วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประเภทของแอร์, แอร์มีกี่ประเภท

ประเภทของแอร์


แอร์เคลื่อนที่ (Portable Air)
ขนาด 9000 - 18000 บีทียู

ข้อดี
- ไม่ต้องติดตั้ง เสียบปลั๊กใช้งานได้ทันที
- ขนาดเล็ก เคลื่อนย้ายสะดวก

ข้อเสีย
- ต้องต่อท่อระบายความร้อนออกนอกห้อง
- ต้องต่อท่อระบายน้ำทิ้ง หรือคอยเทน้ำทิ้ง
- เย็นเฉพาะจุด ไม่ทั้่วห้อง
- เสียงค่อนข้างดัง



แอร์ติดผนัง (Wall Type)
ขนาด 9000 - 36000 บีทียู

ข้อดี
- ทำงานเงียบ เหมาะกับห้องนอน
- รูปทรงสวยงาม
- มีฟังก์ชั่นให้เลือกหลายแบบ
- ดูแลรักษาง่าย

ข้อเสีย
- ติดตั้งที่ผนังเท่านั้น ต้องมีความสูงของผนัง 40 ซม.ขึ้นไป
- การกระจายลมและแรงลมน้อยกว่าแบบแขวนเพดาน


แอร์ตั้งพื้น/แขวนใต้ฝ้า (Ceiling Type)
ขนาด 12000 - 60000 บีทียู

ข้อดี
- ลมแรง กระจายลมเย็นได้ดี เหมาะกับสำนักงาน ห้องนั่งเล่น
- เลือกติดตั้งแบบติดเพดานด้านบน และตั้งพื้นได้

ข้อเสีย
- รูปทรงขนาดใหญ่
- มีฟังก์ชั่นให้เลือกน้อย
- เสียงดังกว่าแบบติดผนัง



แอร์สี่ทิศทาง (Cassette Type)
ขนาด 12000 - 51200 บีทียู

ข้อดี
- เน้นความสวยงาม
- แอร์ซ่อนหรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดาน เหมาะกับห้องกระจกรอบด้าน หรือห้องที่ไม่มีพื้นที่ติดตั้ง
- กระจายลมสี่ทิศทาง

ข้อเสีย
- ติดตั้งยาก ต้องใช้ช่างที่ชำนาญ เดินท่อในฝ้า
- ราคาสูง
- ยากต่อการดูแลรักษา



แอร์คอยล์เปลือย (Conceal Type)
ขนาด 12000 - 60000 บีทียู

ข้อดี
- เน้นความสวยงาม
- แอร์ซ่อนหรือฝังอยู่ใต้ฝ้าหรือเพดาน
- ราคาไม่สูง และจะแพงอุปกรณ์ติดตั้ง เช่น หัวจ่ายลม ท่อลม

ข้อเสีย
- ติดตั้งยาก ต้องใช้ช่างที่ชำนาญ เดินท่อในฝ้า
- ยากต่อการดูแลรักษา



แอร์ตู้ตั้ง (Package Type)
ขนาด 12000 - 150000 บีทียู

ข้อดี
- ลักษณะคล้ายตู้ มีขนาดสูงเหมือนตู้
- มีกำลังลมที่แรงมาก เหมาะกับบริเวณที่มีคนเข้า และออกอยู่ตลอดเวลา เช่น ร้านค้า ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง

ข้อเสีย
- เปลืองพื้นที่ใช้สอย
- เสียงดัง

วิธีเลือกซื้อแอร์

วิธีเลือกซื้อแอร์

ก่อนจะเลือกซื้อแอร์ เพื่อใช้งานควรมีข้อมูลด้านต่างๆเพื่อให้เราใช้ความสามารถของมันอย่างคุ้มค่า กับเงินที่เราต้องจ่ายไป วันนี้จึงจะมาแนะนำก่อนที่ท่านๆจะตัดสินใจซื้อหามาใช้งาน

เลือกขนาด BTU ที่เหมาะสม
ขนาด BTU (British Thermal Unit) คือ ขนาดทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ซึ่ง 1 ตันความเย็น จะเท่ากับ 12000 BTU ต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงขนาดของแอร์กับขนาดของห้องให้พอดีกัน เพราะหากเลือกแอร์ที่มี BTU สูงหรือต่ำจนเกินไป จะทำให้เปลืองไฟและแอร์เสียได้ง่ายอีกด้วย

การคิดค่า BTU แบบคร่าว ๆ
การคำนวณค่า BTU แบบคร่าว ๆ เพื่อเลือกแอร์ที่มีขนาด BTU เหมาะสมกับห้องนั้น สามารถทำได้ด้วยการใช้ขนาดของพื้นที่คูณด้วย 650-800 BTU ต่อ 1 ตารางเมตร ทั้งนี้สามารถบวกลบได้อีก 5% ขึ้นอยู่กับตัวแปรต่าง ๆ เช่น ทิศทางของห้อง การโดนแดด ลักษณะการใช้งาน เป็นต้น โดยมีตัวอย่างคร่าว ๆ ของขนาด BTU ที่เหมาะสมดังนี้


คอมเพรสเซอร์ (Compressor)
ควรเลือกคอมเพรสเซอร์ที่เหมาะสมกับความต้องการ โดยคอมเพรสเซอร์นั้นแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1. คอมเพรสเซอร์ลูกสูบ (Reciprocating Compressor) ทำงานด้วยการใช้กระบอกสูบในการอัดน้ำยา ให้กำลังแรงสูง แต่มีความสั่นสะเทือนสูง และเสียงค่อนข้างดัง นิยมใช้ในเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่
2. คอมเพรสเซอร์โรตารี่ (Rotary Compressor) ทำงานด้วยการหมุนของใบพัดที่มีความเร็วสูง มีความสั่นสะเทือนน้อย เสียงเงียบ เหมาะสำหรับเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก
3. คอมเพรสเซอร์แบบขด (Scroll Compressor) ทำงานด้วยใบพัดรูปก้นหอย มีความสั่นสะเทือนน้อยมาก มีเสียงเงียบ ให้พลังงานสูง ถือว่าดีกว่าคอมเพรสเซอร์ชนิดอื่น ๆ ในระดับเดียวกัน

คอยล์ (Coil)
เป็นอุปกรณ์สำหรับระบายและดูดซับความร้อนจากอากาศ ประกอบด้วย ท่อทองแดง และครีบอลูมิเนียม (Fin) ก่อนเลือกซื้อให้พิจารณาวัสดุที่ใช้ทำคอยล์ เช่น สารที่เคลือบป้องกันการกัดกร่อน หรือความหนาของครีบ เป็นต้น หากเลือกคอยล์ที่มีคุณภาพดีแอร์ของคุณก็จะมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น

มอเตอร์พัดลม (Fan Motor)
มอเตอร์พัดลมเป็นส่วนสำคัญในแอร์ที่จะช่วยระบายและดูดซับความร้อน เพื่อให้แอร์ของคุณทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมอเตอร์พัดลมที่ดีควรใช้ขดลวดที่ทนความร้อนได้สูง เพื่อให้รอบการทำงานของมอเตอร์ไม่สะดุด และไม่เสื่อมคุณภาพง่ายอีกด้วย ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อแอร์จึงควรสอบถามถึงข้อมูลของมอเตอร์พัดลมให้ละเอียดก่อน

ระบบฟอกอากาศ (Air Purifier)
ระบบฟอกอากาศกลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ไปแล้วสำหรับแอร์ที่วางขายอยู่ในปัจจุบัน เพราะระบบฟอกอากาศจะช่วยหมุนเวียนให้อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์มากขึ้น โดยแบ่งออกเป็นหลายระบบดังนี้
1. การกรอง (Filtration) เป็นการใช้แผ่นกรองอากาศดักจับฝุ่นละอองเอาไว้ และต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศเมื่อหมดอายุการใช้งาน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคในอากาศ นอกจากนี้หากต้องการกำจัดกลิ่นให้เลือกแผ่นกรองที่เป็นคาร์บอน เพื่อดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ
2. การดักจับด้วยไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Precipitator) คือการดักจับฝุ่นละอองในอากาศด้วยการใช้ตะแกรงไฟฟ้า (Electric Grids) และใช้แผ่นโลหะอีกชุดเรียงขนานกันเพื่อดูดฝุ่นละอองเอาไว้ หากมีการหมดอายุต้องหยุดเครื่องเพื่อทำความสะอาด
3. การปล่อยประจุไฟฟ้า (Ionizer) คือการผลิตประจุไฟฟ้าประจุลบเพื่อปล่อยออกมาพร้อมกับลมเย็น เพื่อให้ดักจับฝุ่นละอองที่เป็นประจุบวก ซึ่งฝุ่นละอองที่ถูกดักจับจะรวมตัวกันและร่วงหล่นมาบนพื้นห้อง สามารถทำความสะอาดห้องได้ตามปกติ โดยไม่ต้องทำความสะอาดภายในเครื่องปรับอากาศ
การประหยัดไฟ (Energy Saving)

เครื่องปรับอากาศยุคใหม่นั้น ส่วนใหญ่แล้วมักมีฉลาดประหยัดไฟเบอร์ 5 ติดเอาไว้ โดยแอร์ที่ติดฉลากเบอร์ 5 จะเป็นแอร์ที่มีประสิทธิภาพในการให้พลังงานสูง ทำให้ประหยัดไฟฟ้า โดยมีข้อเสียตรงที่ราคาสูงกว่าแอร์ทั่วไป จึงควรศึกษาฉลากประหยัดไฟให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ ว่าเหมาะสมกับความต้องการของคุณหรือไม่

เลือกประเภทของการใช้งาน
เครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกประเภทในการใช้งานอยู่ 2 รูปแบบแตกต่างกันดังนี้
1. แอร์ติดผนัง เป็นแบบยอดนิยม เพราะมีความเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับห้องที่มีพื้นที่น้อย หรือไม่ต้องการวางบนพื้นให้เกะกะ เสียงเงียบ และรูปลักษณ์ทันสมัย แต่ไม่เหมาะกับงานหนัก หรือห้องที่ต้องการความเย็นสูง และเป็นเวลานาน
2. แบบตั้งพื้น หรือ แบบแขวน เป็นแอร์ที่ให้พลังงานสูง เหมาะสำหรับห้องทุกขนาด สามารถเลือกติดตั้งกับพื้น หรือแขวนเพดานก็ได้ แต่ข้อเสียคือหน้าตาไม่ทันสมัย รวมทั้งกินไฟมากกว่าด้วย
คุณสมบัติพิเศษและดีไซน์

ปัจจุบันเครื่องปรับอากาศนั้นมีให้เลือกหลากหลายยี่ห้อ ก่อนซื้อแอร์สักเครื่องคุณจึงควรเปรียบเทียบคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายก่อนว่ามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เช่น นาโนไทเทเนียม ซิลเวอร์นาโน เป็นต้น นอกจากนี้อย่าลืมเลือกรูปร่างหน้าตาของแอร์ในแบบที่คุณชอบ หรือจะเลือกให้เข้ากับห้องนั้น ๆ ก็ได้ จะได้ออกมาสวยงามกลมกลืนกัน
การติดตั้งและการบริการหลังการขาย

เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ควรเก็บเอาไปพิจารณา โดยให้เลือกบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีความรู้ความเข้าใจและสามารถอธิบายเรื่องแอร์ให้คุณได้เป็นอย่างดี อีกทั้งให้ดูเรื่องการรับประกันและบริการหลังการขายด้วย เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีราคาแพง และมีอายุการใช้งาน การรับประกันและการดูแลซ่อมแซมแก้ไขหลังการขายจึงเป็นอีกสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งถ้าเป็นบริษัทใหญ่ที่มีอะไหล่และช่างเพียงพอก็ยิ่งดี

>> ประเภทของแอร์ <<



วิธีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง

วิธีเลือกซื้อรถยนต์มือสอง


เมื่อคุณคิดจะซื้อรถมือสอง ข้อดีของรถมือสอง คือ ราคาถูก แต่ว่ามันเป็นรถมือสองก็ย่อมต้องเสื่อมสภาพตามการใช้งานมาแล้ว ดังนั้นคุณควรตรวจสอบสภาพรถมือสองอย่างละเอียด ไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจซื้อ

วิธีเลือกซื้อรถมือสอง

1. สุมดประวัติประจำรถ
มักไม่ค่อยมี เพราะเจ้าของรถไม่พิถีพิถัน แต่ถ้ามีก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยม เพราะสมุดประวัติประจำรถทำให้รู้ว่าเขาตรวจซ่อมอะไรมาบ้าง ตรวจทุกระยะประจำหรือเปล่า

2. เจ้าของรถ
คุณควรดูเจ้าของรถคันเดิมว่าเขาเป็นใครใช้รถอย่างไรดูแลรถหรือไม่ มีคนกล่าวว่า ไม่ควรซื้อรถต่อจากวัยรุ่น ผู้หญิง และคนชรา เพราะว่าทั้งสามประเภทนี้ ใช้รถอย่างเดียวไม่ค่อยดูแลรถที่ใช้อยู่

3. มือที่เท่าไหร่
ก็คือรถคันนี้มีคนเป็นเจ้าของมามากน้อยเพียงใด ถ้าผ่านมาแล้วหลายมือก็ไม่ควรซื้อ เพราะรถอาจจะมีปัญหาได้

4. ตัวเลขระยะทางการใช้รถ
ในการซื้อรถคุณควรดูเลขตัวไมล์ โดยปกติการใช้รถไม่ควรจะมากกว่าสามหมื่นกิโลเมตรต่อปี หากมากไปกว่านี้ถือว่ามากอาจทำให้เครื่องยนต์ที่ใช้งานหนัก

5. ดูตัวถัง body
- เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูคานหน้า คานรถทุกคันจะมีรู กลมบ้าง เหลี่ยมบางแล้วแต่ ถ้ารูเบี้ยว ไม่คมก็แสดงว่ามีชนมาบ้าง
- ป้ายทะเบียนรถยับมีรอยดัด ก็ให้เดาไว้ก่อนเลยว่าเคยชนมา แผ่น plate ที่แปะติดคานมา มีรอยยับหรือดัดมาก็เช่นกัน
- สันด้านข้างตะเข็บความนูนเสมอกันหรือไม่ รอยอ๊าค จากโรงงานกับอู่เคาะพ่นสีก็ต่างจะกัน
- สำหรับด้านหลัง ก็เปิดฝากระโปรงดูเช่นกัน ไฟท้ายทั้ง 2 ดวงเสมอเบ้าหรือไม่ รอยแยกต่อชิ้นเว้นช่องไฟเท่ากันเปล่ามีเบี้ยวมีเกยกันหรือไม่ คานหลังก็ใช้ลักษณะการสังเกตเหมือนคานหน้าเพียงแต่ต้องลื้อพรมปูท้ายรถออกเพื่อให้เห็นพื้น
- พื้นรถด้านหลังโดยมากจะเป็นรอนๆ ก็สังเกตดูว่าเท่ากันหรือเปล่า รถบางคันโดนชนหลังมาช่างเคาะอาจทำดีมากจนดูแทบไม่ออก ต้องเช็ค มีบางคันเศษกระจกอาจหลงเหลืออยู่ให้เห็น
- ส่วนด้านข้าง ก็ดูเทียบสี จากโรงงานสีเดิม กับอู่สี สีจะเพี้ยนนิดหน่อยแต่ก็พอเห็น ใช้วิธีเคาะด้วยมือของเรานี่แหละ เคาะรอบคันเลย รถที่ทำสีมาแล้วเสียงจะทึบๆ ชิ้นที่สีเดิมจะมีเสียงโปร่งๆ ฟังดีดีจะรู้ถึงความแตกต่าง
- รถที่เคยหงายตะแคงมา ก็ดูหลังคารถเคาะๆ ดู สังเกตขอบคิ้วกระจกหน้าหลังว่าเหมือนกันหรือเปล่า มีรอยแตกของสีโป๊วหรือไม่ หลังคาไม่น่ามีสีสดสวยกว่าประตูข้าง เพราะเป็นส่วนที่รับแดดมากที่สุด

6. เครื่อง + ช่วงล่าง + เกียร์
- เครื่อง ถ้าเครื่องมีปัญหา หรือ หลวม จะเสียงดัง ไม่นิ่งรอบสูงบ้างต่ำบ้าง ไม่น่าเชื่อถือ เวลาเครื่องร้อนเราก็ดูก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมา จะมีควันพุ่งออกมา หรือ น้ำมันเครื่องจะกระเซ็นเป็นละอองออกมาเอามือไปอังๆ ดูก็ได้
- เกียร์ ชุดส่งกำลัง คลัชต์ ถ้าเข้าเกียร์ ออกตัวแล้วๆ กระตุกๆ เข้าเกียร์ยาก นั่นหมายถึงมีปัญหา ถ้าวิ่งๆ อยู่มีเสียงหอนแหวกอากาศมาเข้ามา เวลาเข้าเกียร์ว่างรถจอดนิ่งๆ ไม่ดังก็แสดงว่าเกียร์มีปัญหา เกียร์ auto ก่อนเข้าเกียร์เหยียบเบรคคาไว้ เข้าเกียร์ตำแหน่ง D ไม่กระตุกกระชากก็พอใช้ได้ เข้าตำแหน่งเดิม N แล้วไป R ก็ไม่มีอาการอะไรก็แสดงว่าน่าจะผ่านแล้ว ต้องลองวิ่งดูว่าเกียร์ทำงานทุกเกียร์เปล่า ออกตัวก็เช่นกัน ออกตัวดีมั้ย ถ้าต้องรอสักพักถึงเคลื่อนตัวได้แสดงว่าเกียร์อาการแย่
- ช่วงล่าง เวลาขับไปเจอฝาท่อ เจอถนนคอนกรีตที่กร่อน มีหลุม มีบ่อ ถ้าลุยเข้าไป เดี๋ยวเสียงกรุกกรักจะปรากฏถ้าไม่แน่น หรือ อาจสะท้านมาถึงพวงมาลัยเลยก็มี แต่อย่าขับเร็วมากนักอาจเสี่ยงต่ออันตราย ก็ได้ ต่อไปเป็นเบรค และ สภาพยาง อาจซื้อแล้วเข้าร้านเปลี่ยนของใหม่เลย เอาแบบปลอดภัยไว้ก่อน ก็ชัวร์ดี

7. ภายในห้องโดยสาร
- กลิ่น ถ้าเปิดรถแล้วได้กลิ่นอับๆ ชื้นๆ แสดงว่าน้ำเข้ารถ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ง่ายต่อการดูมากเลย คือเอายางปูพื้นออก ดูว่าพื้นพรมมีรอยชื้นของน้ำหรือเปล่า บางคันพื้นอาจผุจนทะลุ ต้องดูหมดทั้ง 4 จุด
- ดูความเรียบร้อย คอนโซล แตกหรือไม่ ช่องแอร์สมบูรณ์หรือเปล่า ช่องแอร์เป็นอะไรที่ซ่อมยากนะ เพราะอาจไม่มีอะไหล่ด้วย
- แอร์ เปิดแอร์ เบอร์ 1-4 ดูเลยว่ามันไล่ระดับความแรงหรือเปล่า แรงลมจะบอกได้ว่าตันหรือเปล่า สมัยนี้ล้างแอร์ก็ราคาแพงด้วย เปิดทิ้งไว้แล้วออกไปเดินดูรอบๆ รถนานๆ หน่อย ไม่ใช่ แค่แป๊บเดียว แล้วเดินเข้าไปในรถก็จะรู้ว่าแอร์เย็นฉ่ำ หรือ ไม่เย็นฉ่ำ ลองฟังดูว่ามีเสียงอะไรดังผิดปรกติหรือเปล่า แอร์ตัดตามปกติหรือไม่

8. ประวัติรถ
หากสามารถรู้ประวัติการใช้รถของเจ้าของเดิมมาบ้างก็จะดี เพราะจะได้รู้ว่าเจ้าของรถคนเก่าเคยนำรถไปใช้อย่างไร เช่น ไปชนคนตายมาก่อนหรือเปล่า เคยนำรถไปใช้ทำในสิ่งที่ผิดกฎหมายหรือเปล่า เคยประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนน่ากลัวหรือเปล่า ส่งเหล่านี้เราต้องสืบหาเอาเอง

9. ซื้อรถจากเจ้าของดีกว่าซื้อจากเต้นท์รถหรือพ่อค้าคนกลาง
ถ้าซื้อรถจากพ่อคนกลาง พ่อค้าคนกลางอาจโอนเป็นชื่อของตนเองหรือโอนลอยไว้ พวกนี้จะเอาของดีๆ ออกจากตัวรถก่อนจะขาย ก็ได้ เช่น เครื่องเสียง อุปกรณ์ความปลอดภัย อุปกรณ์ประกอบรถอื่นๆ ที่พอจะนำไปขายแยกได้ ส่วนเต๊นท์รถนั้นก็คือพ่อค้าคนกลางเหมือนกันแต่เจ้าเล่ห์มากกว่า และมักจะขายราคาแพงกว่าท้องตลาดประมาณ 25,000-50,000 บาทต่อคัน เวลาจะซื้อรถคุณควรดูให้มั่นใจเสียก่อน ก่อนจะตัดสินใจซื้อ

10. หากซื้อรถจากเต้นท์จะต้องนำรถออกทันที
คุณอย่าไปวางเงินแล้ววางใจ ไม่อย่างนั้น เครื่องเสียง ล้อแม็กซ์ ยาง เครื่องยนต์ และอื่น ของคุณอาจจะถูกเปลี่ยนไป โดยที่คุณเองก็อาจทำอะไรก็ไม่ได้

11. ต้องรีบโอนรถให้เรียบร้อย
ถ้าคุณซื้อรถจากเจ้าของแล้วควรนำรถออกทันที แต่ถ้าซื้อรถจากเต๊นท์จะต้องทำสัญญาซื้อขายให้ดี ขอใบเสร็จรับเงินให้เรียบร้อย ถ้านัดไปโอนทะเบียบภายหลังจะต้องกำหนดเวลาการโอนในสัญญาซื้อขายอย่างแน่นอน

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง


ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างตกรุ่นไวมาก รวมถึง Notebook ด้วย และราคาของตัวเครื่องนั้นก็ ลงเร็วมากๆ และด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่ดันอยากได้ Notebook ที่แรงดี ก็คงจะหนีไม่พ้น Notebook มือสอง ถ้าเราจะซื้อมาใช้ซักเครื่องควรตรวจสอบอะไรบ้าง ลองดูได้ตามขั้นตอนนี้เลยครับ

1. การสังเกตรูปลักษณ์ภายนอก
การสังเกตตัวเครื่องสำหรับ โน๊ตบุ๊คมือสอง นั้นทำได้ไม่ยาก โดยจุดสังเกตหลักๆ ดู ฝาเครื่อง อยู่ในสภาพดีไหม มีรอยขนแมวเยอะหรือเปล่า เปิดและปิดข้อพับดูว่าแข็งแรงไหม ปุ่ม Keyboard กรอบหรือยัง การพิมพ์ของปุ่มใช้งานได้ดีไหม มีรอยแตก หรือตำหนิอะไรหรือไม่ มีรอยแงะตัวเครื่องหรือฝาจอหรือไม่เพราะอาจจะเป็นการซ่อมแล้วนำมาขายได้

2. ทดสอบเรื่องการจ่ายไฟและการใช้งานพื้นฐาน
ก่อนจะ ซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ทุกครั้งให้ขอลองเล่นดูก่อน ก่อนอื่นเลย ให้ลองทดสอบกับชุดหม้อแปลงไฟของเครื่องก่อนว่าไฟเข้าเครื่องไหม เช็คแบตเตอร์รี่ว่าเสื่อมหรือยัง (ส่วนใหญ่ร้านเขาจะเปลี่ยนให้) ให้ลองเล่นไปสักพัก ดูว่ารู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง เปิดเครื่อง การบูธเข้า Windows เป็นแบบไหน อืดหรือเปล่า หรือมีอะไรแปลกปลอมไหมในการเปิดใช้งาน เกิด Blue Screen ไหมในช่วงลองเล่น Touch Pad ใช้งานได้ลื่่นไหม และตรวจสอบ USB ว่าใช้งานได้อยู่หรือเปล่า รวมไปถึง DVD Drive นั้นสามารเปิดแผ่นได้ไหม เพราะเมื่อ ซื้อโน๊ตบุ๊คมือสอง ไปแล้วต้องซ่อมคงเซ็งไม่น้อย

3. ทดสอบจอของ โน๊ตบุ๊คมือสอง ว่ามี Dead Pix ที่จอหรือไม่
การทดสอบ Dead Pixel แบบง่าย ๆ คือการ Set Up Wall Paper ของหน้าจอ ให้เป็นสีขาวทั้งหมด เพื่อทดสอบว่า หน้าจอของ โน๊ตบุ๊คมือสอง มีจุดดำเกิดขึ้นไหม ซึ่ง Dead Pix นี้เองจะทำให้จอภาพนั้นแสดงผลได้ไม่สมบูรณ์เนื่องจาก Poxel ของจอภาพนั้นเสียไป ตามสภาพการใช้งานของเครื่องนั้น โดยขั้นตอนการ Set Wall paper ให้เป็นสีขาวทำได้ด้วยวิธีนี้

4. เปิดดูภาพว่าหน้าจอมีสีเพี้ยนไหม
อีกหนึ่งการทดสอบพื้นฐานเพื่อให้แน่ใจว่าเราได้ Notebook มือสองที่พร้อมจะใช้งานได้นั้น คือการแสดงผลของภาพ ให้เราเปิดไฟล์ภาพดู หากหน้าจอนั้นสีเพี้ยนนั้นเราสังเกตง่าย ๆ ว่าสีของภาพจะดูผิดจากความเป็นจริง หรือ สีที่ควรจะเป็นเนื่องจากจอภาพเมื่อใช้งานไปเป็นเวลานานนั้น สีที่แสดงผลก็จะเสื่อมไปตามสภาพด้วยเช่นกัน ดังนั้นจำเป็นต้้องสังเกตให้อย่างครบถ้วน

5. ตรวจช่องเสียบและอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth หรือ Wi-Fi เพราะฮาร์ดแวร์เหล่านี้มักจะต่อเข้าโดยตรงกับเมนบอร์ด ซึ่งราคาค่าซ่อมหรือเปลี่ยนก็แพงพอตัว และทดสอบการเชื่อมต่อของ WiFi Bluetooth ด้วย

6. ทดสอบ Hard Drive
ตรวจสอบว่า มีอะไรเสียหายหรือไม่ โดยคลิกไปที่ My Computer จากนั้นก็เลือก hard drive ที่ต้องการตรวจสอบ แล้วคลิกขวาเพื่อเลือก Properties เมื่อมีหน้าต่างโผล่ขึ้นมาให้คลิกเมนู Tools จากนั้นก็เลือกหัวข้อ Error-checking คลิก Check Now ถ้าไม่มีความผิดปกติใดๆ ก็ผ่าน แต่ถ้าพบความเสียหาย ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเดี๋ยวนี้ hard drive ถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก

7. เช็ค CD Drive
โดยลองเปิดด้วยแผ่น CD DVD ไรท์แผ่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น CD-R, CD-RW, DVD-R, DVD+R DL, ถ้าเป็นไปได้

7 ขั้นตอนนี้ก็น่าจะได้ใช้ Notebook มือสอง ที่ดีพอประมาณแล้ว ส่วนท่านที่มีความรู้ลึกลงไปอีก ก็จะมีวิธีที่ละเอียดลงไปอีก

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านซักกี่อย่างที่ต้องเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆพอใช้งานเสร็จเราก็จะถอดปลั๊กปิดเครื่อง แล้วถ้าเรานึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอดเวลาอันดับแรกๆ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องนึกถึงตู้เย็น


ตู้เย็นแบ่งได้หลายแบบเช่นแบ่งตามรูปแบบการใช้งาน

– แบบมีประตูเดียว แบบนี้ราคาจะไม่แพง ประหยัดไฟ
– แบบสองประตู บนล่าง โดยจะแยกส่วนที่ใช้แช่แข็ง และส่วนแช่เย็นออกจากกัน แบบนี้จะกินไฟมากกว่าเพราะใช้ส่วนของท่อน้ำยาเย็นยาวกว่า และใช้คอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบประตูเดียว
– แบบสองประตู ซ้าย ขวา ตู้เย็นชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ใช้เก็บอาหารได้เยอะ มีระบบแช่แข็งที่ดี เก็บอาหารได้นาน แต่ก็มีราคาค่อนข้างแพง

การเลือกซื้อตู้เย็นอีกแบบหนึ่งก็คือการดูตามขนาดความจุของตู้เย็นเช่น 2- 4 คิว , 4.5 ถึง 10 คิว และ 12 คิวขึ้นไป เป็นต้น คำว่าคิวก็หมายถึง ลูกบาศก์ฟุต นั่นเอง เราจะเลือกขนาดไหนก็ต้องดูการใช้งานของเราเป็นหลัก ถ้าเป็นครอบครัวเดี่ยวก็ใช้ขนาดเล็กได้ ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ก็เพิ่มสัดส่วนขึ้น แต่อย่าลืมว่าตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่ก็กินค่าไฟฟ้ามากขึ้นนะครับ

การใช้งานตู้เย็นอย่างประหยัด เราสามารถทำได้ด้วย

- เลือกตู้เย็นที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นหลัก โดยที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็คือฉลากที่บ่งบอกระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายต่อปี โดยได้รับการรับรองจากรัฐบาล หรือดูจากเครื่องที่มี ค่าประสิทธิภาพ ที่ตัวเลข มากกว่า 300 ขึ้นไป
- ติดตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนัง หรือฝาบ้านที่มีความร้อน หรือได้รับความร้อนเป็นประจำ หรือติดตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ปรับระดับความเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ควรเปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆโดยไม่จำเป็น หรืออาจจะเลือกซื้อตู้เย็นที่มีระบบกดเปิดเอาน้ำเย็นโดยที่ไม่ต้องเปิดฝาตู้ก็ได้
- วัสดุที่ใช้ทำ ต้องแข็งแรง มีความหนาที่เหมาะสม ยางหุ้มขอบตู้เย็นต้องมีคุณภาพสูง เพราะถ้ายางหุ้มขอบตู้เย็นเสื่อม หรือมีคุณภาพไม่ดีก็จะทำให้ความเย็นในตู้เย็นรั่วออกมา ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา ก็จะเปลืองไฟมากกว่าเดิม
- ไม่ควรนำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ยังร้อนอยู่เข้าตู้เย็นทันที เพราะจะทำให้ระบบความเย็นในตู้เย็นทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ควรจะรอให้เย็นลงในอุณหะภูมิห้องก่อนแล้วจึงค่อยนำไปเข้าในตู้เย็น

ปัจจุบันตู้เย็นมีจุดขายที่แตกต่างกันเช่น บางรุ่นมีช่องแช่ผักแยกต่างหาก หรือมีระบบ plasma เพื่อกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และระบบฟอกอากาศอีกด้วย

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อ tv

วิธีเลือกซื้อ tv

วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ tv ให้เหมาะสมกับความต้องการ สำหรับท่านที่กำลังมองหาและยังไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี


เริ่มกันที่ชนิดของ tv ว่ามีแบบไหนบ้าง

LCD TV : CCFL
ถือเป็นจอทีวีแบบ LCD รุ่นเก่าที่ไฟส่องหลังเป็นแบบหลอดฟลูออเรสเซนท์แบบเปิดตลอดเวลา เทคโนโลยีนี้ถือว่าเริ่มเก่าแล้ว อาจจะมีวางขายอยู่ไม่มากเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง LED มาแทนที่ แต่ก็อาจจะพบเจออยู่บ้างในทีวี LCD ราคาถูก

LED TV: Direct LED
จอทีวีแบบนี้จะมีไฟส่องหลังที่เป็นหลอด LED จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบตรงด้านหลังจอโดยตรง ทำให้สามารถลดความสว่างในแต่ละบริเวณได้อย่างอิสระ ทำให้ภาพนั้นคมชัดเพราะสามารถปรับแต่งค่าความสว่างในแต่ละบริเวณได้ทันที ทีวีแบบนี้ยังประหยัดไฟและให้เฉดสีที่กว้างกว่าแบบ CCFL ที่กล่าวข้างต้น

LED TV: Edge LED
จอทีวีแบบนี้จะมีหลอดไฟ LED ติดตั้งอยู่ตรงบริเวณขอบจอ การจัดวางแบบนี้ทำให้จอภาพมีขนาดบางลงมากและให้ความแตกต่างของความคมชัด (Contrast) ได้ดีกว่าจอแบบ CCFL สมัยก่อนมาก แต่ให้ภาพได้ไม่ดีเท่าแบบ Direct LED แต่อย่างไรก็ตามจอทีวีแบบนี้จะมีต้นทุนต่ำทำให้ราคาถูกลง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีวี LED สมัยนี้จะมีลักษณะการส่องสว่างแบบนี้

OLED TV
การส่องสว่างของจอทีวีแบบ Organic LED นั้นทำได้โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแผ่นฟิล์มบางที่เปล่งแสงออกมาได้ เทคนิคนี้จะจะให้สีที่สดสว่างกว่าและยังทำให้จอภาพนั้นบางมาก ถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสุดยอดในการแสดงผลยุคปัจจุบัน และเพิ่งจะเริ่มต้นปีนี้เองที่จอขนาดใหญ่แบบ OLED เริ่มวางขายตามท้องตลาด จึงถือเป็นของใหม่ ราคาแพง และยี่ห้อดังๆกำลังพยายามทำตลาดจอแบบนี้อยู่

Plasma TV
จอทีวีแบบ Plasma นั้นจะใช้แผ่นแก้วประกบเซลขนาดเล็กๆเป็นจำนวนล้านๆเซลที่มีก๊าสเฉี่อยบรรจุอยู่ เมื่อมีสนามไฟฟ้าไปกระตุ้นก๊าสนี้ก็จะทำให้มันเปล่งแสงออกมา ณ ตำแหน่ง pixel นั้น โดยหลักการแล้วจอแบบ Plasma นั้นจะดีกว่าจอ LCD ในแง่ของความสว่างและความถูกต้องของสี แต่จะมีเฉพาะจอใหญ่ๆเท่านั้น และตอนนี้หลายๆบริษัทก็เลิกผลิตไปแล้ว ที่มีวางขายอยู่ก็น่าจะเป็นของที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งจะพบว่าด้วยจอขนาดเท่ากันจะราคาถูกกว่าจอแบบ LED มาก

TV จอโค้ง
ผู้ผลิตบางรายในปัจจุบันก็เริ่มที่จะผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจอโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะไม่เหมือนจอแบบ CRT เก่าๆในอดีต การโค้งจะเข้าหาตัวแทนที่จะออกจากตัว ด้วยหลักการที่ว่าจะทำให้ทุกๆพิกเซลบนจอนั้นห่างจากดวงตาของเราในระยะทางที่เท่าๆกัน ทำให้ได้ภาพที่สมจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียอยู่ก็คือ หากคุณนั่งใกล้ฝั่งใดผั่งหนึ่งจนเกินไป ความโค้งของจอจะทำให้ให้ภาพดูผิดเพี้ยนไป

จะซื้อทีวีที่มีความละเอียดของจอภาพเท่าไหร่ดี
แน่นอนว่าปัจจุบันหากหาซื้อทีวีรุ่นใหม่ก็ควรจะเลือกแบบความคมชัดสูง แต่เรามาดูกันนะครับว่าความคมชัดสูงในปัจจุบันมีตัวเลือกอะไรบ้าง

HD (High Definition)
ปัจจุบันทีวีที่เป็นแบบ HD จะมีความละเอียดอยู่สองแบบด้วยกัน โดยแบบแรกจะเห็นคำโฆษณาชี้ชวนเป็แบบ HD Ready ซึ่งหมายถึงว่ามันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง โดยจะมีช่องเสียบสัญญาณ HDMI อย่างน้อย 1 ช่องและช่อง component video มาให้ด้วย โดยความละเอียดของจอขั้นต่ำ 1,024 x 768 พิกเซล ส่วนจอภาพแบบ full HD จะมีความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 1,920 x 1,080 พิกเซล ดังนั้นการเลือกซื้อในปัจจุบันควรมองหาจอภาพแนว full HD เพราะราคาก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

Ultra HD และ 4K
เป็นจอภาพที่ให้ความละเอียดสูงกว่า full HD มาก โดยความละเอียดจะอยู่ที่ 3840 x 2160 พิกเซล หรือหากเทียบตัวเลขแล้วแต่ละด้านจะมีจำนวนพิกเซลคูณสอง หรือพูดง่ายๆก็คือเอาจอ full HD มาต่อเพิ่มเป็นสี่จอ (2 จอในแนวดิ่ง 2 จอในแนวนอน)

การใช้จอภาพแบบนี้หมายถึงจะได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก และหมายถึงว่าข้อมูลภาพที่จะนามาแสดงนั้นก็ต้องการแบนวิดท์และเนื้อที่ในการจัดเก็บสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วในปัจจุบันการแสดงผลบนจอภาพ 4K นั้นจะเป็นการนำเอาเนื้อหา HD มาเพิ่มสเกลให้เป็น Ultra HD เพราะการรับชมเนื้อหาที่เป็น 4K จริงๆ นั้นยังมีทางเลือกไม่มาก จะซื้อทีวีต้องคำนึงถึงเรื่องใดอีกบ้าง การหาซื้อทีวีเครื่องใหม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก นอกจากคุณจะทำการบ้านมาดี การเลือกซื้อทีวีจอแบนนั้นถือเป็นการลงทุนระยะยาวอันนึง เพราะคุณจะต้องใช้งานมันให้ได้นานที่สุด แค่การไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้บ้านแล้วเลือกเอาสิ่งแรกที่คุณเจอในร้านไม่ใช่เรื่องที่ดี คุณต้องคำนึงถึงขนาดจอภาพที่เหมาะสม และลูกเล่นที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจซื้อ

ขนาดจอภาพเป็นเรื่องสำคัญ
คนส่วนใหญ๋อาจจะคิดว่าจอยิ่งใหญ่ยิ่งดี หรือบางคนคิดว่าเหลือพื้นที่เท่าไหร่ก็ซื้อทีวีขนาดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมเสมอไป ทีวีจอแบนนั้นมักจะใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คุณคิด ดังนั้นบางครั้งซื้อมาแล้วจอภาพอาจจะอยู่ไกลกว่าเดิมไปซัก 30 – 50 ซม เพราะไม่ตัองเผื่อพื้นที่ด้านหลังจออีกต่อไปแล้ว และด้วยการรับชมที่คมชัดในปัจจุบัน คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณรบกวนอีกต่อไป คุณสามารถที่จะซื้อจอทีวีที่ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นพิกเซลใหญ่เกินไป นั่นหมายถึงว่าระยะทางที่เหมาะสมก็คือ คุณสามารถนั่งห่างจากทีวีด้วยระยะทางประมาณ 3 ถึง 4 เท่าของความสูงของทีวี

คำนวณขนาดของจอทีวีได้อย่างไร
วิธีการที่เหมาะสมในการหาว่าขนาดจอภาพที่ควรซื้อนั้นก็คือ จอทีวีจะต้องใหญ่พอที่จะทำให้ภาพเต็มเส้นสายตาของคุณ และต้องเล็กพอที่จะทำให้ภาพคมชัด จำไว้ให้ขึ้นใจว่าหากคุณต้องการดูรายการทีวีที่มีความคมชัดแบบธรรมดาผ่านจอคมชัดสูง ยิ่งจอใหญ่ภาพก็จะยิ่งแตก ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมสามารถคำนวนได้จากเอาระยะทางจากสายตาคุณไปยังจอภาพ แล้วคูณด้วยค่า 0.535 แล้วปัดเศษไปหาขนาดจอภาพที่มีวางขายที่ใกล้เคียงที่สุด
ตัวอย่างเช่นหากตำแหน่งดูทีวีห่างจากใบหน้าคุณ 80 นิ้ว หรือ 2 เมตร ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมที่สุดคือ 42 นิ้ว (80 x 0.535 = 42.8)

เสียงจากทีวีก็สำคัญ
หากคุณไม่ได้เอาทีวีไปต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านแล้วละก็ ลำโพงที่ให้มากับเครื่องจะเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะต้องพิจารณา ดังนั้นตอนทดสอบทีวีที่ร้านในประเด็นเรื่องเสียงคุณควรจะพิจารณาในแง่ต่างๆดังนี้

เสียงทุ้ม (Bass): ควรจะนุ่มลึกที่สุด เสียงทุ้มดังๆไม่ควรจะทำให้เครื่องทีวีสั่นหรือเสียงแตก หรือดังมากกว่าเสียงอื่นๆ
เสียงพูด: ควรจะคมชัด ไม่มีเสียงอู้อี้เหมือนอยู่ในกล่อง
เสียงแหลม: ควรจะมีเสียงที่สะอาด ลื่นไหล ไม่ดังกว่าเสียงอื่นๆ

ทีวีที่ดีควรจะส่งเสียงออกจากทีวีไปยังด้านข้าง ด้านหลังผู้ชม เพื่อให้ความรู้สึกของมิติของเสียง โดยไม่สูญเสียความรู้สึกในการรับชมออกไป

ถามตัวเองก่อนจะออกไปซื้อทีวี
คุณควรจะทำการบ้านด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องราคา หากไปดูแล้วปรากฏว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นราคาสูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ก็ให้กลับมาทบทวนใหม่ว่าควรจะลดความต้องการอะไรลง อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อตามคำเชียร์ของคนขาย เพราะพอกลับมาแล้วคุณอาจจะเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่คุณหวัง เช่นว่าน่าจะลดขนาดจอลง แต่เอาแบบ O-LED หรือว่าเพิ่มขนาดจอแต่เอาแบบ HD Ready ก็พอเป็นต้น

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรเลือกไปก่อนที่จะถึงร้าน

HD หรือ 4K
ทีวีแบบ 4K อาจจะดูสุดยอดที่ร้านแม้ว่าซื้อมาแล้วอาจจะไม่มีอะไรให้ดู แต่อาจจะเป็นการซื้อเผื่อไว้ก่อน แต่หากคุณซื้อจอทีวีที่เล็กกว่า 65 นิ้ว 4K อาจจะไม่จำเป็น เอาทีวีแบบ full HD ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

จอภาพขนาดเท่าไหร่
จากข้อแนะนำข้างต้นคุณก็น่าจะพอได้ไอเดียแล้วว่าทีวีที่จะซื้อควรมีขนาดจอเท่าไหร่ และยิ่งจอใหญ่ก็จะยิ่งแพง ซึ่งหากมองราคาตามร้านทั่วไปแล้วจะพบว่า ในกลุ่มจอภาพขนาดราวๆ 32 – 42 นิ้วนั้นราคาจะอยู่ในช่วงที่ไม่แพงมาก จอใหญ่กว่านี้ราคาเหมือนจะก้าวกระโดด และหากคุณซื้อทีวีแบบ 4K คุณจะนั่งดูใกล้ๆไม่ได้ เหมาะสำหรับห้องใหญ่ๆเท่านั้น

ดิจิตอลจูนเนอร์ DVB-T2
ปัจจุบันทีวีที่มีจำหน่ายอยู่อาจจะมีทั้งแบบมี DVB-T2 ในตัว และแบบที่ต้องต่อกับ set top box หากทีวีที่ท่านต้องการมีอะไรต่างๆครบขาดเพียง DVB-T2 จูนเนอร์เพื่อดีทีวีดิจิตอลเท่านั้น คุณก็อาจจะตัดสินใจซื้อได้เพราะราคากล่อง set top box ราคารวมสายอากาศก็ไม่เกิน 2,000 บาท หากความแตกต่างในเรื่องราคาทั้งสองแบบไม่มากคุณก็อาจจะเลือกแบบ DVB-T2 ไปเลย เพราะการต่อ set top box ต่างหากท่านก็อาจจะต้องใช้รีโมทสองอัน

ต้องการช่องต่อ HDMI กี่ช่อง
ทีวีในห้องรับแขกอาจจะมีการต่อเครื่องเล่นต่างๆหลายชนิด ไม่ว่าจะกล่องดาวเทียม เครื่องเล่นเกมส์ set top box ต่างๆ ดังนั้นคุณควรจะมองหาช่องต่อ HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง ถึงจะเหมาะสม

เอาอุปกรณ์เก่าๆมาต่อพ่วงหรือไม่
ถ้าคุณมีเครื่องเล่นแบบอนาลอกที่ยังไม่อยากทิ้ง เช่นเครื่องเล่นวิดีโอสมัยก่อน เครื่องเล่น DVD ที่ไม่มีช่องเสียบ HDMI เป็นต้น คุณควรจะตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณกำลังจะซื้อมีช่องต่อบรรดา AV ต่างๆมากน้อยแค่ไหน เครื่องเสียงที่ต่อจะมีช่อง Audio Out ให้อยู่หรือไม่

จะซื้อ LCD หรือ Plasma ดี
แน่นอนว่าจอภาพแต่ละแบบจะให้ภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่ควรคำนึงก็คือลองเปรียบเทียบว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นแบบไหน ผนังที่จะนำไปติดตั้ง สภาพห้องว่าร้อนหรือไม่ เพราะจอแบบ Plasma จะร้อนและอุณหภูมสูงกว่าจอ LCD และที่สำคัญในบ้านเราจอ Plasma ได้รับความนิยมน้อยลง อายุการใช้งานก็สั้นกว่า LCD

ต้องเอาทีวีไปแขวนผนังหรือว่าวางกับพื้น
ก่อนไปซื้อควรตรวจสอบให้ดีว่าผนังบ้านคุณนั้นเป็นหนังไม้ ผนัง smartboard ผนังปูนที่ก่ออิฐมอญ หรือผนังปูนจากอิฐบล้อค หรือว่าคอนกรีตมวลเบา เพื่อดูความแข็งแรงในการติดตั้งจอภาพ จากนั้นตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณจะไปซื้อมีอะไรมาให้บ้าง คุณอาจจะต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมในการติดตั้งให้เหมาะสมกับผนังห้องของคุณ

จะนำทีวีมาต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ คุณอาจจะต้องลองทดสอบเสียงที่ออกจากทีวีก่อนซื้อว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ลองเปิดให้เสียงดังที่สุดว่าดังประมาณไหนที่เสียงไม่แตกหรือตัวเครื่องไม่สั่น และดูว่าบทพูดฟังได้ชัดหรือไม่ และเสียงทุ้มต่ำลงไปได้ถึงใหน

แต่ถ้าคุณมืเครื่องเสียงอยู่แล้วที่บ้านและจำนำมาต่อกับทีวี ก็ไม่ต้องไปสนใจกับเสียงที่จะออกมาจากลำโพงทีวีมากนัก เพราะมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับเสียงที่จะได้จากเครื่องเสียงของคุณ

วิธีเลือกซื้อ tablet

วิธีเลือกซื้อ tablet

เนื่องจากปัจจุบันมีแท็บเล็ตออกมาให้เลือกซื้อกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อมาก วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำเทคนิคและวิธีการเลือกซื้อแท็บเล็ต สำหรับท่านที่กำลังสนใจ และตัดสินใจที่จะเลือกซื้อแท็บเล็ตมาใช้งานสักตัว แต่ยังเลือกไม่ถูกหรือไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร


1. iOS, Android or Windows?: ไอโอเอส, แอนดรอย หรือ วินโดวส์ดี?
สิ่งแรกที่เราต้องรู้จักและทำความเข้าใจก็คือระบบปฏิบัติการ แล้วระบบปฏิบัติการคืออะไร ? อธิบายแบบง่ายๆคือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์(ตัวเครื่อง)และซอฟท์แวร์(แอพลิเคชั่น) ตัวอย่างระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็พวก Windows ซึ่ง Windows Vista, 7, 8 ต่างๆเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการเช่นกัน และแท็บเล็ตก็จำเป็นที่ต้องมีระบบปฏิบัติการไว้สำหรับใช้งาน ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็จะมีระบบปฏิบัติการหลักๆอยู่ 3 ตัวในตลาดได้แก่

iOS ระบบปฏิบัติการจากค่าย Apple จุดเด่นของ iOS คงไม่พ้นความลื่นไหล ระบบการทำงานและระบบจัดการหน่วยความจำที่ดี ส่วนข้อด้อยเป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวที่ไม่รองรับ Flash (ไม่สามารถแสดงผลได้ แม้จะมีแอพฯช่วยก็ยังแสดงผลช้ามาก) และการเชื่อมต่อที่ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune เท่านั้น

- Android ระบบปฏิบัติการจากค่าย Google เดิมทีทาง Google ได้พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับมือถือสมาร์ทโฟน ต่อมาจึงมีการนำไปปรับปรุงแล้วใส่ในแท็บเล็ต ตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy Tab, HTC Flyer, Sony xperia z โดยตัวระบบปฏิบัติการที่ใช้นั่นจะมีการอัพเดตอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้การใช้งานมีความเสถียรมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.0 ชื่อว่า Android Froyo, 2.0 ชื่อ Ginger Bread ต่อมา Google ได้พัฒนาระบบเพิ่มเติมเพื่อใช้กับแท็บเล็ตคือเวอร์ชั่น 3.0 ชื่อ Honeycomb จากนั้นก็ส่งเวอร์ชั่นใหม่ตามมานั้นคือเวอร์ชั่น 4.0 ที่มีชื่อว่า Jelly Bean ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

- Windows ระบบปฏิบัติการจากค่าย Microsoft หลายคนที่ชินกับการใช้งาน Windows อยู่แล้ว การใช้งานส่วนใหญ่บนแท็บเล็ตก็จะไม่ต่างกันมากนัก แต่อย่างไรก็ตามหลายๆคนที่ใช้ windows 7 อยู่ก็อาจจะยังไม่คุ้น เนื่องจากในแท็บเล็ตจะเป็น Windows 8 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานคู่กับระบบสัมผัส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระบบนี้ก็ยังคงเป็นรองระบบ Android และ IOS เนื่องจากเพิ่งลงมาจับตลาดแท็บเล็ตได้ไม่นาน

2. CPU & GPU: เร็วขนาดไหนถึงจะพอ?
โดยการทำงานในทั้งสองส่วนจะมีหน่วยความเร็วเป็น GHz ซึ่งยิ่งมีมากก็แปลว่าเร็วมาก ในส่วนของ CPU นอกจากจะดูเรื่อง GHz แล้วยังมีในส่วนของ แกนสมองที่ใช้ทำงานหรือที่เรียกกันว่า CORE ต่ำสุดจะอยู่ที่ 1 core/single core ตัวอย่างเช่น 4 core/quad-core จะทำงานได้เร็วกว่า 2 core/dual-core ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานด้วยว่าใช้งานแบบไหน หากแค่ไว้ใช้งานพวกเช็คเมล ดูหนัง ฟังเพลง 2 core ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้าไว้ใช้เล่นเกมหนักดูหนังแบบ Full HD เลือกแบบ 4 core/quad-core ก็ดูจะเหมาะกว่า ในส่วนของ RAM ไม่ควรน้อยกว่า 1 GB น้อยกว่านี้ไม่เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายประเภท ดูหนัง ฟังเพลง และใช้งานด้านเอกสารควบคู่กันไปด้วย สเปคพื้นฐานสามารถดูได้ที่ข้างกล่องสินค้าและใบแนะนำสินค้าได้เลย

3. Wireless Connection: ส่งเพลง ส่งรูปแบบไร้สาย จำเป็นมั๊ย?
ส่วนใหญ่แท็บเล็ตจะมีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อ wi-fi และบลูทูธเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว (ในส่วนของแท็บเล็ตที่สามารถโทรออกได้ จะมีในส่วนของการใช้ 3G เพิ่มเข้ามา) แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบใหม่เพิ่มเข้ามาคือ NFC หรือ การรับส่งข้อมูลระยะใกล้ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าบลูทูธ แต่รัศมีการรับ-ส่งข้อมูลจะแคบกว่า NFC มีอยู่ในแท็บเล็ตเช่น Samsung Galaxy note 8 เป็นต้น ดังนั้นการเลือกซื้อแท็บเล็ตที่มีการเชื่อมต่อไร้สายที่หลากหลาย ก็จะช่วยให้สะดวกในการรับ-ส่งข้อมูล ไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมมาช่วย NFC สามารถค้นได้จากเมนู settings>connection (แต่ละยี่ห้อจะมีตำแหน่งการวาง NFC ไม่เหมือนกัน โปรดสอบถามจนท.)

4. Connection port: ช่องเสียบรอบตัว ช่องไหนคืออะไร?
แท็บเล็ตส่วนใหญ่จะมีช่องสำหรับเชื่อมต่อผ่าน USB อยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อไว้ใช้โอนถ่ายข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งใช้คู่กับกล้องดิจิตอลหรือมือถือ โดยไม่ต้องเสียเวลา sync ข้อมูลให้ยุ่งยาก ซึ่งทำให้ข้อมูลสูญหายได้ง่าย สำหรับ iPad ไม่มีช่องเสียบใดๆนอกจาก USB ติดมากับตัวเครื่องต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมถึงจะสามารถใช้งานได้ แต่สำหรับแท็บเล็ต Android และ Windows ส่วนมากจะมีช่องเสียบเพิ่มเติมติดมากับตัวเครื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริม ถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัวได้ สำหรับช่องเสียบต่างๆบนแท็บเล็ตนั้น แบ่งได้ดังนี้
- USB / Mini USB / micro USB – สำหรับเสียบ Flash Drive, External Harddisk, เม้าส์, คีย์บอร์ด
- HDMI / mini HDMI / micro HDMI – เอาไว้ต่อออกจอทีวี (ส่วนใหญ่จะมีใน Windows Tablet)
- SD / SDHC / microSD – กล้องดิจิตอลหรือกล้องวีดีโอส่วนมากจะใช้การ์ด SDHC หรือ SD ซึ่งเราก็สามารถนำไปเสียบเข้ากับแท็บเล็ตที่มีช่องเหล่านี้เพื่อทำการโอนถ่ายข้อมูลได้ทันที หรือถ้าเครื่องไหนมีช่องสำหรับใส่ microSD ก็สามารถใช้เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆได้มากกว่าความจุในตัวเครื่อง

5. Phone capabilities: โทรออกได้ แต่ไม่ใช่ทุกเครื่อง
แท็บเล็ตบางรุ่นสามารถใช้โทรออกได้เหมือนโทรศัพท์ทั่วไป จะช่วยเสริมให้คุณทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องพกอุปกรณ์สื่อสารหลายๆเครื่อง แต่ทั้งนี้ก็อาจจะไม่สะดวกสำหรับบางคนที่ไม่ชอบพกเครื่องมือสื่อสารเครื่องใหญ่ๆ แต่ก็ถือเป็นฟังก์ชั่นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถ้าต้องการแท็บเล็ตที่ทำได้ทุกอย่าง เครื่องเดียวครบ

6. Screen size and Resolution: ใหญ่หรือเล็ก? ชัดเท่าไหร่ดี?
ขนาดหน้าจอของแท็บเล็ตก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการเลือกซื้อ ขึ้นอยู่กับการใช้งานหรือความชอบของแต่ละคน ทั้งนี้การใช้งานหากเลือกขนาดที่เหมาะสมก็จะมีผลในการช่วยถนอมสายตา (หน้าจอเล็กไปอาจต้องเพ่งเวลาอ่านข้อความ) โดยจะขอแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็น 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มที่ใช้งานทั่วไป กลุ่มนี้หน้าจออาจไม่ต้องละเอียดมากนัก แต่ขนาดหน้าจออาจจะต้องใหญ่สักหน่อยเพื่อช่วยในการอ่านเอกสาร
2. กลุ่มใช้เพื่อความบันเทิง กลุ่มนี้ขนาดหน้าจอจะไม่สำคัญเท่าความละเอียด หากต้องการดูหนังแบบ HD หรือเล่นเกมแบบ HD หน้าจอควรจะต้องมีความละเอียดตั้งแต่ 1280 x 720 ขึ้นไป

7. Weight: หนักไปไม่ไหวนะ
น้ำหนักถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเรามักจะถือแท็บเล็ตใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากมีน้ำหนักมากเกิน 700 กรัมขึ้นไปการถือใช้งานจะไม่สะดวกเท่าไรนัก และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วการใช้งานคงจะไม่สะดวกเอาซะเลย (เหมือนกำลังยกดัมเบลอยู่ยังไงยังงั้น) ดังนั้นการเลือกแท็บเล็ตที่มีน้ำหนักเหมาะสมจะเป็นผลดีต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

8. Application: แอพฯ บันเทิงเริงใจ
เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมิติและประโยชน์ในการใช้งานของแท็บเล็ต ดังนั้นคุณจึงควรถามตัวเองก่อนว่าการซื้อแท็บเล็ตของคุณนั้น เน้นการใช้งานในด้านใด เนื่องจากทั้ง iOS, Android และ Windows จำนวนแอพลิเคชั่นที่มีให้เลือกซื้อก็มีมาก-น้อยไม่เท่ากัน หากคุณเป็นคนชอบใช้งานแอพฯใหม่ๆหรือเล่นเกมบนแท็บเล็ตเป็นหลัก Android กับ Apple ก็น่าจะเหมาะกับคุณที่สุด เพราะมีแอพลิเคชั่นให้เลือกใช้หลากหลาย

9. Prices: ถูกแล้วดี มีอยู่นะ
ข้อนี้อาจถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลัก ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วแท็บเล็ตยังเป็นอุปกรณ์ที่อาจจะทำงานจริงจังเทียบเท่าโน้ตบุ๊กไม่ได้ แต่ราคากลับใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊กมาก ดังนั้นหากตัดสินใจที่จะซื้อมาไว้ใช้งานก็ควรจะเลือกซื้อตัวที่ราคาไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับกลับมา

10. After sale service/Warranty: พังขึ้นมา ทำไงต่อดี?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากเกิดเราซื้อมาแล้วเครื่องมีปัญหา แม้จะเครื่องจะสเปคดีแค่ไหน ของแถมเยอะยังไง แต่สุดท้ายถ้าไม่มีบริการหลังการขายหรือใบประกันสินค้า พอถึงเวลาที่เครื่องมีปัญหา ก็ไม่สามารถนำไปใช้อะไรได้ เท่ากับซื้อเครื่องเปล่าๆมาไว้ประดับบ้านเท่านั้นเอง จึงควรเช็คให้แน่ใจว่าเครื่องที่เราซื้อมามีประกันกี่ปี ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าอย่างไรและมีศูนย์ซ่อมที่ไหนบ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกซื้อ Tablet สิ่งที่ควรคำนึงถึงที่สุดก็คือ จุดประสงค์ที่จะนำไปใช้

วิธีเลือกซื้อ iPhone มือสอง

วิธีเลือกซื้อ iPhone มือสอง

1. เราจะต้องดูตำหนิบนตัวเครื่องก่อนนะครับ ถ้าiPhone ยังอยู่ในประกัน แต่ถ้ามีรอยแตก หรือ บุบเข้าไป จะถือว่าหมดประกันศูนย์ทันทีครับ ดังนั้นเช็คดูรอบๆก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินด้วยนะครับ เพราะถ้ายังอยู่ในประกัน และหากมีปัญหาต้องส่งเข้าศูนย์ ศูนย์จะคิดเงินเป็นค่าเซฮร์วิสทันทีครับ (หากไม่มีรอยตกหรือบุบ ก็ไม่มีปัญหาครับ)

2. ลองทำการทดสอบช่องหูฟังเช่น เสียบหูฟังลองฟัง ลองพูดใส่สมอลทอร์คดูก่อนนะครับว่าติดและพูดคุยสื่อสารกันได้รู้เรื่องเป็นอันโอเค และ ลองทำการถอดออก พูดคุยกันปกติดูว่าเสียงไม่ขาดไม่หาย และ เขาได้ยินเสียงทางฝั่งเรารู้เรื่องเป็นอันยุติครับ

3. เราต้องทำการทดสอบลำโพงครับ โดยการเปิดเพลง หรือ ลองโทรเข้า เพื่อเช็คว่าระดับเสียงดังไม่มีปัญหา หรือ แตก และตำแหน่งต่อไปที่จะต้องเช็คคือ ตำแหน่งของช่องเสียบสาย USB ลองทำการเสียบสายดูว่าสายสามารถดันได้สุดหรือไม่ และ โยกมั้ย และจะให้ดี ทดสอบการชาร์ตไปด้วยครับ และที่สำคัญให้สังเกตุที่หัวน็อตดีๆด้วยนะครับ

4. เราต้องทำการทดสอบปุ่ม Home ให้เราลองกดปุ่ม Home ดูการตอบสนองของเครื่องว่าหน้าจอติด หรือ ออกจาก App ได้ไม่ต้องออกแรงกดมากนัก หรือ กด 2 ครั้งซ้อนดูว่า Multitask ติดขึ้นมาจากด้านล่างจอหรือไม่ หรือจะลองกดค้าง เพื่อดูว่าการสั่งงานเสียงติดปกติมั้ย หากไม่มีอะไรติดขัด และไม่ต้องออกแรง ถือว่าผ่านครับ

5. เราต้องทำการตรวจสอบกล้องหน้า (หากมี) ให้เราทำการลองทดสอบการถ่ายรูป และ บริเวณที่หู ให้เราทำการกดโทรออกและลองทำการสนธณาดูว่าเสียงฟังชัด ไม่ขาดหาย เป็นอันใช้ได้ และในระหว่างโทร ให้เราทำการเช็คเซ็นเซอร์หน้าจอด้วย หากแนบไปที่หูแล้วจอดับ แสดงว่าเซ็นเซอร์ปกติครับ ถือว่าผ่านหมด

6. เราต้องทำการเช็คปุ่มต่างๆและสวิตซ์ต่างๆบนตัวเครื่อง หากเครื่องใช้มานานแล้ว สวิคซ์ต่างๆ มักจะมีการหลวมบาง แต่กดได้ปกติ ต้องกดติดทุกปุ่ม ไม่ว่าปิดเปิด , ลดเพิ่มเสียง , สับสั่นเสียง , ต้องทำงานปกติทั้งหมด หากปุ่มใดปุ่มหนึ่งกดติดยาก ให้ผ่านได้เลยครับ

7. เราต้องทำการลองทดสอบโดยการใส่ซิมการ์ด ดูว่าเครื่องมีการรับสัญญาณปกติหรือไม่ ให้ลองทำการถอดซิมเข้า และดูสัญญาณ และ ถอดออกดูสัญญาณว่ามีการค้างหรือไม่ และเช็คหน้าจอไปด้วยในตอนเดียวกัน จะต้องไม่มีเดสไบร์ (จุดที่ไม่แสดงผลบนหน้าจอ) หรือ ต้องไม่มีไบร์ (จุดที่สว่างจุดเดียวบนหน้าจอ) และระดับแสงสว่างจะต้องติดเสมอกันทั้งหมด ไม่มีจุดเลือนลางบนหน้าจอ

8. ทำการเช็คกล้องหลังว่ามีการจับภาพได้ปกติหรือไม่ และ ถ้าหาก iPhone รุ่นที่ต้องการมีไฟแฟรชต้องทำการเปิดและเช็คว่าติดปกติ และถ่ายติดปกติหรือไม่ หากติดทั้งหมดและการจับภาพ , VDO ไม่มีปัญหาก็ถือว่าผ่านได้เลยครับ

9. ลองทำการค้าหาสัญญาณ WIFI ว่ามีการใช้งาน WIFI และ Bluetoolh ได้ปกติหรือไม่ และให้ลองเข้าไปปรับความสว่างสุดของหน้าจอ เพื่อหาเดสและไบร์บนหน้าจอด้วย รวมถึงเช็คการใช้งาน 3G,EDEG ด้วยเช่นกัน หากติดปกติทั้งหมด ถือว่าผ่านครับ

10. ให้ลองดูที่ Setting > General > About > เช็คตรง Model ว่าเป็นเครื่องศูนย์ไทยหรือไม่ ถ้ามีคำว่า MXXXX ลงท้ายด้วย TH นั้นหมายถึงเครื่องศูนย์ไทยและเป็นเครื่อง Unlock เราสามารถใช้งานซิมการ์ดได้ทุกระบบครับ และจะมีช่อง Serial Number หากเรามีโทรศัพท์หรือคอมที่เราต่อเน็ตได้ ให้ทำการเช็คประกันที่คงเหลือด้วยเผื่อมีปัญหาในอนาคตจะได้ส่งเข้าศูนย์เองได้

เท่านี้สิบขั้นตอนที่ทำให้เราได้ตรวจสอบ iPhone มือสองที่เราจะซื้อได้ ทำให้เราตัดสินใจได้เองว่า เราควรจะซื้อ หรือ ไม่ซื้อถ้าตรวจสอบครบทั้งหมดทุกขั้นตอนแล้ว เพราะ iPhone หากเสียขึ้นมาจะซ่อมกันแพงมากตามร้านทั่วไป ดังนั้นตาดีได้ตาร้ายเสียนะครับ

สุดท้ายท้าย

- เว็ปสำหรับเช็คประกัน iPhone , iPad >> ตรวจสอบประกัน Apple
- หากเครื่องตกน้ำมา iPhone จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องมีการแกะมาก่อน จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องเคยทำการเคลมมาก่อน Model เครื่องจะเปลี่ยนไปจาก TH เป็น LL , ZP ตามแต่ศูนย์บริการกำหนดครับ
- เครื่อง Unlock คือเครื่องที่ใส่ซิมได้ทุกประเทศใช้งานได้เลย จะมีตัวย่อที่ Model ดังนี้

1.Belgium (NF)
2.Czech Republic (CZ)
3.Greece (GR)
4.Hongkong (ZP)
5.Italy (T)
6.Luxembourg (NF,FB)
7.Macau (ZP)
8.Malaysia (ZA)
9.NewZealand (X) ( มีทั้งเครื่อง Lock และ Unlock )
10.Russia (RS)
11.Saudi Arabia (AB)
12.Singapore (ZA)
13.Slovakia เฉพาะ orange (SL)
14.South Africa (SO)
15.Taiwan (TA)
16.Thailand (TH)
17.Turkey เฉพาะ TurkCell (TU)

หมายเหตุ เครื่อง LL บางประเทศอย่าง US ก็มี Unlock เช็คก่อนด้วยการใส่ซิม

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ซื้อกล้องแบบไหนดี

ซื้อกล้องแบบไหนดี

1. ซื้อกล้องดิจิตอลอะไรดี
การเลือกซื้อกล้อง ก่อนอื่นต้องดูงบประมาณที่คุณมีก่อน เป็นอันดับแรก จากนั้นให้ดูรูปแบบสำคัญที่สุด ที่คุณอยากได้ เช่น พกพาสะดวก หรือ เอาซูมได้เยอะๆ หรือเอาพิกเซลมากๆ ให้ตั้งเงื่อนไขสำคัญไว้เพียง 1-2 ข้อเท่านั้น จากนั้นให้เลือกตามเงื่อนไขสำคัญนั้นเป็นหลัก อย่าสับสนกับลูกเล่นกระจุกกระจิกบางอย่าง ที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้ และจะทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป หรือสับสนจนเลือกไม่ถูก

2. ซื้อกล้องดิจิตอลคอมแพ็ค หรือ DSLR ดีกว่ากัน
ถ้าสิ่งต่อไปนี้ คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องการในอันดับต้นๆ คือ คุณภาพของภาพ ต้องการฝึกหัดการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ต้องการกล้องที่ควบคุมได้ดังใจ และทันใจ พร้อมถ่ายได้ทันที ตอบสนองการถ่ายภาพแบบปุ๊บปั๊บได้ หรือต้องการกล้องที่ทนทานใช้งานได้นาน ไม่ได้ต้องการกล้องที่พกติดตัวตลอด 24 ชม. ถ้าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องการ DSLR คือคำตอบสุดท้ายของคุณ

3. ถ้ากล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค ทำไมคนถึงยังซื้อกล้องคอมแพ็คกัน
เพราะข้อดีของกล้องคอมแพ็ค คือ พกพาง่าย ใช้งานง่าย ราคา(โดยส่วนใหญ่) ไม่สูงนัก และบางคนไม่ได้ต้องการคุณภาพอะไรมาก ขอแค่กล้องที่ถ่ายบันทึกเรื่องราว ในชีวิตประจำวัน หรือตอนไปท่องเที่ยวเท่านั้น กล้องคอมแพ็คคือคำตอบสุดท้ายสำหรับเขาเหล่านั้น

4. ทำไมถึงว่ากล้องคอมแพ็ค คุณภาพของภาพสู้กล้อง DSLR ไม่ได้
จุดสำคัญที่ทำให้กล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็คในแง่คุณภาพ คือ ขนาดของตัวรับภาพของกล้อง DSLR มีขนาดใหญ่กว่ากล้องคอมแพ็คมากๆ เมื่อตัวรับภาพมีขนาดใหญ่ จึงทำให้สามารถบันทึกภาพได้ดีกว่า โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง noise หรือจุดรบกวนในภาพจากกล้อง DSLR จะมีน้อยกว่าภาพจากกล้องคอมแพ็คมาก หรือ การเก็บรายละเอียด การไล่น้ำหนักของสีสันในภาพ จะทำได้ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค

5. ประกันศูนย์ กับ ประกันร้าน ต่างกันอย่างไร
ประกันศูนย์ คือประกันที่ ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นผู้ให้การรับประกันกล้องหรืออุปกรณ์นั้นๆ ส่วนประกันร้าน คือ ร้านค้าปลีกที่ขายกล้องให้คุณ เป็นคนให้การรับประกันเอง จะมีบางร้านบอกว่า เสียซ่อมศูนย์ อันนั้นก็อย่าสับสนว่าเป็นประกันศูนย์ ยังคงเป็นประกันร้านอยู่ เพราะเฮียเจ้าของร้านเป็นคนบอกว่าจะซ่อม หรือไม่ซ่อมกล้องของคุณ ไม่ใช่ช่างที่ศูนย์ ดังนั้นอย่าสับสน


6. ซื้อกล้องจากเมืองนอกหรือเมืองไทยดี
ถ้าเป็นเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว จะบอกว่าให้ไปซื้อที่เมืองนอก แต่มา พ.ศ. นี้ แล้ว กล้องบางยี่ห้อยังผลิตในเมืองไทยเลย แล้วคุณจะไปซื้อจากเมืองนอกกันทำไมให้เมื่อยตุ้ม ภาษีนำเข้ากล้องก็ 0% ศูนย์บริการเมืองไทยก็มี แล้วจะไปซื้อต่างประเทศ ให้เสี่ยงโดยหลอกทำไม โดยเฉพาะเผลอๆจะโดนต้มโดนฟัน ขายกล้องย้อมแมวให้อีก จะบินกลับไปต่อว่าคนขายก็คุยกันคนละภาษา ฟันธงเลยว่าซื้อเมืองไทย สบายใจกว่าเยอะครับ

7. กล้องยี่ห้ออะไรดีที่สุด
ซื้อกล้องยี่ห้อที่คุณชอบ เป็นคำตอบสุดท้ายครับ ไม่ได้กวน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนเราต่างจิตต่างใจ ใครชอบยี่ห้ออะไร ซื้อยี่ห้อนั้นครับ แต่ควรดูเรื่องศูนย์บริการ และบริการหลังการขายด้วยครับ ลองเข้าไปดูรายละเอียดจากเว็บบริษัทครับ Canon, Nikon, Sony, Samsung, FujiFilm เป็นต้น

8. ซื้อที่ร้านไหนดี
ร้านแต่ละร้านมักจะมีจุดเด่นคนละแบบ บางร้านเน้นบริการดี แต่อาจจะราคาสูงกว่าหน่อย ก็เหมาะกับคนที่ต้องการความสบายใจ บางร้านเน้นราคาถูกอย่างเดียว ก็ดูเรื่องรับประกันด้วยเพื่อความสบายใจในภายหลัง บางร้านก็เน้นอยู่ในห้างใหญ่ บางร้านเน้นขายทาง internet แต่เอาเป็นว่า ถ้าในกรุงเทพ มีแหล่งซื้ออยู่คร่าวๆดังนี้ ย่านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, ย่านสามย่านมาบุญครอง, ย่านพลับพลาไชย, ย่านบางรัก, ฟอร์จูนทาว์น, พันธ์ทิพย์

9. ซื้อกล้องกี่ล้านพิกเซลดี
อยู่ที่ว่าเอาภาพไปใช้งานอะไร ถ้าถ่ายทั่วๆไปไว้ดูในครอบครัว อัดขยายแค่ 4x6 นิ้ว(ภาพจัมโบ้ปกติ) หรืออย่างมากก็แค่ขนาด A4 ก็ซื้อแค่ 5-6 ล้านก็เหลือเฟือ ถ้าเอาภาพไปใช้งานสิ่งพิมพ์ หรือขยายใหญ่กว่า A4 ก็ควรใช้ราวๆ 6-8 ล้าน หรือมากกว่านั้น

10. จะหาคู่มือภาษาไทยได้ที่ไหน
ลองสอบถามจากทางตัวแทนจำหน่ายดูครับ เดี๋ยวนี้เขาค่อนข้างใจดี อาจจะหยิบยืมถ่ายเอกสารได้ครับ

วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล

วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล


1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่า คุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใด ในการหาซื้อกล้อง ดิจิตอลสักตัว เพราะราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำ อะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และ คุณภาพที่ดีขึ้น จนถึงหลักแสนหรือหลายๆ แสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาท ก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่า คงไม่ต้องนำมาพิจารณา ให้ปวดหัว

2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะ เขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์ ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก แต่ราคาก็แพงกว่า อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)

3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็จะเก็บรายละเอียด ของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/ สี หรือ 12 บิต/สี หมายความว่า สีธรรมชาติ มี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบเท่ากับฟิล์ม สไลด์ดีๆ นี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบาง ยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้น ที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเอง มีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี (อันที่จริงก็เยอะแล้ว เพราะ จะได้ 24 บิตที่ RGB แสดงสีได้ 16.7 ล้านเฉดสี) แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปร มักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆ เลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อย จะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้ม แดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่า ก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็น (สไลด์โปรจะทำได้ดีกว่า)

4. ดูความละเอียดต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอล เรามักจะได้ยินคน บอกว่า ตัวนี้ 3 ล้านพิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่ เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือ หรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่น ในโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่า ขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560 x 1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล เป็นต้น

5. Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้า เราดูที่ขนาดภาพตามสเปค อาจจะแปลกใจ เพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะ มีการใช้เทคโนโลยีบางอย่าง เพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็น ต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD แต่ก็จะดีกว่ากล้องรุ่นที่มีความละเอียดแบบ Effective เท่ากัน อย่างไรก็ตามก็นับว่า เป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิม โดยใช้เทคโน โลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพ ไปเพิ่มความละเอียด ด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photo shop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มี ความละเอียดสูงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า ขนาดไฟล์ที่ได้จะใหญ่มาก กินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่ บันทึกเตือนความจำ หรือใช้ส่งอีเมล์ หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ ซึ่งต้องมาลด ความละเอียด ด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆ ให้เหลือ แค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่ จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงาน ที่จะนำไปใช้ เช่นกล้อง Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น

7. การตอบสนองหรือ Response อันนี้ กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมด ไม่ยอมระบุไว้ใน สเปคกล้องของตัวเอง ยกเว้นกล้องคอมแพค ระดับไฮเอนด์ หรือดิจิตอล SLR จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลยครับ บางรุ่นตอบสนองตั้งแต่ เปิดสวิตซ์กล้องแล้ว พร้อมที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาที แทบไม่ต่างกับกล้อง ออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่า ใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนา ที่ดีขึ้นตามลำดับ ต่อไปกล้องดิจิตอลราคาประหยัด ก็จะมีการตอบสนอง ที่รวดเร็วไม่แพ้กล้องไฮเอนด์ ที่มีราคาแพง

8. Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์ หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆ จะ ช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพ ที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่ง จะถูกพักเก็บไว้ก่อนด้วยบัฟเฟอร์ ก่อนที่จะบันทึกลงในการ์ดต่อไป (ขณะบัน ทึกมักใช้ไฟสีเขียวหรือสีแดง กระพริบเตือนให้ทราบ) วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะ ก็จะถ่ายต่อเนื่อง ได้ เร็วและได้หลายๆ ภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่า ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดชัตเตอร์ต่อไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายภาพต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพ ลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน และการที่มี บัฟเฟอร์มากเมื่อกดชัตเตอร์ไปแล้ว สามารถเปิดดูภาพซูม ขยายดูส่วนต่างๆ ของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย

9. ไฟล์ฟอร์แมท RAW กล้องระดับ ไฮเอนด์ที่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่ เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่นดิจิตอล SLR ของ Nikon รุ่น D1x ในไฟล์ ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็กกว่าฟอร์แมท TIFF โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลงเหมือนกัน แต่การเปิดชมภาพ ต้องใช้กับซอพท์แวร์ ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น ไม่สามารถเปิดจากโปรแกรม Adobe Photoshop หรือโปรแกรมตกแต่ง ภาพอื่นๆ นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่ง หรือ แก้ไขภาพ ที่ถ่ายมาไม่ดีให้ดี เหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่น การปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง หรือ การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น สำหรับคอม แพคดิจิตอลในปัจจุบันมีหลายรุ่นที่มีฟอร์ แมท RAW เช่น Canon PowerShot G3, Nikon Coolpix 5700 เป็นต้น

10. ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จัก ไวท์บาลานซ์ในกล้องวีดีโอ ซึ่ง ใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมี ระบบปรับไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพ ถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้ง หรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์ม ซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวัน ที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงกลางวัน หรือ แสงแฟลชเท่านั้น ถ้าอยู่ในที่ร่มอุณหภูมิสีจะสูงภาพจะมีโทนสีฟ้า หรือช่วงเย็นอุณหภูมิสีต่ำ ภาพจะมีโทนสีส้มแดง แต่กล้องดิจิตอล จะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีก แต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน เช่น แสงดวงอาทิตย์ แสงในที่ร่ม แสงจากไฟฟลูออเรส เซ้นท์ในอาคาร แสงไฟทังสเตน เป็นต้น กล้องบางรุ่น มีระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ โดยจะถ่ายภาพ 3 หรือ 5 ภาพติดต่อกัน แต่ละภาพ มีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน จากนั้นเลือกเก็บไว้ เฉพาะภาพที่มีโทนสีถูกต้อง สมจริงมากที่สุด หรือจะปรับแก้อุณหภูมิสี ด้วยซอพท์แวร์ที่แถมมา พร้อมกับกล้องก็ได้

11. กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัด จะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อยจะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาด เล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง เช่น Minolta Dimage 7i หรือ 7Hi ใช้เลนส์ 7.2-50.8 มม. เทียบเท่ากับ 28-200 มม. ถ้าเป็นเลนส์ซูมที่เริ่มต้นด้วยมุมกว้างมากกว่า จะใช้ประโยชน์ในที่แคบๆ ได้ดีกว่า เช่น เริ่มที่ 28 มม. หรือ 30 มม.

12. ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ ไม่เป็นไร เวลาดูโฆษณา กล้องดิจิตอลว่า ซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดูที่ Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3X ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม. และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2X รวมแล้วซูมได้ 6X คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม. นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น ไม่ใช่ว่าซูมได้มากๆ โดยที่ความละเอียดเท่าเดิม หากคุณใช้ Optical ซูม 3 เท่า ถ่ายภาพที่ 3 ล้านพิกเซล แล้วเอารูปมา ครอปหรือตัดส่วนให้เหลือ 1.5 ล้านพิกเซล เท่ากับว่ารูปนั้นถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูม 6 เท่าเช่นกัน แต่ถ้าใช้ดิจิตอลซูม ตั้งแต่แรก ก็จะสะดวกขึ้นบ้าง ตรงที่ไม่ต้องมาตัดส่วนภาพทีหลัง และกล้องดิจิตอล บางรุ่น เมื่อใช้ดิจิตอลซูม คุณภาพจะไม่ลดลง (ลดแต่ขนาดภาพ) ต่างกับกล้องวีดีโอ ยิ่งซูมดิจิตอลมากเท่าไหร่ก็หยาบมากขึ้น เพราะเอาภาพที่มีอยู่แล้ว มาขยายใหญ่นั่นเอง แต่บางรุ่นใช้วิธีตัดส่วนภาพแล้วขยายไฟล์ ให้มีขนาดใหญ่เท่าเดิม วิธีนี้คุณภาพ จะลดลงแน่นอน

13. จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่า อุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี่ เพราะส่วนนี้ใช้ พลังงานจากแบตเตอรี่มาก ขนาดไม่ได้ใช้เปิดจอทิ้งไว้ไม่นาน แบตเตอรี่ที่ซื้อมาใหม่ หรือชาร์จมาเต็มๆ ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดี ควรจะปรับความสว่างได้ และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมอนิเตอร์ ที่ให้สีผิดเพี้ยน (แม้ว่าภาพจะให้สีถูกต้อง เมื่อเปิดจากคอม พิวเตอร์) จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่า รูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ อย่าลืมดูสเปคด้วยว่า มีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมขยายภาพได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพ ได้เต็มๆ ว่าแต่ละจุดคมชัดแค่ไหน ระยะชัดลึกครอบคลุมหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ดีจะได้ถ่ายใหม่ กล้องบางรุ่น เช่น Sony DSC-F717 ออกแบบให้พลิกตัวกล้องกับเลนส์ได้ ทำให้สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูง หรือ มุมต่ำ บางรุ่นพลิกหมุนได้รอบ เช่น Canon G3 กล้องบางรุ่น ใช้จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่มาก เช่น 2.5 นิ้ว ในขณะที่ส่วนใหญ่ มีขนาดเพียง 1.5 หรือ 2 นิ้ว ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า บางรุ่นแถมฮูดบังแสงมาให้ด้วย โดยออกแบบเป็น บานพับ เช่น Panasonic DMC-LC5 หรือ Fujifilm FinePix M603 เป็นต้น

14. บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูก เล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น ส่วนใหญ่ จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ สามารถเปิดฟังก็ได้เ มื่อใช้โหมดเปิดชมภาพ จากจอมอนิเตอร์ หรือ จากคอมพิวเตอร์

15. Optical Viewfinder ในเมื่อการ ดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรี่มาก เราก็ควรมาดูภาพจากจอแบบออฟติคัล แทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการซูมให้สัมพันธ์ กับทางยาวโฟกัสของเลนส์ แต่กล้องบางรุ่น ไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้ จึงควรดูสเปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพ ออฟติคัล คือ ไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้ จะเกิดการเหลื่อมล้ำกัน ต้องดูภาพด้านบน ไม่ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพใกล้ ก็อาจใช้วิธีดูภาพ จากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่น จอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว กับดูเมนูต่างๆ เท่านั้น

16. วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่ง ดิจิตอลแบบคอมแพคส่วนใหญ่ ถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย รูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่มักมีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 หรือรุ่น M603 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 พิกเซล หรือขนาด VGA เท่า กับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อน ไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ Quick Time โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/ วินาที ขนาดไฟล์เล็กมาก เหมาะสำหรับ ใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ภาพที่ได้จะดูกระตุกนิด หน่อย สำหรับรุ่นที่สเปคระบุว่า ถ่ายวีดีโอที่ ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที ภาพจะดูนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ ไม่ต่างกับกล้องวีดีโอทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่จะถ่ายเป็นวีดีโอคลิปสั้นๆ ไม่เกิน 30 หรือ 60 วินาทีต่อครั้ง บางรุ่นถ่าย ภาพได้นานตามจำนวนความจุของการ์ด

17. ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบ ทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวด เร็วไม่แตกต่างกันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบ หรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะ ปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้ แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัส มักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัส จะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ (สัญลักษณ์รูปภูเขา) สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณา ดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่า มีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่น จะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง (เหมือนกล้องวีดีโอ) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ไม่ดี เท่ากับมาโครที่ช่วงเทเล ลองซูมเลนส์ที่ช่วงเทเลดู แล้วถ่ายภาพใกล้ๆ ดูว่าได้มากน้อยแค่ไหน

18. ระบบแฟลช กล้องคอมแพค ดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโน มัติ เมื่อแสงน้อยเกินไป และมีระบบแฟลช กับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลช ถ่ายภาพเวลากลางคืน ฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลช ที่ม่านชัตเตอร์ที่สอง เพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพ เคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดง เมื่อใช้ถ่ายภาพคน ในระยะใกล้ แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลชภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม เช่น Canon PowerShot G3, Minolta Dimage 7Hiและ Nikon CoolPix 5700 จะมีฮอทชูเสียบแฟลชมาด้วย สำหรับนำแฟลชของกล้อง 35 มม. มาใช้ เป็นการเสริมประสิทธิภาพของกล้องให้สูงมากยิ่งขึ้น

19. ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนัก ส่วนใหญ่มีระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสง หรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชั่นปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนแสง หรือ ภาพที่มีฉากหลังมืดทึบ เพื่อให้ได้ภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมี ระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพ มีค่าแสงที่แตกต่างกัน ตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ ภาพพิเศษบางอย่าง

วิธีเลือกกางเกงยีนส์

วิธีเลือกกางเกงยีนส์


ทำไมคนทั่วโลกถึงหลงรักกางเกงยีนส์ ก็เพราะกางเกงยีนส์สวมใส่ง่ายไม่ตกยุค ใส่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ในผู้หญิงจะช่วยให้ดูเพรียวและเซ็กซี่ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก

วิธีการเลือกซื้อกางเกงยีนส์ ดังต่อไปนี้
- เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพักเนื้อผ้าจะขยายออก 10%
- ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
- เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
- อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
- นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
- รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
- ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
- อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
- ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)

วิธีเลือกแว่นให้เหมาะกับรูปหน้า

วิธีเลือกแว่นให้เหมาะกับรูปหน้า

แค่พกเอาไว้ หยิบขึ้นมาใส่ทีไรก็หล่อ! ขอเชิญหนุ่ม ๆ มาเปลี่ยนหน้าป่วยเป็นหน้าเป๊ะ! ด้วย “แว่นกันแดด” ไอเท็มอัพลุคสุดเท่ที่ขาดไม่ได้สำหรับชายหนุ่ม แต่สำหรับบางคนที่ยังกลัดกลุ้มว่า ทำไมใส่แว่นกันแดดทีไร เพื่อนก็ฮาได้ฮาดี อ้าว! ก็แว่นกันแดดที่คุณพี่เลือกใส่มันเหมาะกับใบหน้าไหมล่ะนั่น มาเช็คกันให้ชัวร์ก่อนใส่ รับรองเลยว่ารูปหน้าแบบไหนก็หล่อเป๊ะได้ด้วยแว่นอันเดียว!


หน้าสั้น
หน้าสั้นจนไม่มั่นใจ อาจทำให้หนุ่ม ๆ หลาย ๆ คนไม่มั่นใจที่จำใส่แว่นกันแดดแฟชั่น ต่อไปนี้ขอให้ยืดอกมั่นหน้า แล้วมองหาแว่นทรงวงรี เพื่ออำพรางให้ใบหน้าแลดูยาวเรียวขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ ลองดูสิ เพียงเท่านี้หนุ่มหน้าสั้นก็เท่จนสาว ๆ ใจสั่นได้แล้ว


หน้ายาว
หน้ายาวเรียวขนาดนี้ ขอให้คุณเลือกแว่นที่มีทรงเหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นกรอบแบบสี่เหลี่ยมไปเลย แว่นทรง Wayfarers สุดฮิตที่มีกันแทบทุกคน หรือจะเป็นแว่นทรงกรอบมน ๆ สักหน่อยก็ได้ เพื่อพรางไม่ให้รูปหน้าคุณดูยาวยืดไปกว่าเดิม หรือถ้าอยากเพิ่มความน่าสนใจ ลองเลือกใส่แว่นทรงกลมไปเลยเป็นไง เท่เหนือกาลเวลาเลยขอบอก! แต่ขอให้เลี่ยงแว่นที่จะทำให้หน้าคุณดูยาวขึ้นอีกอย่างแว่นทรงวงรี เพียงทำตามนี้ความหล่อก็เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ! จริงไหมพ่อหนุ่มหน้ายาว


หน้าเหลี่ยม
หน้าทรงเหลี่ยม หน้าทรงหม่ำ กรามนำขนาดนี้ ขอให้คุณเลือกทรงแว่นที่มีลักษณะโค้งมน ทรงวงรี หรือจะพรางความเหลี่ยมโดยการเลือกแว่นที่มีเลนส์ขนาดใหญ่ กรอบมนสักหน่อย เพื่อช่วยให้หน้าเหลี่ยมบานของคุณดูมีมิติโค้งเว้าขึ้น ไม่เหลี่ยมจัดอีกต่อไป และสำหรับทรงแว่นที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ไกล สำหรับชายที่มีหน้าเหลี่ยมก็คือ แว่นทรงเหลี่ยม ๆ นี่ล่ะ จำไว้นะอย่าเผลอไปใส่ให้เพื่อนต้องแซว


หน้ากลม
หน้ากลมเป็นปมมาแสนนาน แต่คุณสามารถเปลี่ยนหน้ากลมบานให้ดูดีขึ้นได้ด้วยการเลือกแว่นกันแดดที่เป็นทรงเหลี่ยม หรือทรงเวย์ฟาเรอร์ (Wayfarers) สุดฮิต ก็ยังได้ หรือจะเลือกใส่แว่นทรงเหลี่ยมที่มีกรอบใหญ่และหนา ก็จะช่วยพรางใบหน้ากลม ๆ แล้วยังทำให้รูปหน้าดูมีเชฟมากขึ้น ไม่กลมบล็อกอีกต่อไป เพียงทำตามนี้ ไม่ว่าคุณจะหน้ากลมระดับไหน ก็สามารถแก้ไขให้ดูดีได้ แค่เลือกแว่นที่มีสไตล์และเหมาะกับใบหน้า คราวนี้ล่ะหน้ากลม ๆ ก็เท่บรมได้เหมือนกัน!

หน้ารูปไข่
โชคดีอะไรขนาดนี้ จะแว่นทรงกลม ทรงรี ทรงเหลี่ยม ทรงเอวิเอเตอร์ (Aviator) สุดฮิต หรือทรงไหน ๆ คุณก็ใส่ได้เหมาะแบบไม่ต้องคิดมาก แต่บางทีคุณน่าจะลองเลือกสวมใส่แว่นตากันแดดทรงแฟชั่นแบบแหวก ๆ ดูบ้างดีไหม จะได้ไม่น่าเบื่อเกินไป ลองเลย! พ่อหนุ่มหน้าไข่ใส่อะไรก็เป๊ะ! ไม่ว่าจะรูปหน้าทรงไหนก็อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะใบหน้าแต่ละแบบก็มีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าจะให้ชัวร์ เช็ครูปหน้าสักนิดก่อนคิดจะซื้อแว่นกันแดดก็ดี เพียงทำตามเคล็ดลับนี้คุณก็ดูดีได้ ไม่ว่าจะมีรูปหน้าแบบไหน หนุ่ม ๆ ก็หล่อมั่นใจได้แบบคูณสองไปเลย

วิธี burn หูฟัง ลำโพง

วิธี burn หูฟัง


การ burn-in หรือที่มักเรียกติดปากคนไทยว่าการเบิร์นนั้นจริงๆถ้าจะเทียบก็คล้ายๆการ run-in รถยนต์ใหม่ให้เครื่องเข้าที่ครับ แต่หลายๆท่านจะเข้าใจว่าหูฟังนั้นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า จะไปเทียบกับรถยนต์ไม่ได้ แต่จริงๆแล้วหูฟังจะมีพวกแผ่นไดอะแฟรมที่เคลื่อนไหวให้เกิดเสียงครับ การ "burn-in" หูฟัง หรือลำโพงนั้นก็คือการทำให้แผ่นไดอะแฟรมเหล่านี้เข้าที่เข้าทาง มีการให้ตัวตามที่ควรจะเป็นไม่ได้ตึงแน่นเหมือนกับตอนที่เขาประกอบมาจากโรงงานครับ ซึ่งเมื่อ "burn-in" เข้าที่เข้าทางแล้วคุณภาพเสียงที่ออกมาจากหูฟังก็จะไม่เปลี่ยนไปจากนั้นแล้วครับ เพราะไดอะแฟรมจะเข้าที่แล้ว

ถ้าจะ "burn-in" หูฟังหรือลำโพงควรจะทำอย่างไร?
การ "burn-in" นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ แค่ต่อหูฟัง หรือลำโพงเข้ากับแหล่งกำเนิดเสียง จะเป็นวิทยุ AM/FM หรือ CD หรือ MP3 ก็ได้ครับ แล้วก็เปิดให้มีเสียงออกมาจากหูฟังไปเรื่อยๆต่อเนื่อง เท่าที่อ่านดูจากหลายๆแห่งก็แนะนำให้ "burn-in" เป็นระยะเวลาสัก 100ชั่วโมงขึ้นไป หูฟัง หรือชุดลำโพงนั้นก็จะเข้าที่เข้าทางแสดงเสียงออกมาดูดีมีราคาขึ้นกว่าตอนที่ซื้อมาครับ แต่ถ้าไม่อยากจะเปิดเพลงทิ้งให้หูฟัง "burn-in" ต่อเนื่องก็จะสามารถใช้ฟังเพลงตามปรกติไปเรื่อยๆได้ครับ ก็ถือว่า "burn-in" ได้เช่นกัน แต่แบบนี้กว่าจะ "burn-in" ได้ที่ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าสักระยะหนึ่ง ดังนั้นหลายๆคนจึงเลือกที่จะ "burn-in" หูฟังทิ้งไว้ต่อเนื่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงครับ นอกจากจะ "burn-in" ด้วยเพลง หรือสัญญาณเสียงจากวิทยุแล้ว บางท่านก็จะมีโปรแกรมสำหรับ generate คลื่นเสียงออกมาสำหรับ "burn-in" หูฟังโดยเฉพาะครับ ลองหาโหลดมาใช้ได้ ซึ่งผลที่ได้รับในท้ายสุดก็คือไดอะแฟรมจะถูกปรับสภาพให้เข้าที่เช่นกันครับ ก็เลือกวิธีตามสะดวกได้เลยครับ ส่วนระหว่างการ "burn-in" นั้นจะเอาหูฟังมาสวมฟังเพลงไปเลย หรือจะเอาไปยัดใต้โต๊ะก็ได้เช่นกันครับ

จำเป็นที่จะต้อง "burn-in" หูฟังให้เสร็จก่อนที่จะนำไปใช้จริงหรือไม่?
ไม่จำเป็นครับอย่างที่บอกไว้แล้วคือแล้วแต่สะดวก เพราะถึงแม้ว่าจะแกะกล่องออกมาแล้วใช้งานเลย ใช้ไปสักระยะนึงหูฟังก็จะเข้าที่เข้าทางเช่นกัน ก็เป็นการ "burn-in" ชนิดหนึ่งได้ แต่หลายๆคนอยากจะให้เสียงของหูฟังเข้าที่ก่อนที่จะนำมาใช้งานจริง ก็มักจะเลือกที่จะทำการ "burn-in" ก่อนนำมาใช้งานจริง แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องลำบากครับ

จำเป็นหรือไม่ที่หลังจาก "burn-in" แล้วเสียงของหูฟังจะดีขึ้นกว่าตอนซื้อมาใหม่มาก?
ข้อนี้ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ต้องแล้วแต่รุ่น หรือแล้วแต่หูฟังแต่ละตัวเลยครับ บางตัวที่ประกอบมาแล้วพอดีชิ้นส่วนต่างๆเกือบจะเข้าที่อยู่แล้วพอ "burn-in" เสร็จก็แทบจะไม่เห็นผลเท่าใดนัก แต่บางตัวที่ส่วนประกอบไดอะแฟรมค่อนข้างจะตึงมากพอ "burn-in" แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากอย่างเห็นได้ชัดครับ การ "burn-in" เป็นการทำให้หูฟังเข้าที่ตามที่มันควรจะเป็นเฉยๆ ไม่ใช่การทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นนะครับต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย

การ "burn-in" นานเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียหรือไม่?
การ "burn-in" นั้นอย่างที่บอกไว้คือการทำให้ชิ้นส่วนขับเสียงของหูฟังเข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรจะเป็น และเมื่อ "burn-in" ถึงจุดนั้นแล้วชิ้นส่วนต่างๆก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นแล้ว ฉะนั้นถึงจะ "burn-in" นานกว่าเดิมไปเท่าไรเสียงก็จะยังคงเหมือนจุดที่ "burn-in" เข้าที่พอดีครับไม่มีผลใดๆ

ระดับเสียงที่ใช้ระหว่าง "burn-in" ควรจะเป็นที่ประมาณเท่าใด?
ระดับเสียงที่จะใช้นั้นก็ประมาณที่เราใช้ฟังเพลงปรกติและสบายหูละครับ หรืออาจจะดังกว่าที่เราฟังปรกตินิดๆหน่อย เพราะถ้าเปิดเสียงดังมากไปอาจจะสร้างความเสียหายให้หูฟังเสียไปได้เลยครับ ดังนั้นเสียงไม่ควรที่จะดังมากไปครับ แต่ถ้าเสียงเบามากไปก็จะไม่ค่อยมีผลในการ "burn-in" เช่นกันครับ

หวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยไขข้อข้องใจไปบ้างนะครับ ทิ้งท้ายไว้นะครับว่า "burn-in" ไม่ใช่วิธีพิเศษอะไรที่จะทำให้หูฟังคุณภาพต่ำมีเสียงระดับหูทิพย์ฟัง แค่เป็นการทำให้ชุดหูฟังเข้าที่เข้าทางเปล่งเสียงออกมาได้ตามสเป็คที่โรงงานผลิตออกมาเท่านั้นครับ

วิธี download youtube

วิธี download youtube

สำหรับคนที่ชอบโหลด VDO เพลง MV เก็บไว้กับตัวใน youtube วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ มาแนะนำอีก 1 วิธี

1. เปิดหน้า youtube ของคลิปที่อยากโหลดเก็บไว้ขึ้นมาก่อน

2. เปิดเว็บ keepvid.com อีก 1 หน้าต่าง

3. จากนั้น copy url หน้าเวป youtube ที่ต้องการ ไปใส่ในช่อง
ตัวอย่าง url เช่น http://www.youtube.com/watch?v=xxxxxxxxxxxxxxx


4. หลังจากcopy url ไปวางแล้ว ให้ กดปุ่ม DOWNLOAD ด้านขวามือเลยได้เลย






5. จะปรากฎลิงค์ขึ้น คำว่า Dowload Link ให้คลิกที่ ลิงค์นั้นได้เลยค่ะ













6. จะขึ้นหน้าจอให้ save เราก็เลือก save ลงเครื่องของเราได้เลยครับ


วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คถูกแยกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. โน๊คบุ๊ค : เป็นคอมพิวเตอร์พกพาทั่วไป มีฟังก์ชันการใช้งานครบรัน 2. อัลตร้าบุ๊ค : เป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่มีลักษณะบางและน้ำหนักเบา มีความสามารถในการใช้งานได้ไม่ต่างจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่มีข้อจำกัดที่ราคาค่อนข้างสูงและมีฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูลน้อยกว่า 3. โน๊คบุ๊คแบบไฮบริด : คอมพิวเตอร์พกพาลูกผสมระหว่างโน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ต รองรับการใช้งานในระบบมัลติทัชสกรีน สามารถแยกตัวเครื่องหน้าจอและคีย์บอร์ดออกจากกัน สำหรับใช้งานเป็นแท็บเล็ตพกพาได้ สำหรับวิธีการเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คแบ่งออกได้ดังนี้


1. เชื่อว่าหลายๆคนที่มีความชอบในแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอยู่แล้ว คงจะพุ่งเป้าเดินไปหาแบรนด์เหล่านั้นอย่างไม่ลังเล แต่สำหรับบางคนแล้วดีไซน์ วัสดุที่ใช้ น้ำหนัก รวมทั้งตัวเครื่องภายนอกและสีสัน นับเป็นประเด็นแรกๆในการพิจารณา

2. เมื่อดูจากตัวเครื่องภายนอกแล้ว ผู้ซื้อต้องคำนึงด้วยว่ามีความต้องการคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไว้ใช้ทำอะไร? จะใช้ทำงาน, เล่นเกม หรือใช้งานทั้งสองอย่าง 3. หลังจากทราบแล้วว่าตัวเองต้องการโน๊ตบุ๊คไปใช้งานด้านไหน ตัวเลือกต่อมาที่ต้องพิจารณาได้แก่
– ขนาดหน้าจอ ยิ่งจอใหญ่ น้ำหนักยิ่งมากขึ้น ซึ่งหน้าจอ 14 นิ้ว ยังเป็นขนาดยอดนิยม
– ซีพียู หัวใจสำคัญของโน๊ตบุ๊คแทบทุกประเภท ซึ่งหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ AMD และ Intel
3.1 หากต้องการโน๊ตบุ๊คราคาประหยัด ใช้งานได้ในระดับเอกสารทั่วไป ดูหนังฟังเพลง เล่นเน็ตสบายๆ หรือเล่นเกมกราฟฟิกต่ำ แนะนำ : AMD A4, A6, Intel Core i3
3.2 หากต้องการใช้งานในระดับที่หนักขึ้น ทั้งการทำงานและเล่นเกมที่หลากหลาย และมีราคากลางๆ แนะนำ AMD A8, A10, Intel Core i5
3.3 สำหรับผู้ใช้รายใดที่ต้องการโน๊ตบุ๊คในสเปคสูงๆ ประมวลผลหนักๆ ได้หลากหลาย และมีราคากลางๆ จนถึงราคาสูง แนะนำ Intel Core i7 หรือ Intel Core i7 ที่มี Q ต่อท้าย
– การ์ดจอ แบ่ง 2 ประเภท ได้แก่ การ์ดจอแบบออนบอร์ด จะพบได้กับโน๊ตบุ๊คราคาประหยัด รองรับการเล่นเกมบางอย่างสบายๆ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากตัวเลข 4 หลัก ยกตัวอย่าง Intel HD Graphics 3000 หรือ ATI Redeon HD 4250 เป็นต้น ส่วนประเภทที่สอง เรียกว่า การ์ดจอแบบแยก พบได้กับโน๊ตบุ๊คสเปคสูง ซึ่งสิ่งที่ได้คือประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงและหลากหลาย
– RAM เลือกตามความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น RAM 4GB ใช้งานทั่วๆไป, 8GB ทำงานและเกมได้ และ 16GB เพื่อการใช้งานกราฟฟิกสูงๆ
– HDD หรือความจุฮาร์ดดิสก์ เช่น HDD น้อยกว่า 500GB ใช้งานทั่วไป ไม่เน้นเก็บข้อมูลมากๆ, ตั้งแต่ 640GB ถึง 1TB สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลมากๆ อาทิ หนัง, เพลง และเกม เป็นต้น ส่วนฮาร์ดดิสก์อีกหนึ่งประเภทคือ SSD จะนิยมใช้ในอัลตร้าบุ๊ค เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความไวในการบูตเครื่องและใช้พลังงานต่ำ

4. สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ “ราคา” และ “งบประมาณในกระเป๋า” เนื่องจากโน๊ตบุ๊คมักมีอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี ถ้าหากเราสามารถมองหาโน๊ตบุ๊คในราคาไม่แพงมาก แต่มีคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานดีก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

วิธีเลือกซื้อ Power Bank

วิธีเลือกซื้อ Power Bank


แบตฯ สำรองหรือ Power Bank คืออุปกรณ์ที่ไว้จ่ายไฟให้กับ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ ผ่านทางพอร์ต USB เพื่อความสะดวก Power Bank จะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ จากนั้นเมื่อใช้งาน มันจะจ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณนำมาเชื่อมต่อ เหมือนกับกำลังเสียบอะแดปเตอร์ชาร์จไฟ หรือเสียบสายชาร์จเข้ากับ USB ของคอมพิวเตอร์นั่นเอง

Choose your Power Bank: Power Bank ซื้อดีมั๊ย?
ถ้าลองไปเดินตามท้องตลาดที่ขายอุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มือถือ จะเห็นว่าสินค้า Power Bank นั้นมีขายกัน เกลื่อน ซึ่งมีอยู่หลายระดับราคา หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบเรียบๆ แบบลายการ์ตูน แบบมีสีสันมากมาย หรือ ถ้ามองในเรื่องของขนาดตัว Power Bank เองก็มีอยู่ หลายขนาดเช่นกัน หากใครกำลังเจอกับปัญหาสมาร์ตโฟนมีความ ตะกละมากเกินเหตุ ทำให้แบตฯ หมดอย่างรวดเร็ว และกำลังมองหา Power Bank อยู่ เชื่อได้เลยว่าจะต้องสับสน ไม่รู้ว่าจะเลือก Power Bank แบบไหน รุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี คำตอบอยู่ที่คุณจะต้องถามความต้องการของ ตัวคุณเองก่อนว่าต้องการ Power Bank มาเพื่ออะไรหากเอกสารสำคัญ ข้อมูลสำคัญ ธุรกรรมการเงินทั้งหลายแหล่ของคุณถูกบรรจุเก็บไว้ในสมาร์ทโฟน และจำเป็นต้องทำงานบางส่วนในสมาร์ทโฟนบ่อยๆ การมีแบตฯ สำรองไว้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง

Capacities: จุไฟเท่าไหร่ดี?
Power Bank นั้นก็เป็นแบตฯ ชนิดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าตัวแบตฯ ไม่ว่าจะเป็นแบตฯ ใน อุปกรณ์ไหนๆ จะต้องมีค่าความจุ ซึ่งบอกถึง ปริมาณไฟฟ้าที่มันสามารถกักเก็บไว้ให้เราพกพา ไปใช้งานที่อื่นๆ ได้นั่นเอง Power Bank ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเองก็มีหลายรุ่นหลายขนาด และหลายความจุ โดยความจุไฟฟ้านั้นจะนับหน่วยเป็น mAh (อ่านว่า มิลลิแอมป์อาวเออร์) โดยค่าความจุนี้จะถูกระบุ อยู่ในสเปกของตัว Power Bank การเลือกดูความจุของ Power Bank นั้นสามารถคำนวณได้ง่ายๆ เช่น สมาร์ตโฟนที่ใช้งานอาจจะมีแบตฯ ขนาด 2000mAh โดยที่การใช้งานใน แบบของคุณอาจจะใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมง

The prices: ราคาต่างกันนิดเดียว ซื้อความจุสูงๆ ไปเลยดีกว่าไหม?
หากไปเดินงาน Commart ล่าสุดที่ผ่านมา จะเห็นว่าโปรโมชั่นของ Power Bank นั้น ลดกระหน่ำกันแบบสุดๆ คุณสามารถหาซื้อ Power Bank ความจุระดับ 10000+mAh ได้ในราคาไม่ถึงพันบาท ในขณะที่รุ่นเล็กความจุประมาณ 2200mAh กลับมีราคาปาเข้าไป 4-5 ร้อยบาทแล้ว ดูยังไงรุ่นที่มีความจุสูงกว่าก็ต้องคุ้มกว่าแน่นอน ข้อดีของ Power Bank รุ่นที่มีความจุสูงก็คือสามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายตัว หรือถ้ามีสมาร์ตโฟนแค่ตัวเดียว ก็สามารถชาร์จได้หลายครั้ง โดยที่ไม่ต้องชาร์จ Power Bank ทุกวัน หรือสามารถแบ่งเพื่อนให้ชาร์จด้วยกันก็ได้ ส่วนข้อเสียคือ ความจุที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ขนาดและน้ำหนักของ Power Bank มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบของผู้ผลิต แค่ถ้าหากมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ออกแบบให้พกพาได้สะดวกก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว

Choosing: เลือกที่ความจุอย่างเดียวจะพอรึเปล่า?
ถ้าจะพูดถึงปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ ปริมาณกระแสไฟ ซึ่งจะแทนที่หน่วยด้วยตัวอักษร A (อ่านว่า แอมป์) ซึ่งหมายถึงปริมาณไฟฟ้าที่ อุปกรณ์จำเป็นต้องใช้เพื่อการทำงานในช่วงที่อุปกรณ์เปิดอยู่ ซึ่งในที่นี้หมายถึงระบบชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ ในแง่ของ Power Bank ก็เช่นกัน หาก Power Bank ไม่มีความสามารถในการจ่ายพลังงานให้ได้ปริมาณกระแสตามที่อุปกรณ์นั้นๆต้องการ ก็จะไม่สามารถชาร์จอุปกรณ์ตัวนั้นได้หรืออาจจะชาร์จช้ามากจนแทบไมเห็นว่ามีการชาร์จ อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ อย่างสมาร์ตโฟน มีเดียเพลเยอร์แบบพกพาจะกินกระแสไฟ อยู่ที่ประมาณ 0.5-1A ในขณะที่อุปกรณ์พวกแท็บเล็ตจะกินกระแสไฟอยู่ราวๆ 1-2.1A แต่ทั้งนี้ ต้องไปดูที่อุปกรณ์ด้วยว่ากินกระแสไฟเท่าไหร่ แล้วเลือก Power Bank ที่จ่ายกระแสไฟเท่าๆกับอุปกรณ์ตัวนั้นๆ

Over Power distribution: จ่ายไฟแรงเกิน เครื่องจะพังมั๊ย?
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนกังวลกัน อย่างที่ บอกไว้ในข้างต้นว่าการเลือกซื้อ Power Bank นั้นต้อง ดูที่ความสามารถในการจ่ายกระแสไฟของ Power Bank ด้วยว่ามีเพียงพอต่อการชาร์จอุปกรณ์ของคุณหรือไม่ ในกรณีที่ Power Bank จ่ายกระแสไฟให้ เกินที่ตัวอุปกรณ์ต้องการ เช่น Power Bank รุ่นใหญ่ ที่สามารถชาร์จ iPad ได้ จะมีการระบุว่าสามารถจ่าย กระแสไฟได้มากถึง 2.1A หากเรานำมาชาร์จโทรศัพท์ มือถือที่ต้องการเพียงแค่ 0.75A หลายๆ คนกังวลว่า อุปกรณ์จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า คำตอบคือ สามารถชาร์จได้ไม่มีปัญหา และในหลายๆกรณีมันทำให้สามารถชาร์จไฟได้เร็วขึ้นด้วย

Power Bank battery type: แบตชนิดไหนเป็นยังไง
เป็นแบตฯ ที่ใช้เก็บ พลังงานสำรอง ซึ่งถ้าพูดง่ายๆ มันก็เหมือนกับถ่านชาร์จที่เราใช้งานกับอุปกรณ์อื่นๆไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ หรือถ่าน ชาร์จ จะเห็นว่ามีการแบ่งชนิดหรือเทคโนโลยีกันออก ไป เช่นแบตฯ ชนิดที่นิยมในตอนนี้ก็คงจะเป็น Li-Ion (ลิเธียม ไอออน) หรือแบตฯ รุ่นเก่าที่มีราคาถูกหน่อย ก็คือ Ni-MH (นิกเกิล เมทัลไฮดราย) มีเพียงแค่ 2 ชนิด ที่ผู้ผลิต Power Bank นิยมนำมาใช้กัน ชนิดแรกคือ Ni-HM ชนิดนี้ราคาค่อนข้างถูก แต่พอมาทำเป็น Power Bank แล้วก็ไม่ได้ถูกมากนัก โดยแบตฯ ชนิดนี้จะมีน้ำหนักที่มาก ยิ่งเป็นรุ่นที่มีความจุพลังงานสูงๆ จะยิ่งหนักขึ้น อย่างเห็นได้ชัด แบตฯชนิดนี้ เวลาใช้งานควรจะต้องใช้ให้แบตฯ หมด เกลี้ยงแล้วจึงชาร์จ จะทำให้แบตฯ เสื่อมช้าลง แบตฯ อีกชนิดที่นิยมกันมากคือ Li- Ion ซึ่งเป็นแบตฯ รุ่นใหม่มีความเบา และที่สำคัญ คือสามารถชาร์จได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้หมดก่อน และจริงๆ แล้วไม่ควรปล่อยให้มันหมดด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นแบตฯ จะเสื่อมเร็วขึ้น แบตฯ ชนิด Li-Ion มีดีที่น้ำหนักเบา ทำให้พกพาสะดวก แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงขึ้น

Port connectors: มีหัวชาร์จแบบไหนบ้าง?
ส่วนมากมักจะออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์ USB ในแง่ของแรงดันไฟ และกระแสไฟ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ที่สามารถชาร์จผ่านพอร์ต USB นั้นมีหลากหลายมาก และแต่ละชนิดก็มีหัวต่อที่หลากหลายเช่นกัน กำรออกแบบ Power Bank จึงมี หลากหลายตามไปด้วย ประเภทแรกนั้นเป็น Power Bank ที่มีหัวตายตัว คือไม่มีพอร์ต USB แต่จะเป็นหัวต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะ เช่น Power Bank สำหรับ iPhone ที่ต่อเข้ากับตัวเครื่องได้ทันที หรือออกแบบมาเป็นเคสสวมกับ iPhone ซึ่ง แปลว่าใช้งานได้กับ iPhone เท่านั้น ประเภทที่มีพอร์ต USB มาให้พร้อมสายและหัวต่อแยกต่างหากทำให้สามารถชาร์จกับอุปกรณ์ได้หลากหลาย โดยสายพ่วงที่มีหัวมาให้หลายๆ ชนิดนั้นเป็นเพียงสายที่ช่วย อำนวยความสะดวกเฉยๆ เพราะหากคุณมีสายชาร์จหรือ Data Link ของตัวเครื่องอยู่เป็นประจำอยู่แล้วก็สามารถนำมาใช้งานได้เลย

What’s the best?: ยี่ห้อมาจากโซนไหนดีสุด?
อย่างที่บอกว่า Power Bank เป็นที่นิยมกันมาก ทำให้ ปัจจุบันมีผู้ผลิต Power Bank ออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งคุ้นชื่อบ้าง ไม่คุ้นชื่อบ้าง ถ้าให้ไล่วิจารณ์ทีละยี่ห้อคงจะยาวเกินไป เอาเป็นว่าแบ่ง Power Bank ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. ยี่ห้อจากญี่ปุ่น ระดับความน่าเชื่อถือถือว่าดีที่สุด ทั้งตัวอุปกรณ์ที่วัสดุดูดี น้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับความจุ และ น่าจะมีระบบ QC ที่ดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่แพงที่สุดเช่นกัน 2. ยี่ห้อจากไต้หวัน เท่าที่เห็นมีเพียง 1 หรือ 2 ยี่ห้อเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจคือ ยี่ห้อนี้เขียนที่หน้ากล่องว่า ใช้ Battery ของญี่ปุ่น และยังออกแบบให้มีพอร์ต 2 ช่อง ที่จ่ายไฟได้สูงถึง 1.2 A และ 2.1 A เลยทีเดียว 3. ยี่ห้อจากจีน ถือเป็นยี่ห้อที่มีรูปแบบและความจุให้เลือกมากที่สุด รวมไปถึงราคาที่ถูกกว่าอีก 2 ยี่ห้ออย่างเห็นได้ชัด แต่ขนาดและน้ำหนักยังทำได้ไม่ดี รวมไปถึงความน่า เชื่อถือของระบบ QC ที่ด้อยกว่ามาก

Alternative choice: ทางเลือกอื่นก็มีนะ
สำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟนแล้ว Power Bank กลายเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นขึ้นมาทันที โดยเฉพาะกับคนที่ติดโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กทุกลมหายใจ และแบตฯ ชอบหมดไปก่อนกำหนด แต่คำถามคือถ้ารู้สึกว่า Power Bank ยังไม่ตอบโจทย์ หรือแพงเกินกว่าจะซื้อ จะมีทางเลือกอะไรอย่างอื่นไหม? คำตอบคือ “มี” เพียงแค่คุณจะสนใจหรือเปล่า เท่านั้นเอง อย่างเช่น รังถ่าน ชาร์จมือถือ ไอเดียเก๋ตั้งแต่ยุคที่ Power Bank ไม่เป็นที่นิยม โดยเจ้ารังถ่านนี้จะมีแผงวงจรที่แปลง กระแสไฟจากถ่าน AA หลายๆ ก่อนที่ใส่ไว้ ไปเป็นไฟ 5V เพื่อชาร์จกับอุปกรณ์ที่คุณต้องใช้