองไทยก็มี แล้วจะไปซื้อต่างประเทศ ให้เสี่ยงโดยหลอกทำไม โดยเฉพาะเผลอๆจะโดนต้มโดนฟัน ขายกล้องย้อมแมวให้อีก จะบินกลับไปต่อว่าคนขายก็คุยกันคนละภาษา ฟันธงเลยว่าซื้อเมืองไทย สบายใจกว่าเยอะครับ

7. กล้องยี่ห้ออะไรดีที่สุด
ซื้อกล้องยี่ห้อที่คุณชอบ เป็นคำตอบสุดท้ายครับ ไม่ได้กวน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนเราต่างจิตต่างใจ ใครชอบยี่ห้ออะไร ซื้อยี่ห้อนั้นครับ แต่ควรดูเรื่องศูนย์บริการ และบริการหลังการขายด้วยครับ ลองเข้าไปดูรายละเอียดจากเว็บบริษัทครับ Canon, Nikon, Sony, Samsung, FujiFilm เป็นต้น

8. ซื้อที่ร้านไหนดี
ร้านแต่ละร้านมักจะมีจุดเด่นคนละแบบ บางร้านเน้นบริการดี แต่อาจจะราคาสูงกว่าหน่อย ก็เหมาะกับคนที่ต้องการความสบายใจ บางร้านเน้นราคาถูกอย่างเดียว ก็ดูเรื่องรับประกันด้วยเพื่อความสบายใจในภายหลัง บางร้านก็เน้นอยู่ในห้างใหญ่ บางร้านเน้นขายทาง internet แต่เอาเป็นว่า ถ้าในกรุงเทพ มีแหล่งซื้ออยู่คร่าวๆดังนี้ ย่านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, ย่านสามย่านมาบุญครอง, ย่านพลับพลาไชย, ย่านบางรัก, ฟอร์จูนทาว์น, พันธ์ทิพย์

9. ซื้อกล้องกี่ล้านพิกเซลดี
อยู่ที่ว่าเอาภาพไปใช้งานอะไร ถ้าถ่ายทั่วๆไปไว้ดูในครอบครัว อัดขยายแค่ 4x6 นิ้ว(ภาพจัมโบ้ปกติ) หรืออย่างมากก็แค่ขนาด A4 ก็ซื้อแค่ 5-6 ล้านก็เหลือเฟือ ถ้าเอาภาพไปใช้งานสิ่งพิมพ์ หรือขยายใหญ่กว่า A4 ก็ควรใช้ราวๆ 6-8 ล้าน หรือมากกว่านั้น

10. จะหาคู่มือภาษาไทยได้ที่ไหน
ลองสอบถามจากทางตัวแทนจำหน่ายดูครับ เดี๋ยวนี้เขาค่อนข้างใจดี อาจจะหยิบยืมถ่ายเอกสารได้ครับ

วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล

วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล


1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่า คุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใด ในการหาซื้อกล้อง ดิจิตอลสักตัว เพราะราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำ อะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และ คุณภาพที่ดีขึ้น จนถึงหลักแสนหรือหลายๆ แสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาท ก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่า คงไม่ต้องนำมาพิจารณา ให้ปวดหัว

2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะ เขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์ ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก แต่ราคาก็แพงกว่า อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)

3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็จะเก็บรายละเอียด ของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/ สี หรือ 12 บิต/สี หมายความว่า สีธรรมชาติ มี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบเท่ากับฟิล์ม สไลด์ดีๆ นี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบาง ยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้น ที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเอง มีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี (อันที่จริงก็เยอะแล้ว เพราะ จะได้ 24 บิตที่ RGB แสดงสีได้ 16.7 ล้านเฉดสี) แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปร มักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆ เลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อย จะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้ม แดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่า ก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็น (สไลด์โปรจะทำได้ดีกว่า)

4. ดูความละเอียดต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอล เรามักจะได้ยินคน บอกว่า ตัวนี้ 3 ล้านพิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่ เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือ หรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่น ในโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่า ขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560 x 1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล เป็นต้น

5. Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้า เราดูที่ขนาดภาพตามสเปค อาจจะแปลกใจ เพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะ มีการใช้เทคโนโลยีบางอย่าง เพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็น ต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD แต่ก็จะดีกว่ากล้องรุ่นที่มีความละเอียดแบบ Effective เท่ากัน อย่างไรก็ตามก็นับว่า เป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิม โดยใช้เทคโน โลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพ ไปเพิ่มความละเอียด ด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photo shop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มี ความละเอียดสูงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า ขนาดไฟล์ที่ได้จะใหญ่มาก กินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่ บันทึกเตือนความจำ หรือใช้ส่งอีเมล์ หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ ซึ่งต้องมาลด ความละเอียด ด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆ ให้เหลือ แค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่ จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงาน ที่จะนำไปใช้ เช่นกล้อง Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น

7. การตอบสนองหรือ Response อันนี้ กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมด ไม่ยอมระบุไว้ใน สเปคกล้องของตัวเอง ยกเว้นกล้องคอมแพค ระดับไฮเอนด์ หรือดิจิตอล SLR จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลยครับ บางรุ่นตอบสนองตั้งแต่ เปิดสวิตซ์กล้องแล้ว พร้อมที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาที แทบไม่ต่างกับกล้อง ออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่า ใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนา ที่ดีขึ้นตามลำดับ ต่อไปกล้องดิจิตอลราคาประหยัด ก็จะมีการตอบสนอง ที่รวดเร็วไม่แพ้กล้องไฮเอนด์ ที่มีราคาแพง

8. Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์ หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆ จะ ช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพ ที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่ง จะถูกพักเก็บไว้ก่อนด้วยบัฟเฟอร์ ก่อนที่จะบันทึกลงในการ์ดต่อไป (ขณะบัน ทึกมักใช้ไฟสีเขียวหรือสีแดง กระพริบเตือนให้ทราบ) วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะ ก็จะถ่ายต่อเนื่อง ได้ เร็วและได้หลายๆ ภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่า ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดชัตเตอร์ต่อไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายภาพต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพ ลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน และการที่มี บัฟเฟอร์มากเมื่อกดชัตเตอร์ไปแล้ว สามารถเปิดดูภาพซูม ขยายดูส่วนต่างๆ ของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย

9. ไฟล์ฟอร์แมท RAW กล้องระดับ ไฮเอนด์ที่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่ เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่นดิจิตอล SLR ของ Nikon รุ่น D1x ในไฟล์ ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็กกว่าฟอร์แมท TIFF โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลงเหมือนกัน แต่การเปิดชมภาพ ต้องใช้กับซอพท์แวร์ ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น ไม่สามารถเปิดจากโปรแกรม Adobe Photoshop หรือโปรแกรมตกแต่ง ภาพอื่นๆ นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่ง หรือ แก้ไขภาพ ที่ถ่ายมาไม่ดีให้ดี เหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่น การปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง หรือ การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น สำหรับคอม แพคดิจิตอลในปัจจุบันมีหลายรุ่นที่มีฟอร์ แมท RAW เช่น Canon PowerShot G3, Nikon Coolpix 5700 เป็นต้น

10. ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จัก ไวท์บาลานซ์ในกล้องวีดีโอ ซึ่ง ใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมี ระบบปรับไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพ ถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้ง หรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์ม ซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวัน ที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงกลางวัน หรือ แสงแฟลชเท่านั้น ถ้าอยู่ในที่ร่มอุณหภูมิสีจะสูงภาพจะมีโทนสีฟ้า หรือช่วงเย็นอุณหภูมิสีต่ำ ภาพจะมีโทนสีส้มแดง แต่กล้องดิจิตอล จะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีก แต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน เช่น แสงดวงอาทิตย์ แสงในที่ร่ม แสงจากไฟฟลูออเรส เซ้นท์ในอาคาร แสงไฟทังสเตน เป็นต้น กล้องบางรุ่น มีระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ โดยจะถ่ายภาพ 3 หรือ 5 ภาพติดต่อกัน แต่ละภาพ มีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน จากนั้นเลือกเก็บไว้ เฉพาะภาพที่มีโทนสีถูกต้อง สมจริงมากที่สุด หรือจะปรับแก้อุณหภูมิสี ด้วยซอพท์แวร์ที่แถมมา พร้อมกับกล้องก็ได้

11. กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัด จะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อยจะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาด เล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง เช่น Minolta Dimage 7i หรือ 7Hi ใช้เลนส์ 7.2-50.8 มม. เทียบเท่ากับ 28-200 มม. ถ้าเป็นเลนส์ซูมที่เริ่มต้นด้วยมุมกว้างมากกว่า จะใช้ประโยชน์ในที่แคบๆ ได้ดีกว่า เช่น เริ่มที่ 28 มม. หรือ 30 มม.

12. ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ ไม่เป็นไร เวลาดูโฆษณา กล้องดิจิตอลว่า ซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดูที่ Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3X ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม. และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2X รวมแล้วซูมได้ 6X คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม. นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น ไม่ใช่ว่าซูมได้มากๆ โดยที่ความละเอียดเท่าเดิม หากคุณใช้ Optical ซูม 3 เท่า ถ่ายภาพที่ 3 ล้านพิกเซล แล้วเอารูปมา ครอปหรือตัดส่วนให้เหลือ 1.5 ล้านพิกเซล เท่ากับว่ารูปนั้นถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูม 6 เท่าเช่นกัน แต่ถ้าใช้ดิจิตอลซูม ตั้งแต่แรก ก็จะสะดวกขึ้นบ้าง ตรงที่ไม่ต้องมาตัดส่วนภาพทีหลัง และกล้องดิจิตอล บางรุ่น เมื่อใช้ดิจิตอลซูม คุณภาพจะไม่ลดลง (ลดแต่ขนาดภาพ) ต่างกับกล้องวีดีโอ ยิ่งซูมดิจิตอลมากเท่าไหร่ก็หยาบมากขึ้น เพราะเอาภาพที่มีอยู่แล้ว มาขยายใหญ่นั่นเอง แต่บางรุ่นใช้วิธีตัดส่วนภาพแล้วขยายไฟล์ ให้มีขนาดใหญ่เท่าเดิม วิธีนี้คุณภาพ จะลดลงแน่นอน

13. จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่า อุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี่ เพราะส่วนนี้ใช้ พลังงานจากแบตเตอรี่มาก ขนาดไม่ได้ใช้เปิดจอทิ้งไว้ไม่นาน แบตเตอรี่ที่ซื้อมาใหม่ หรือชาร์จมาเต็มๆ ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดี ควรจะปรับความสว่างได้ และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมอนิเตอร์ ที่ให้สีผิดเพี้ยน (แม้ว่าภาพจะให้สีถูกต้อง เมื่อเปิดจากคอม พิวเตอร์) จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่า รูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ อย่าลืมดูสเปคด้วยว่า มีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมขยายภาพได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพ ได้เต็มๆ ว่าแต่ละจุดคมชัดแค่ไหน ระยะชัดลึกครอบคลุมหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ดีจะได้ถ่ายใหม่ กล้องบางรุ่น เช่น Sony DSC-F717 ออกแบบให้พลิกตัวกล้องกับเลนส์ได้ ทำให้สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูง หรือ มุมต่ำ บางรุ่นพลิกหมุนได้รอบ เช่น Canon G3 กล้องบางรุ่น ใช้จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่มาก เช่น 2.5 นิ้ว ในขณะที่ส่วนใหญ่ มีขนาดเพียง 1.5 หรือ 2 นิ้ว ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า บางรุ่นแถมฮูดบังแสงมาให้ด้วย โดยออกแบบเป็น บานพับ เช่น Panasonic DMC-LC5 หรือ Fujifilm FinePix M603 เป็นต้น

14. บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูก เล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น ส่วนใหญ่ จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ สามารถเปิดฟังก็ได้เ มื่อใช้โหมดเปิดชมภาพ จากจอมอนิเตอร์ หรือ จากคอมพิวเตอร์

15. Optical Viewfinder ในเมื่อการ ดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรี่มาก เราก็ควรมาดูภาพจากจอแบบออฟติคัล แทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการซูมให้สัมพันธ์ กับทางยาวโฟกัสของเลนส์ แต่กล้องบางรุ่น ไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้ จึงควรดูสเปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพ ออฟติคัล คือ ไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้ จะเกิดการเหลื่อมล้ำกัน ต้องดูภาพด้านบน ไม่ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพใกล้ ก็อาจใช้วิธีดูภาพ จากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่น จอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว กับดูเมนูต่างๆ เท่านั้น

16. วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่ง ดิจิตอลแบบคอมแพคส่วนใหญ่ ถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย รูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่มักมีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 หรือรุ่น M603 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 พิกเซล หรือขนาด VGA เท่า กับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อน ไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ Quick Time โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/ วินาที ขนาดไฟล์เล็กมาก เหมาะสำหรับ ใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ภาพที่ได้จะดูกระตุกนิด หน่อย สำหรับรุ่นที่สเปคระบุว่า ถ่ายวีดีโอที่ ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที ภาพจะดูนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ ไม่ต่างกับกล้องวีดีโอทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่จะถ่ายเป็นวีดีโอคลิปสั้นๆ ไม่เกิน 30 หรือ 60 วินาทีต่อครั้ง บางรุ่นถ่าย ภาพได้นานตามจำนวนความจุของการ์ด

17. ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบ ทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวด เร็วไม่แตกต่างกันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบ หรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะ ปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้ แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัส มักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัส จะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ (สัญลักษณ์รูปภูเขา) สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณา ดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่า มีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่น จะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง (เหมือนกล้องวีดีโอ) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ไม่ดี เท่ากับมาโครที่ช่วงเทเล ลองซูมเลนส์ที่ช่วงเทเลดู แล้วถ่ายภาพใกล้ๆ ดูว่าได้มากน้อยแค่ไหน

18. ระบบแฟลช กล้องคอมแพค ดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโน มัติ เมื่อแสงน้อยเกินไป และมีระบบแฟลช กับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลช ถ่ายภาพเวลากลางคืน ฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลช ที่ม่านชัตเตอร์ที่สอง เพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพ เคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดง เมื่อใช้ถ่ายภาพคน ในระยะใกล้ แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลชภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม เช่น Canon PowerShot G3, Minolta Dimage 7Hiและ Nikon CoolPix 5700 จะมีฮอทชูเสียบแฟลชมาด้วย สำหรับนำแฟลชของกล้อง 35 มม. มาใช้ เป็นการเสริมประสิทธิภาพของกล้องให้สูงมากยิ่งขึ้น

19. ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนัก ส่วนใหญ่มีระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสง หรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชั่นปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนแสง หรือ ภาพที่มีฉากหลังมืดทึบ เพื่อให้ได้ภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมี ระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพ มีค่าแสงที่แตกต่างกัน ตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ ภาพพิเศษบางอย่าง

วิธีเลือกกางเกงยีนส์

วิธีเลือกกางเกงยีนส์


ทำไมคนทั่วโลกถึงหลงรักกางเกงยีนส์ ก็เพราะกางเกงยีนส์สวมใส่ง่ายไม่ตกยุค ใส่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ในผู้หญิงจะช่วยให้ดูเพรียวและเซ็กซี่ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก

วิธีการเลือกซื้อกางเกงยีนส์ ดังต่อไปนี้
- เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพักเนื้อผ้าจะขยายออก 10%
- ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
- เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
- อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
- นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
- รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
- ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
- อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
- ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)