ด้วยหน้าที่ของยางรถยนต์ที่มากมายและสำคัญเกินกว่าภาพลักษณ์ที่เห็นเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบชิ้นหนึ่งของรถ ทำให้เพื่อนๆ หลายๆคนไม่ค่อยจะให้ความสำคัญกับวัถตุกลมๆชิ้นนี้ซักเท่าไหร่นัก ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว ยางเป็นส่วนที่ดราม่าที่สุดส่วนหนึ่งของรถเลยก็ว่าได้ เพราะต้องรับหน้าที่อันหนักอึ้ง ทั้งสร้างแรงเสียดทานกับพื้นถนน (ยึดเกาะถนน) ทั้งในขณะเร่งความเร็ว, เลี้ยวและที่สำคัญคือการเบรค นอกจากนี้ยังต้องทนการกดดันจากน้ำหนักของรถ, คนและสัมภาระ อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำร้ายหน้าสัมผัสและโครงสร้างของยางทั้งนั้น ที่นี้เห็นรึยังครับว่าเจ้าวัตถุกลมๆดำๆ นี้มันสำคัญกับรถเราแค่ไหน ?
เพราะฉะนั้นยางทุกเส้นจึงต้องได้รับการดูแลทะนุถนอมเป็นอย่างดี ควรรักษาระดับความดันลมยางให้ใกล้เคียงกับที่โรงงานผู้ผลิตกำหนดจะดีที่สุด แน่นอนว่ารถราเราใช้กันทุกวันความดันลมยางจะลดลงหลังจากการใช้งานอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรเช็คระดับความดันลมยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อยืดอายุการใช้งานของยางรถที่คุณรักด้วย งั้นเรามาดูวิธีการเติมกันเลยดีกว่า
เติมลมเมื่อยางเย็น
อันที่จริงควรเช็คลมยางในขณะที่ยางเย็น หรือก่อนการใช้งานนะครับ แนะนำตอนเช้าก่อนขับออกไปทำงานก็ได้ เพราะเมื่อล้อเริ่มหมุนยางจะเกิดการเปลี่ยนรูป ทำให้อากาศภายในเกิดการเคลื่อนไหวจนทำให้เกิดความร้อนขึ้น แล้วจะทำให้ค่าที่ได้จากการวัดแรงดันผิดเพี้ยน เพราะฉะนั้นควรเติมลมเพิ่มขึ้นอีก 2 ปอนด์เพื่อชดเชยความดันอากาศที่ขยายตัว
การสูบลมยาง
1. ตรวจเช็คลมยางขณะที่ยางยังเย็นอยู่หรือในช่วงเวลาก่อนออกเดินทางและปรับแต่งให้ถูกต้องตามอัตราที่โรงงานผู้ผลิตรถยนต์กำหนดเป็นประจำ
2. ในกรณียางใหม่ ให้เพิ่มความถี่(ขยันนิดนึง)ในการตรวจเช็คลมยางให้มากกว่าปกติ (ในช่วง 3,000 กม. แรก) เนื่องจากโครงยางในช่วงนี้จะมีการขยายตัวทำให้ความดันลมยางลดลง
3. ห้ามปล่อยลมยางออก เมื่อความดันลมยางสูงขึ้นในขณะกำลังใช้งานเพราะความร้อนที่เกิดขึ้นขณะที่ใช้งานเป็นตัวทำให้ความดันลมภายในยางสูงขึ้น
4. เพื่อป้องกันลมรั่วซึมที่วาล์ว ควรเปลี่ยนวาล์วและแกนวาล์วทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่และมีฝาปิดวาล์ว(จุ๊บลม)ตลอดเวลา
5. สำหรับยางอะไหล่ ให้ตรวจเช็คลมยางให้ถูกต้องทุกครั้งอยู่เสมอ
6. ในกรณีรถเก๋งที่ขับด้วยความเร็วสูง หรือเดินทางไกล ให้เติมลมยางให้มากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
ตรวจเช็คความดันลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง
ควรตรวจเช็คความดันลมยางของรถคุณ ให้อยู่ระดับที่ผู้ผลิตกำหนดเพื่อให้หน้ายางสัมผัสกับผิวถนนได้อย่างสม่ำเสมอ โดยปกติโรงงานประกอบรถยนต์จะระบุระดับความดันลมยางที่เหมาะสมกับรถไว้บนแผ่นโลหะบริเวณขอบประตูหรือกำหนดในคู่มือประจำรถ การเติมลมยางที่ถูกต้องจะช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้กับรถคุณอีกด้วย
การเติมลมยางมากเกินไป
จะทำให้หน้าสัมผัสของยางกับพื้นผิวถนนลดลง ดอกยางบริเวณกลางจะสึกมากกว่าด้านข้างทั้งสอง รถกระดอนเมื่อวิ่งบนถนนขรุขระและการรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย เพราะฉะนั้นควรเติมให้พอดีๆนะครับ
การเติมลมยางน้อยไป
จะทำให้ดอกยางไม่เรียบ สังเกตุได้โดยดอกยางบริเวณไหล่ยางจะสึกเร็วกว่าบริเวณกลางยาง การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น เกิดความร้อนสูงขณะยางเปลี่ยนรูปและแรงกระแทกจะทำให้โครงสร้างผ้าใบเสียหาย และไม่สามารถคืนกลับสภาพเดิมได้
เช็คลมยางอย่างไรให้ถูกต้อง
ลมยางจะลดลงโดยตัวมันเองประมาณ 2-3 ปอนด์ต่อตารางนิ้วต่อเดือน ดังนั้นจึงควรเช็คลมยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง ขณะที่ยางยังเย็นอยู่ โดยเติมลมยางตามคู่มือรถแต่ละคันที่ติดอยู่ที่ข้างประตูรถครับ
การสลับตำแหน่งยาง
ยางรถยนต์จะเกิดการสึกหรอไม่เท่ากันทุกเส้น โดยมีหลายสาเหตุ เช่น สภาพรถ, สภาพผิวถนน, ศูนย์ล้อ, การหักเลี้ยวของรถ, การสูบลมยาง, ลักษณะการขับขี่ เป็นต้น โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยางยางทุก 10,000 กม. เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ครับ
เห็นมั้ยครับว่ายางสำคัญมากแค่ไหน ทีนี้ขอให้ทุกคนที่เป็นเจ้าของรถ ใช้ความระมัดระวัง และความเข้าใจ ในการ เติมลม ทุกครั้ง ถึงแม้ว่าบางครั้งเราอาจจะไม่ได้เติมเองแต่อย่างน้อยก็ควรบอก เด็กปั๊ม เติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ก็จะเป็นผลดีต่อ ล้อแม็ก ยาง และรวมไปถึงความปลอดภัยแก่ตัวเราเองด้วยนะครับ
ทุกปัญหามีทางออก
วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2558
วิธีลอกสติกเกอร์ติดรถง่ายๆ ไม่ทิ้งคราบ
ในมุมของคนรักรถบางครั้งก็ชอบที่จะแต่งโน่นนิดนี่หน่อย อย่างการติดสติกเกอร์ให้รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นสติกเกอร์คลับรถยนต์ โลโก้ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้รถดูมีเอกลักษณ์สะดุดตาไม่เหมือนใคร หรือแม้แต่สติกเกอร์ที่ติดเวลาแข่งแรลลี่ ปัญหาที่หลายคนต้องเจอคือตอนติดน่ะสวยแต่ลำบากตอนรื้อออก ไม่ว่าจะแกะอย่างระมัดระวังแค่ไหนก็มักจะเหลือคราบกาวทิ้งไว้
การลอกสติกเกอร์ติดรถมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะพื้นผิวรถที่มีสีเคลือบ จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ขอนำเสนอสารพัดวิธีที่จะช่วยให้คุณลอกสติกเกอร์และขจัดคราบกาวออกไปได้ง่ายๆ ดังนี้
- สติกเกอร์แผ่นใหญ่หรือติดมานานแล้ว จะแกะออกยาก ให้ใช้ไดร์เป่าผมเป่าเบาๆ ความร้อนจากไดร์เป่าผมจะทำให้กาวที่เหนียว อ่อนตัวลง ลอกออกได้ง่ายขึ้น
- ใช้น้ำมันครอบจักรวาลฉีดลงบนคราบสติกเกอร์ให้ชุ่ม ทิ้งไว้สักครู่แล้วใช้ผ้าสะอาดค่อยๆ เช็ดออกอย่างเบามือ
- ครีมทำความสะอาดเอนกประสงค์ โปะลงบนผ้าสะอาด จากนั้นค่อยๆ ถูลงบนรอยคราบสติกเกอร์อย่างเบามือ
- น้ำมันสน รอนสัน หรือน้ำมันพืช น้ำมันมะกอก ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
- หลังจากเช็ดออกให้ล้างด้วยแชมพูล้างรถทันที
** ข้อควรระวัง ทินเนอร์ หรือ น้ำมันเบนซิน ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่มีสีเคลือบเพราะจะทำให้รถสีด่างหรือลอกได้
การลอกสติกเกอร์ติดรถมีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะพื้นผิวรถที่มีสีเคลือบ จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก ขอนำเสนอสารพัดวิธีที่จะช่วยให้คุณลอกสติกเกอร์และขจัดคราบกาวออกไปได้ง่ายๆ ดังนี้
- สติกเกอร์แผ่นใหญ่หรือติดมานานแล้ว จะแกะออกยาก ให้ใช้ไดร์เป่าผมเป่าเบาๆ ความร้อนจากไดร์เป่าผมจะทำให้กาวที่เหนียว อ่อนตัวลง ลอกออกได้ง่ายขึ้น
- ใช้น้ำมันครอบจักรวาลฉีดลงบนคราบสติกเกอร์ให้ชุ่ม ทิ้งไว้สักครู่แล้วใช้ผ้าสะอาดค่อยๆ เช็ดออกอย่างเบามือ
- ครีมทำความสะอาดเอนกประสงค์ โปะลงบนผ้าสะอาด จากนั้นค่อยๆ ถูลงบนรอยคราบสติกเกอร์อย่างเบามือ
- น้ำมันสน รอนสัน หรือน้ำมันพืช น้ำมันมะกอก ก็สามารถใช้ได้เช่นกัน
- หลังจากเช็ดออกให้ล้างด้วยแชมพูล้างรถทันที
** ข้อควรระวัง ทินเนอร์ หรือ น้ำมันเบนซิน ไม่เหมาะกับพื้นผิวที่มีสีเคลือบเพราะจะทำให้รถสีด่างหรือลอกได้
วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558
วิธีเช็คสภาพรถหลังกลับจากเดินทางไกล
การตรวจเช็คสภาพรถยนต์หลังจากเดินทางไกลถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวรถถูกใช้งานมาอย่างหนัก ทั้งเผชิญกับหลุมบ่อ, ถนนลูกรัง, การลากรอบเครื่องยนต์เป็นเวลานานๆ แม้กระทั่งการบรรทุกน้ำหนักมากกว่าปกติ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุของการสึกหรอในชิ้นส่วนต่างๆของรถ หากเราตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่เบื้องต้น ก็จะช่วยให้แก้ปัญหาได้ทันท่วงทีก่อนจะลุกลามบานปลายในระยะยาว
สิ่งที่ควรตรวจเช็คสภาพหลังกลับจากเดินทางไกล มีดังนี้
1.เช็คน้ำมันเครื่อง
ควรเช็คระดับน้ำมันเครื่องเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติ โดยระดับของน้ำมันไม่ควรพร่องลงไปจากระดับที่วัดก่อนการเดินทางมากนัก หากพบว่าน้ำมันเครื่องพร่องลงไปมากหรือต่ำกว่าระดับ MIN ก็ควรตรวจเช็คว่ามีการรั่วซึมจุดใดหรือไม่
นอกจากนั้นควรเช็คสภาพน้ำมันเครื่องว่าไม่ดำจนเกินไป รวมถึงไม่มีเศษเขม่าเจือปนอยู่ หากพบก็ควรหาเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ไปเลย
2.เช็คสภาพและลมยาง
การเดินทางไกลอาจส่งผลให้ความดันลมยางลดลง จึงควรเช็คลมยางเมื่อมีโอกาส เพื่อป้องกันการสึกหรอของยางและลดโอกาสเกิดอันตรายจากการขับด้วยความเร็วสูง นอกจากนั้นยังควรตรวจสภาพยางว่าไม่มีอะไรเข้าไปทิ่ม อุด ตำ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ
หากพบว่าล้อใดล้อหนึ่งมีความดันลมน้อยผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่าล้อข้างนั้นอาจมีอะไรทิ่มเข้าไปแล้วคาอยู่ในเนื้อยาง เป็นเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ ทางที่ดีควรปะยางหรือเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย
3.เช็คน้ำหล่อเย็น
ควรตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น ทั้งในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ ทางที่ดีน้ำหล่อเย็นไม่ควรลดระดับไปมากนักเมื่อเทียบกับก่อนเดินทางไกล และควรเติมให้ได้ระดับพอดีก่อนใช้งานต่อไป 4.เช็คช่วงล่างและระบบกันสะเทือน
การขับรถไปยังที่ที่ไม่คุ้นทาง อาจส่งผลให้ขับตกหลุมได้ ซึ่งหากเป็นหลุมเล็กๆก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากเป็นหลุมขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปได้ ให้ลองเช็คเบื้องต้นด้วยการปล่อยพวงมาลัยขณะที่รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หากรถยังคงสามารถวิ่งไปตรงๆ ก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ควรเช็คสภาพถนนว่ามีการลาดเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้รถแฉลบออกด้านข้างได้เช่นกัน
นอกจากนั้นยังควรตรวจสอบด้วยการฟังดูว่ามีเสียงผิดปกติขณะขับผ่านทางขรุขระหรือไม่
5.เช็คไส้กรองอากาศ
การเดินทางไปต่างจังหวัดอาจต้องขับผ่านถนนที่มีฝุ่นมากกว่าปกติ จึงควรเช็คไส้กรองอากาศว่ามีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่หรือไม่ หากมีก็ควรเป่าออก หรือเปลี่ยนไส้กรองใหม่ เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
หากเป็นกรองชนิดแห้งปกติ ถ้าไม่มีฝุ่นมากจนเกินไปนัก สามารถเป่าสิ่งสกปรกออกได้ แต่หากเป็นไส้กรองชนิดเคลือบน้ำมันจะไม่สามารถทำความสะอาดได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว
6.เช็คสภาพตัวถัง
ควรล้างรถเมื่อมีโอกาส เพราะฝุ่นควันที่ติดมานั้น อาจสร้างผลกระทบต่อชั้นสีในระยะยาวได้ จากนั้นจึงควรเช็ครอบตัวรถว่ามีรอยบุบหรือรอยขูดขีดใดๆหรือไม่ เพื่อจะได้พิจารณาเคลมประกันหรือทำสีต่อไป (หรือปล่อยไว้เฉยๆก็ไม่ว่ากัน)
ขั้นตอนเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม เนื่องจากเห็นว่ากลับบ้านได้โดยสวัสดิภาพแล้วก็จบกันไป แต่หากปฏิบัติได้ตามวิธีขั้นต้นนี้แล้วล่ะก็ จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจพบความผิดปกติเบื้องต้นได้ ก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โตนั่นเอง
สิ่งที่ควรตรวจเช็คสภาพหลังกลับจากเดินทางไกล มีดังนี้
1.เช็คน้ำมันเครื่อง
ควรเช็คระดับน้ำมันเครื่องเพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในระดับปกติ โดยระดับของน้ำมันไม่ควรพร่องลงไปจากระดับที่วัดก่อนการเดินทางมากนัก หากพบว่าน้ำมันเครื่องพร่องลงไปมากหรือต่ำกว่าระดับ MIN ก็ควรตรวจเช็คว่ามีการรั่วซึมจุดใดหรือไม่
นอกจากนั้นควรเช็คสภาพน้ำมันเครื่องว่าไม่ดำจนเกินไป รวมถึงไม่มีเศษเขม่าเจือปนอยู่ หากพบก็ควรหาเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ไปเลย
2.เช็คสภาพและลมยาง
การเดินทางไกลอาจส่งผลให้ความดันลมยางลดลง จึงควรเช็คลมยางเมื่อมีโอกาส เพื่อป้องกันการสึกหรอของยางและลดโอกาสเกิดอันตรายจากการขับด้วยความเร็วสูง นอกจากนั้นยังควรตรวจสภาพยางว่าไม่มีอะไรเข้าไปทิ่ม อุด ตำ จนเป็นสาเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ
หากพบว่าล้อใดล้อหนึ่งมีความดันลมน้อยผิดปกติ ให้สันนิษฐานว่าล้อข้างนั้นอาจมีอะไรทิ่มเข้าไปแล้วคาอยู่ในเนื้อยาง เป็นเหตุให้เกิดการรั่วซึมอย่างช้าๆ ทางที่ดีควรปะยางหรือเปลี่ยนใหม่ให้เรียบร้อย
3.เช็คน้ำหล่อเย็น
ควรตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น ทั้งในหม้อน้ำและหม้อพักน้ำ ทางที่ดีน้ำหล่อเย็นไม่ควรลดระดับไปมากนักเมื่อเทียบกับก่อนเดินทางไกล และควรเติมให้ได้ระดับพอดีก่อนใช้งานต่อไป 4.เช็คช่วงล่างและระบบกันสะเทือน
การขับรถไปยังที่ที่ไม่คุ้นทาง อาจส่งผลให้ขับตกหลุมได้ ซึ่งหากเป็นหลุมเล็กๆก็คงไม่เป็นอะไร แต่หากเป็นหลุมขนาดใหญ่ อาจส่งผลให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปได้ ให้ลองเช็คเบื้องต้นด้วยการปล่อยพวงมาลัยขณะที่รถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หากรถยังคงสามารถวิ่งไปตรงๆ ก็ไม่มีปัญหา ทั้งนี้ควรเช็คสภาพถนนว่ามีการลาดเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลให้รถแฉลบออกด้านข้างได้เช่นกัน
นอกจากนั้นยังควรตรวจสอบด้วยการฟังดูว่ามีเสียงผิดปกติขณะขับผ่านทางขรุขระหรือไม่
5.เช็คไส้กรองอากาศ
การเดินทางไปต่างจังหวัดอาจต้องขับผ่านถนนที่มีฝุ่นมากกว่าปกติ จึงควรเช็คไส้กรองอากาศว่ามีสิ่งสกปรกอุดตันอยู่หรือไม่ หากมีก็ควรเป่าออก หรือเปลี่ยนไส้กรองใหม่ เพื่อให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
หากเป็นกรองชนิดแห้งปกติ ถ้าไม่มีฝุ่นมากจนเกินไปนัก สามารถเป่าสิ่งสกปรกออกได้ แต่หากเป็นไส้กรองชนิดเคลือบน้ำมันจะไม่สามารถทำความสะอาดได้ ต้องเปลี่ยนอย่างเดียว
6.เช็คสภาพตัวถัง
ควรล้างรถเมื่อมีโอกาส เพราะฝุ่นควันที่ติดมานั้น อาจสร้างผลกระทบต่อชั้นสีในระยะยาวได้ จากนั้นจึงควรเช็ครอบตัวรถว่ามีรอยบุบหรือรอยขูดขีดใดๆหรือไม่ เพื่อจะได้พิจารณาเคลมประกันหรือทำสีต่อไป (หรือปล่อยไว้เฉยๆก็ไม่ว่ากัน)
ขั้นตอนเหล่านี้เป็นสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม เนื่องจากเห็นว่ากลับบ้านได้โดยสวัสดิภาพแล้วก็จบกันไป แต่หากปฏิบัติได้ตามวิธีขั้นต้นนี้แล้วล่ะก็ จะช่วยให้เจ้าของรถสามารถตรวจพบความผิดปกติเบื้องต้นได้ ก่อนปัญหาจะลุกลามใหญ่โตนั่นเอง
วิธีกำจัดกลิ่นเหม็นอับในหมวกกันน็อค
วิธีทำความสะอาดหมวกกันน็อค
- ภายใน หมวกกันน็อคบางรุ่นสามารถถอดซับในหรือเบาะหุ้มภายในออกมาทำความสะอาดได้ ให้ถอดออกซักด้วยแชมพูเด็ก ล้างน้ำเปล่าจนสะอาดและผึ่งให้แห้ง หากเป็นหมวกกันน็อคที่ถอดซับในออกไม่ได้ ให้หงายหมวกแล้วผึ่งลมหรือแดดอ่อน 2-3 ชั่วโมง ไม่ควรตากแดดแรงเพราะจะทำให้โฟมเสื่อมสภาพ
- ภายนอก ใช้ผ้านิ่มจุ่มลงในน้ำสบู่เช็ดทำความสะอาดรอยฝุ่นและคราบเปื้อน และใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาดในครั้งสุดท้าย
- แผ่นกันลม ใช้น้ำสบู่อ่อนๆ ล้างให้ทั่วและเช็ดทำความสะอาดด้วยผ้านิ่ม
ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สเปรย์ทำความสะอาดและกำจัดกลิ่นอับภายในหมวกกันน็อค แต่ราคาค่อนข้างแพง ใครอยากใช้วิธีธรรมชาติ ซักเองได้ก็ไม่ว่ากัน
รู้หรือไม่! ปกติแล้วหมวกกันน็อคมีอายุงานใช้งานประมาณ 3 ปี ควรซื้อเปลี่ยนใหม่เนื่องจากพลาสติกอาจเสื่อมสภาพ และโฟมไม่สามารถรับแรงกระแทกแทนศีรษะได้ หมวกที่เคยตก เคยกระแทกมาแล้วอายุการใช้งานก็จะลดลงเช่นกัน
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558
วิธีดูแลรักษาแอร์รถยนต์ให้ถูกต้อง
ย่างเข้าสู่หน้าร้อน เครื่องปรับอากาศหรือแอร์รถยนต์ถึงคราวต้องทำงานหนักอีกแล้ว วิธีที่จะช่วยให้แอร์รถยนต์ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดและใช้ งานได้นาน "มติชน" มีข้อแนะนำดังนี้
1. ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ทุกครั้ง ควรตรวจดูสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ว่าอยู่ในลักษณะใด เปิดหรือปิด ถ้าหากเปิดอยู่ให้กดปิดเสียก่อนที่จะสตาร์ตเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ในขณะสตาร์ต
2. หลังจากเครื่องยนต์ติดเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดสวิตช์พัดลมของเครื่องปรับอากาศก่อน โดยปรับไปที่ตำแหน่งความเร็วสูงสุด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อไล่ลมร้อนจากช่องปรับอากาศ หลังจากนั้น จึงเปิดสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ปรับสวิตช์ที่ใช้ปรับระดับความเย็นไปที่ตำแหน่งเย็นสุด แล้วจึงปรับสวิตช์ควบคุมความเร็วของพัดลมและสวิตช์ควบคุมระดับความเย็นลงสู่ ตำแหน่งที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารตามต้องการ
3. หลังจากเลิกใช้งานก่อนดับเครื่องยนต์ ควรปิดสวิตช์คอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ก่อน เพื่อหยุดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ แต่ยังคงเปิดสวิตช์พัดลมแอร์ไว้ในตำแหน่งที่แรงสุดเพื่อให้พัดลมแอร์เป่าลม ผ่านตัวคอยล์เย็น หรือตู้แอร์ จะมีสภาพเปียกชื้น และมีหยดน้ำมาเกาะอยู่ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทำงาน และเพื่อเป็นการไล่ความชื้นออกจากตัวคอยล์เย็นให้เร็วขึ้น วิธีนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดความอับชื้น สาเหตุทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ รวมทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของตัวคอยล์เย็นให้ผุกร่อนช้าลงกว่าเดิม ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น
สำหรับปัญหาการเกิดกลิ่นอับที่ออกมาจากช่องปรับอากาศ สามารถแก้ไขได้โดยจอดรถในที่โล่งแจ้ง แดดส่อง จากนั้น เปิดประตูรถให้หมดทุกบาน จอดรถตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่ากลิ่นอับจะจางหายไป
1. ก่อนจะสตาร์ตเครื่องยนต์ทุกครั้ง ควรตรวจดูสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ว่าอยู่ในลักษณะใด เปิดหรือปิด ถ้าหากเปิดอยู่ให้กดปิดเสียก่อนที่จะสตาร์ตเครื่องยนต์ เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ในขณะสตาร์ต
2. หลังจากเครื่องยนต์ติดเรียบร้อยแล้ว ให้เปิดสวิตช์พัดลมของเครื่องปรับอากาศก่อน โดยปรับไปที่ตำแหน่งความเร็วสูงสุด ทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อไล่ลมร้อนจากช่องปรับอากาศ หลังจากนั้น จึงเปิดสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ปรับสวิตช์ที่ใช้ปรับระดับความเย็นไปที่ตำแหน่งเย็นสุด แล้วจึงปรับสวิตช์ควบคุมความเร็วของพัดลมและสวิตช์ควบคุมระดับความเย็นลงสู่ ตำแหน่งที่สัมพันธ์กับอุณหภูมิภายในห้องโดยสารตามต้องการ
3. หลังจากเลิกใช้งานก่อนดับเครื่องยนต์ ควรปิดสวิตช์คอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C) ก่อน เพื่อหยุดการทำงานของคอมเพรสเซอร์ แต่ยังคงเปิดสวิตช์พัดลมแอร์ไว้ในตำแหน่งที่แรงสุดเพื่อให้พัดลมแอร์เป่าลม ผ่านตัวคอยล์เย็น หรือตู้แอร์ จะมีสภาพเปียกชื้น และมีหยดน้ำมาเกาะอยู่ในขณะที่คอมเพรสเซอร์ทำงาน และเพื่อเป็นการไล่ความชื้นออกจากตัวคอยล์เย็นให้เร็วขึ้น วิธีนี้ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการลดความอับชื้น สาเหตุทำให้แอร์มีกลิ่นเหม็นอับ รวมทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานของตัวคอยล์เย็นให้ผุกร่อนช้าลงกว่าเดิม ใช้เวลาเพียง 2-3 นาทีเท่านั้น
สำหรับปัญหาการเกิดกลิ่นอับที่ออกมาจากช่องปรับอากาศ สามารถแก้ไขได้โดยจอดรถในที่โล่งแจ้ง แดดส่อง จากนั้น เปิดประตูรถให้หมดทุกบาน จอดรถตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือจนกว่ากลิ่นอับจะจางหายไป
วรล้างแอร์รถเมื่อไหร่?
คำตอบที่ถูกต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานรถยนต์ของแต่ละคน เช่น เส้นทางการใช้งาน มีสภาพถนนอย่างไร ฝุ่นมากหรือไม่ ลุยน้ำหรือเปล่า แต่ตามปกติประมาณ 1 ปีขึ้นไป หรือ 20,000 กิโลขึ้นไป
ส่วนจะรู้ได้ไงว่าตู้แอร์ได้เวลาล้างแล้ว ให้สังเกตกลิ่นฝุ่น ถ้าเอาจมูกจ่อช่องลมแอร์แล้วมีกลิ่นอับ
สำหรับวิธีทำความสะอาดตู้แอร์ มี 4 วิธี
1.ล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ ต้องรื้อตู้แอร์ แล้วเอาคอยล์เย็นมาล้างข้างนอก น้ำยาทำความสะอาดแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่างจะใช้อะไรเพื่อประหยัดต้นทุน ราคาถูกก็ผงซักฟอก โซดาไฟ พวกนี้จะล้างออกยาก ดังนั้น เวลาประกอบกลับ เปิดแอร์จะรู้สึกว่ามีกลิ่นผงซักฟอก แสดงว่าล้างออกไม่หมด อาจกัดกร่อนคอยล์เย็นได้ และเมื่อสูดดมเข้าไป ไม่ส่งผลดีต่อระบบหายใจ ถ้าคนแพ้ ก็อาจแสบตา แสบจมูก
การถอดล้างตู้แอร์แบบนี้ ต้องแวคเติมน้ำยาแอร์ใหม่ และต้องเปลี่ยนไดเออร์กับวาล์วความดัน ถ้าประหยัดงบ ไม่ยอมเปลี่ยน ท่อแอร์รั่วได้เพราะความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์
2.การล้างแบบไม่ถอดตู้ เพื่อช่วยให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น เสร็จเร็ว ทางร้านได้เงินไว โดยทั่วไปเครื่องล้างตู้แอร์จะกำหนดน้ำยาที่ต้องใช้เฉพาะสำหรับการล้าง แต่บ้างเอาผงซักฟอก โซดาไฟ ผสมลงไปเพื่อให้น้ำยาใช้ได้หลายคันขึ้น เวลาล้างน้ำยาออกจะมีปัญหา เพราะเครื่องไม่ได้ถูกกำหนดให้ล้างผงซักฟอก หรือโซดาไฟ ผลที่ได้อาจคาดไม่ถึง
การล้างแบบนี้เหมาะกับรถใหม่ รถที่ล้างแอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือเหมาะกับรถที่ดูแลตู้แอร์เป็นประจำ ถ้าใช้มา 7-8 ปี แล้ว ช่างแอร์ไม่ค่อยอยากล้างวิธีนี้ เพราะตู้แอร์อาจรั่วอยู่แล้ว แต่ฝุ่นไปอุดรูรั่วไว้ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วก็ปรากฏ
3.การฉีดสเปรย์ทำความสะอาดตู้แอร์ ไม่ต้องรื้อตู้ออกมา ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดให้ทั่วคอยล์เย็น ก็เป็นอันเรียบร้อย คราบน้ำยาจะค่อยๆ ออกมาพร้อมกับน้ำแอร์ตามท่อน้ำทิ้ง ถ้าตู้แอร์ไม่สกปรกมาก วิธีนี้ก็พอใช้ได้ แต่คงต้องฉีดสเปรย์กันบ่อย 2-3 เดือนต่อครั้ง เพราะอยู่ในเมือง ฝุ่นจะเยอะ สเปรย์บางยี่ห้อจะช่วยขจัดกลิ่นด้วย ราคาค่าฉีดสเปรย์ รวมแล้วมากกว่าการล้างตู้แอร์แบบที่ 1 และที่ 2
4.การใส่กรองแอร์ ไม่ใช่รถทุกรุ่นจะใช้ได้ เพราะกรองแอร์ก็ทำมาสำหรับรถอีกระดับ ช่วยกรองฝุ่นอีกวิธีหนึ่ง แต่อายุการใช้งานก็ประมาณ 5,000 กม. ต้องเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยน ลมจะผ่านเข้าตู้แอร์ไม่สะดวก ลมแอร์ที่ออกมาก็จะอ่อนกำลังลง ลมที่ตีกลับจะมีผลต่อคอมแอร์ กรองแอร์สำหรับรถบางรุ่นราคาพอรับได้ แต่บางรุ่นราคาเป็นพันบาท ถ้าใช้วิธีนี้ในการทำความสะอาด ในระยะ 1 ปี ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการทำความสะอาด แบบที่ 1 และที่ 2
ส่วนการป้องกันให้ใช้แอร์ได้นานๆ ไม่ต้องล้างบ่อยๆ วิธีง่ายๆ ลงรถเมื่อไหร่เคาะพรมเมื่อนั้น เพราะพัดลมแอร์อยู่ใกล้กับพรมรองเท้า ถ้าสะสมไว้มันจะดูดเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้ตู้แอร์ตันเร็ว ถ้าทำได้เป็นนิสัย ยืดอายุล้างตู้แอร์ได้กว่า 2 ปีเลยทีเดียว
ส่วนจะรู้ได้ไงว่าตู้แอร์ได้เวลาล้างแล้ว ให้สังเกตกลิ่นฝุ่น ถ้าเอาจมูกจ่อช่องลมแอร์แล้วมีกลิ่นอับ
สำหรับวิธีทำความสะอาดตู้แอร์ มี 4 วิธี
1.ล้างตู้แอร์แบบถอดตู้ ต้องรื้อตู้แอร์ แล้วเอาคอยล์เย็นมาล้างข้างนอก น้ำยาทำความสะอาดแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่างจะใช้อะไรเพื่อประหยัดต้นทุน ราคาถูกก็ผงซักฟอก โซดาไฟ พวกนี้จะล้างออกยาก ดังนั้น เวลาประกอบกลับ เปิดแอร์จะรู้สึกว่ามีกลิ่นผงซักฟอก แสดงว่าล้างออกไม่หมด อาจกัดกร่อนคอยล์เย็นได้ และเมื่อสูดดมเข้าไป ไม่ส่งผลดีต่อระบบหายใจ ถ้าคนแพ้ ก็อาจแสบตา แสบจมูก
การถอดล้างตู้แอร์แบบนี้ ต้องแวคเติมน้ำยาแอร์ใหม่ และต้องเปลี่ยนไดเออร์กับวาล์วความดัน ถ้าประหยัดงบ ไม่ยอมเปลี่ยน ท่อแอร์รั่วได้เพราะความชื้นเข้าไปอยู่ในระบบจากการถอดตู้แอร์
2.การล้างแบบไม่ถอดตู้ เพื่อช่วยให้ทำความสะอาดง่ายขึ้น เสร็จเร็ว ทางร้านได้เงินไว โดยทั่วไปเครื่องล้างตู้แอร์จะกำหนดน้ำยาที่ต้องใช้เฉพาะสำหรับการล้าง แต่บ้างเอาผงซักฟอก โซดาไฟ ผสมลงไปเพื่อให้น้ำยาใช้ได้หลายคันขึ้น เวลาล้างน้ำยาออกจะมีปัญหา เพราะเครื่องไม่ได้ถูกกำหนดให้ล้างผงซักฟอก หรือโซดาไฟ ผลที่ได้อาจคาดไม่ถึง
การล้างแบบนี้เหมาะกับรถใหม่ รถที่ล้างแอร์ปีละ 1 ครั้ง หรือเหมาะกับรถที่ดูแลตู้แอร์เป็นประจำ ถ้าใช้มา 7-8 ปี แล้ว ช่างแอร์ไม่ค่อยอยากล้างวิธีนี้ เพราะตู้แอร์อาจรั่วอยู่แล้ว แต่ฝุ่นไปอุดรูรั่วไว้ พอล้างเอาฝุ่นออก รอยรั่วก็ปรากฏ
3.การฉีดสเปรย์ทำความสะอาดตู้แอร์ ไม่ต้องรื้อตู้ออกมา ฉีดสเปรย์ทำความสะอาดให้ทั่วคอยล์เย็น ก็เป็นอันเรียบร้อย คราบน้ำยาจะค่อยๆ ออกมาพร้อมกับน้ำแอร์ตามท่อน้ำทิ้ง ถ้าตู้แอร์ไม่สกปรกมาก วิธีนี้ก็พอใช้ได้ แต่คงต้องฉีดสเปรย์กันบ่อย 2-3 เดือนต่อครั้ง เพราะอยู่ในเมือง ฝุ่นจะเยอะ สเปรย์บางยี่ห้อจะช่วยขจัดกลิ่นด้วย ราคาค่าฉีดสเปรย์ รวมแล้วมากกว่าการล้างตู้แอร์แบบที่ 1 และที่ 2
4.การใส่กรองแอร์ ไม่ใช่รถทุกรุ่นจะใช้ได้ เพราะกรองแอร์ก็ทำมาสำหรับรถอีกระดับ ช่วยกรองฝุ่นอีกวิธีหนึ่ง แต่อายุการใช้งานก็ประมาณ 5,000 กม. ต้องเปลี่ยนอันใหม่ ถ้าไม่เปลี่ยน ลมจะผ่านเข้าตู้แอร์ไม่สะดวก ลมแอร์ที่ออกมาก็จะอ่อนกำลังลง ลมที่ตีกลับจะมีผลต่อคอมแอร์ กรองแอร์สำหรับรถบางรุ่นราคาพอรับได้ แต่บางรุ่นราคาเป็นพันบาท ถ้าใช้วิธีนี้ในการทำความสะอาด ในระยะ 1 ปี ก็เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการทำความสะอาด แบบที่ 1 และที่ 2
ส่วนการป้องกันให้ใช้แอร์ได้นานๆ ไม่ต้องล้างบ่อยๆ วิธีง่ายๆ ลงรถเมื่อไหร่เคาะพรมเมื่อนั้น เพราะพัดลมแอร์อยู่ใกล้กับพรมรองเท้า ถ้าสะสมไว้มันจะดูดเข้าไปเรื่อยๆ ทำให้ตู้แอร์ตันเร็ว ถ้าทำได้เป็นนิสัย ยืดอายุล้างตู้แอร์ได้กว่า 2 ปีเลยทีเดียว
วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558
วิธี ขัดโคมไฟหน้า
ใครกำลังมีปัญหาโคมไฟหน้ารถขุ่นมัวหรือหมอง ไฟไม่สว่างพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถบ้านรุ่นใหม่ๆ สมัยนี้โคมไฟหน้าส่วนมากเป็นพลาสติกไม่ใช่แก้ว เมื่อใช้รถไปนานๆ เจอแดดเจอฝน มีฝุ่นละอองหรือไอน้ำเล็ดลอดเข้าไปทำให้เกิดคราบขุ่นมัว ไม่สดใสทำให้รถดูเก่า
หรืออีกปัญหานึงคือเกิดจากความร้อนจากหลอดไฟที่สูงเกินไป หรือให้ความสว่างมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดคราบขุ่นเหลืองที่โคมไฟได้เช่นกัน อยากหาวิธีแก้แบบทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเงินจ้างอู่หรือคาร์วอชทำให้ เรามาดูวิธีเลย
วิธีทำความสะอาดโคมไฟหน้า
ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000 ตัดเป็นชิ้นแล้วแช่น้ำ จากนั้นราดน้ำลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม ใช้กระดาษทรายที่แช่น้ำขัดเอาคราบเหลืองออก (ขณะที่ขัดนั้นควรให้ฉีดพรมน้ำไปด้วย) เมื่อขัดเสร็จเช็ดโคมไฟให้แห้ง ใช้ครีมขัดรถป้ายที่โคมไฟจนทั่ว แล้วใช้ผ้าขนแกะหรือเครื่องปั่นขัดออก ทำซ้ำ 2-3 รอบจนกว่าโคมไฟจะกลับมาใสปิ๊ง
โคมไฟหน้ารถบ้านแต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ในกรณีที่รถเราสามารถถอดไฟหน้าออกมาล้างได้ก็คงไม่มีปัญหา แต่โดยมาแล้วรถเล็กส่วนใหญ่จะถอดไม่ได้ หากโคมไฟหน้ามีคราบเหลืองขุ่น มีรอยขีดข่วน ต้องใช้ยาขัดหยาบขัดแล้วใช้เครื่องปั่น ซึ่งอาจจะทำด้วยเองไม่ได้
ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำเองก็อาจจะต้องนำเข้าอู่ คาร์วอช หรือบริการล้างโคมไฟ เลือกร้านที่ไว้ใจได้แล้วตกลงราคาค่าใช้จ่ายกันดีๆ
อีกอย่างคือก่อนจะล้างโคมไฟหน้า อย่าลืมเช็คดูตามร้านอะไหล่ประดับยนต์ว่าราคาของใหม่ ราคาขายเท่าไหร่ ถ้าซื้อของใหม่ราคาไม่สูงมาก ก็เปลี่ยนใหม่ซะเลยดีกว่า คุ้มกว่ามานั่งขัด เพื่อความปลอดภัยของรถคุณเอง
หรืออีกปัญหานึงคือเกิดจากความร้อนจากหลอดไฟที่สูงเกินไป หรือให้ความสว่างมากเกินไป ก็เป็นสาเหตุให้เกิดคราบขุ่นเหลืองที่โคมไฟได้เช่นกัน อยากหาวิธีแก้แบบทำได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องเสียเงินจ้างอู่หรือคาร์วอชทำให้ เรามาดูวิธีเลย
วิธีทำความสะอาดโคมไฟหน้า
ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000 ตัดเป็นชิ้นแล้วแช่น้ำ จากนั้นราดน้ำลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม ใช้กระดาษทรายที่แช่น้ำขัดเอาคราบเหลืองออก (ขณะที่ขัดนั้นควรให้ฉีดพรมน้ำไปด้วย) เมื่อขัดเสร็จเช็ดโคมไฟให้แห้ง ใช้ครีมขัดรถป้ายที่โคมไฟจนทั่ว แล้วใช้ผ้าขนแกะหรือเครื่องปั่นขัดออก ทำซ้ำ 2-3 รอบจนกว่าโคมไฟจะกลับมาใสปิ๊ง
โคมไฟหน้ารถบ้านแต่ละรุ่นนั้นไม่เหมือนกัน ในกรณีที่รถเราสามารถถอดไฟหน้าออกมาล้างได้ก็คงไม่มีปัญหา แต่โดยมาแล้วรถเล็กส่วนใหญ่จะถอดไม่ได้ หากโคมไฟหน้ามีคราบเหลืองขุ่น มีรอยขีดข่วน ต้องใช้ยาขัดหยาบขัดแล้วใช้เครื่องปั่น ซึ่งอาจจะทำด้วยเองไม่ได้
ถ้าไม่อยากเสี่ยงทำเองก็อาจจะต้องนำเข้าอู่ คาร์วอช หรือบริการล้างโคมไฟ เลือกร้านที่ไว้ใจได้แล้วตกลงราคาค่าใช้จ่ายกันดีๆ
อีกอย่างคือก่อนจะล้างโคมไฟหน้า อย่าลืมเช็คดูตามร้านอะไหล่ประดับยนต์ว่าราคาของใหม่ ราคาขายเท่าไหร่ ถ้าซื้อของใหม่ราคาไม่สูงมาก ก็เปลี่ยนใหม่ซะเลยดีกว่า คุ้มกว่ามานั่งขัด เพื่อความปลอดภัยของรถคุณเอง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











