วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อ tv

วิธีเลือกซื้อ tv

วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ tv ให้เหมาะสมกับความต้องการ สำหรับท่านที่กำลังมองหาและยังไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี


เริ่มกันที่ชนิดของ tv ว่ามีแบบไหนบ้าง

LCD TV : CCFL
ถือเป็นจอทีวีแบบ LCD รุ่นเก่าที่ไฟส่องหลังเป็นแบบหลอดฟลูออเรสเซนท์แบบเปิดตลอดเวลา เทคโนโลยีนี้ถือว่าเริ่มเก่าแล้ว อาจจะมีวางขายอยู่ไม่มากเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง LED มาแทนที่ แต่ก็อาจจะพบเจออยู่บ้างในทีวี LCD ราคาถูก

LED TV: Direct LED
จอทีวีแบบนี้จะมีไฟส่องหลังที่เป็นหลอด LED จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบตรงด้านหลังจอโดยตรง ทำให้สามารถลดความสว่างในแต่ละบริเวณได้อย่างอิสระ ทำให้ภาพนั้นคมชัดเพราะสามารถปรับแต่งค่าความสว่างในแต่ละบริเวณได้ทันที ทีวีแบบนี้ยังประหยัดไฟและให้เฉดสีที่กว้างกว่าแบบ CCFL ที่กล่าวข้างต้น

LED TV: Edge LED
จอทีวีแบบนี้จะมีหลอดไฟ LED ติดตั้งอยู่ตรงบริเวณขอบจอ การจัดวางแบบนี้ทำให้จอภาพมีขนาดบางลงมากและให้ความแตกต่างของความคมชัด (Contrast) ได้ดีกว่าจอแบบ CCFL สมัยก่อนมาก แต่ให้ภาพได้ไม่ดีเท่าแบบ Direct LED แต่อย่างไรก็ตามจอทีวีแบบนี้จะมีต้นทุนต่ำทำให้ราคาถูกลง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีวี LED สมัยนี้จะมีลักษณะการส่องสว่างแบบนี้

OLED TV
การส่องสว่างของจอทีวีแบบ Organic LED นั้นทำได้โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแผ่นฟิล์มบางที่เปล่งแสงออกมาได้ เทคนิคนี้จะจะให้สีที่สดสว่างกว่าและยังทำให้จอภาพนั้นบางมาก ถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสุดยอดในการแสดงผลยุคปัจจุบัน และเพิ่งจะเริ่มต้นปีนี้เองที่จอขนาดใหญ่แบบ OLED เริ่มวางขายตามท้องตลาด จึงถือเป็นของใหม่ ราคาแพง และยี่ห้อดังๆกำลังพยายามทำตลาดจอแบบนี้อยู่

Plasma TV
จอทีวีแบบ Plasma นั้นจะใช้แผ่นแก้วประกบเซลขนาดเล็กๆเป็นจำนวนล้านๆเซลที่มีก๊าสเฉี่อยบรรจุอยู่ เมื่อมีสนามไฟฟ้าไปกระตุ้นก๊าสนี้ก็จะทำให้มันเปล่งแสงออกมา ณ ตำแหน่ง pixel นั้น โดยหลักการแล้วจอแบบ Plasma นั้นจะดีกว่าจอ LCD ในแง่ของความสว่างและความถูกต้องของสี แต่จะมีเฉพาะจอใหญ่ๆเท่านั้น และตอนนี้หลายๆบริษัทก็เลิกผลิตไปแล้ว ที่มีวางขายอยู่ก็น่าจะเป็นของที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งจะพบว่าด้วยจอขนาดเท่ากันจะราคาถูกกว่าจอแบบ LED มาก

TV จอโค้ง
ผู้ผลิตบางรายในปัจจุบันก็เริ่มที่จะผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจอโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะไม่เหมือนจอแบบ CRT เก่าๆในอดีต การโค้งจะเข้าหาตัวแทนที่จะออกจากตัว ด้วยหลักการที่ว่าจะทำให้ทุกๆพิกเซลบนจอนั้นห่างจากดวงตาของเราในระยะทางที่เท่าๆกัน ทำให้ได้ภาพที่สมจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียอยู่ก็คือ หากคุณนั่งใกล้ฝั่งใดผั่งหนึ่งจนเกินไป ความโค้งของจอจะทำให้ให้ภาพดูผิดเพี้ยนไป

จะซื้อทีวีที่มีความละเอียดของจอภาพเท่าไหร่ดี
แน่นอนว่าปัจจุบันหากหาซื้อทีวีรุ่นใหม่ก็ควรจะเลือกแบบความคมชัดสูง แต่เรามาดูกันนะครับว่าความคมชัดสูงในปัจจุบันมีตัวเลือกอะไรบ้าง

HD (High Definition)
ปัจจุบันทีวีที่เป็นแบบ HD จะมีความละเอียดอยู่สองแบบด้วยกัน โดยแบบแรกจะเห็นคำโฆษณาชี้ชวนเป็แบบ HD Ready ซึ่งหมายถึงว่ามันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง โดยจะมีช่องเสียบสัญญาณ HDMI อย่างน้อย 1 ช่องและช่อง component video มาให้ด้วย โดยความละเอียดของจอขั้นต่ำ 1,024 x 768 พิกเซล ส่วนจอภาพแบบ full HD จะมีความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 1,920 x 1,080 พิกเซล ดังนั้นการเลือกซื้อในปัจจุบันควรมองหาจอภาพแนว full HD เพราะราคาก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

Ultra HD และ 4K
เป็นจอภาพที่ให้ความละเอียดสูงกว่า full HD มาก โดยความละเอียดจะอยู่ที่ 3840 x 2160 พิกเซล หรือหากเทียบตัวเลขแล้วแต่ละด้านจะมีจำนวนพิกเซลคูณสอง หรือพูดง่ายๆก็คือเอาจอ full HD มาต่อเพิ่มเป็นสี่จอ (2 จอในแนวดิ่ง 2 จอในแนวนอน)

การใช้จอภาพแบบนี้หมายถึงจะได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก และหมายถึงว่าข้อมูลภาพที่จะนามาแสดงนั้นก็ต้องการแบนวิดท์และเนื้อที่ในการจัดเก็บสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วในปัจจุบันการแสดงผลบนจอภาพ 4K นั้นจะเป็นการนำเอาเนื้อหา HD มาเพิ่มสเกลให้เป็น Ultra HD เพราะการรับชมเนื้อหาที่เป็น 4K จริงๆ นั้นยังมีทางเลือกไม่มาก จะซื้อทีวีต้องคำนึงถึงเรื่องใดอีกบ้าง การหาซื้อทีวีเครื่องใหม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก นอกจากคุณจะทำการบ้านมาดี การเลือกซื้อทีวีจอแบนนั้นถือเป็นการลงทุนระยะยาวอันนึง เพราะคุณจะต้องใช้งานมันให้ได้นานที่สุด แค่การไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้บ้านแล้วเลือกเอาสิ่งแรกที่คุณเจอในร้านไม่ใช่เรื่องที่ดี คุณต้องคำนึงถึงขนาดจอภาพที่เหมาะสม และลูกเล่นที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจซื้อ

ขนาดจอภาพเป็นเรื่องสำคัญ
คนส่วนใหญ๋อาจจะคิดว่าจอยิ่งใหญ่ยิ่งดี หรือบางคนคิดว่าเหลือพื้นที่เท่าไหร่ก็ซื้อทีวีขนาดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมเสมอไป ทีวีจอแบนนั้นมักจะใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คุณคิด ดังนั้นบางครั้งซื้อมาแล้วจอภาพอาจจะอยู่ไกลกว่าเดิมไปซัก 30 – 50 ซม เพราะไม่ตัองเผื่อพื้นที่ด้านหลังจออีกต่อไปแล้ว และด้วยการรับชมที่คมชัดในปัจจุบัน คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณรบกวนอีกต่อไป คุณสามารถที่จะซื้อจอทีวีที่ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นพิกเซลใหญ่เกินไป นั่นหมายถึงว่าระยะทางที่เหมาะสมก็คือ คุณสามารถนั่งห่างจากทีวีด้วยระยะทางประมาณ 3 ถึง 4 เท่าของความสูงของทีวี

คำนวณขนาดของจอทีวีได้อย่างไร
วิธีการที่เหมาะสมในการหาว่าขนาดจอภาพที่ควรซื้อนั้นก็คือ จอทีวีจะต้องใหญ่พอที่จะทำให้ภาพเต็มเส้นสายตาของคุณ และต้องเล็กพอที่จะทำให้ภาพคมชัด จำไว้ให้ขึ้นใจว่าหากคุณต้องการดูรายการทีวีที่มีความคมชัดแบบธรรมดาผ่านจอคมชัดสูง ยิ่งจอใหญ่ภาพก็จะยิ่งแตก ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมสามารถคำนวนได้จากเอาระยะทางจากสายตาคุณไปยังจอภาพ แล้วคูณด้วยค่า 0.535 แล้วปัดเศษไปหาขนาดจอภาพที่มีวางขายที่ใกล้เคียงที่สุด
ตัวอย่างเช่นหากตำแหน่งดูทีวีห่างจากใบหน้าคุณ 80 นิ้ว หรือ 2 เมตร ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมที่สุดคือ 42 นิ้ว (80 x 0.535 = 42.8)

เสียงจากทีวีก็สำคัญ
หากคุณไม่ได้เอาทีวีไปต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านแล้วละก็ ลำโพงที่ให้มากับเครื่องจะเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะต้องพิจารณา ดังนั้นตอนทดสอบทีวีที่ร้านในประเด็นเรื่องเสียงคุณควรจะพิจารณาในแง่ต่างๆดังนี้

เสียงทุ้ม (Bass): ควรจะนุ่มลึกที่สุด เสียงทุ้มดังๆไม่ควรจะทำให้เครื่องทีวีสั่นหรือเสียงแตก หรือดังมากกว่าเสียงอื่นๆ
เสียงพูด: ควรจะคมชัด ไม่มีเสียงอู้อี้เหมือนอยู่ในกล่อง
เสียงแหลม: ควรจะมีเสียงที่สะอาด ลื่นไหล ไม่ดังกว่าเสียงอื่นๆ

ทีวีที่ดีควรจะส่งเสียงออกจากทีวีไปยังด้านข้าง ด้านหลังผู้ชม เพื่อให้ความรู้สึกของมิติของเสียง โดยไม่สูญเสียความรู้สึกในการรับชมออกไป

ถามตัวเองก่อนจะออกไปซื้อทีวี
คุณควรจะทำการบ้านด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องราคา หากไปดูแล้วปรากฏว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นราคาสูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ก็ให้กลับมาทบทวนใหม่ว่าควรจะลดความต้องการอะไรลง อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อตามคำเชียร์ของคนขาย เพราะพอกลับมาแล้วคุณอาจจะเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่คุณหวัง เช่นว่าน่าจะลดขนาดจอลง แต่เอาแบบ O-LED หรือว่าเพิ่มขนาดจอแต่เอาแบบ HD Ready ก็พอเป็นต้น

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรเลือกไปก่อนที่จะถึงร้าน

HD หรือ 4K
ทีวีแบบ 4K อาจจะดูสุดยอดที่ร้านแม้ว่าซื้อมาแล้วอาจจะไม่มีอะไรให้ดู แต่อาจจะเป็นการซื้อเผื่อไว้ก่อน แต่หากคุณซื้อจอทีวีที่เล็กกว่า 65 นิ้ว 4K อาจจะไม่จำเป็น เอาทีวีแบบ full HD ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

จอภาพขนาดเท่าไหร่
จากข้อแนะนำข้างต้นคุณก็น่าจะพอได้ไอเดียแล้วว่าทีวีที่จะซื้อควรมีขนาดจอเท่าไหร่ และยิ่งจอใหญ่ก็จะยิ่งแพง ซึ่งหากมองราคาตามร้านทั่วไปแล้วจะพบว่า ในกลุ่มจอภาพขนาดราวๆ 32 – 42 นิ้วนั้นราคาจะอยู่ในช่วงที่ไม่แพงมาก จอใหญ่กว่านี้ราคาเหมือนจะก้าวกระโดด และหากคุณซื้อทีวีแบบ 4K คุณจะนั่งดูใกล้ๆไม่ได้ เหมาะสำหรับห้องใหญ่ๆเท่านั้น

ดิจิตอลจูนเนอร์ DVB-T2
ปัจจุบันทีวีที่มีจำหน่ายอยู่อาจจะมีทั้งแบบมี DVB-T2 ในตัว และแบบที่ต้องต่อกับ set top box หากทีวีที่ท่านต้องการมีอะไรต่างๆครบขาดเพียง DVB-T2 จูนเนอร์เพื่อดีทีวีดิจิตอลเท่านั้น คุณก็อาจจะตัดสินใจซื้อได้เพราะราคากล่อง set top box ราคารวมสายอากาศก็ไม่เกิน 2,000 บาท หากความแตกต่างในเรื่องราคาทั้งสองแบบไม่มากคุณก็อาจจะเลือกแบบ DVB-T2 ไปเลย เพราะการต่อ set top box ต่างหากท่านก็อาจจะต้องใช้รีโมทสองอัน

ต้องการช่องต่อ HDMI กี่ช่อง
ทีวีในห้องรับแขกอาจจะมีการต่อเครื่องเล่นต่างๆหลายชนิด ไม่ว่าจะกล่องดาวเทียม เครื่องเล่นเกมส์ set top box ต่างๆ ดังนั้นคุณควรจะมองหาช่องต่อ HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง ถึงจะเหมาะสม

เอาอุปกรณ์เก่าๆมาต่อพ่วงหรือไม่
ถ้าคุณมีเครื่องเล่นแบบอนาลอกที่ยังไม่อยากทิ้ง เช่นเครื่องเล่นวิดีโอสมัยก่อน เครื่องเล่น DVD ที่ไม่มีช่องเสียบ HDMI เป็นต้น คุณควรจะตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณกำลังจะซื้อมีช่องต่อบรรดา AV ต่างๆมากน้อยแค่ไหน เครื่องเสียงที่ต่อจะมีช่อง Audio Out ให้อยู่หรือไม่

จะซื้อ LCD หรือ Plasma ดี
แน่นอนว่าจอภาพแต่ละแบบจะให้ภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่ควรคำนึงก็คือลองเปรียบเทียบว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นแบบไหน ผนังที่จะนำไปติดตั้ง สภาพห้องว่าร้อนหรือไม่ เพราะจอแบบ Plasma จะร้อนและอุณหภูมสูงกว่าจอ LCD และที่สำคัญในบ้านเราจอ Plasma ได้รับความนิยมน้อยลง อายุการใช้งานก็สั้นกว่า LCD

ต้องเอาทีวีไปแขวนผนังหรือว่าวางกับพื้น
ก่อนไปซื้อควรตรวจสอบให้ดีว่าผนังบ้านคุณนั้นเป็นหนังไม้ ผนัง smartboard ผนังปูนที่ก่ออิฐมอญ หรือผนังปูนจากอิฐบล้อค หรือว่าคอนกรีตมวลเบา เพื่อดูความแข็งแรงในการติดตั้งจอภาพ จากนั้นตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณจะไปซื้อมีอะไรมาให้บ้าง คุณอาจจะต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมในการติดตั้งให้เหมาะสมกับผนังห้องของคุณ

จะนำทีวีมาต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ คุณอาจจะต้องลองทดสอบเสียงที่ออกจากทีวีก่อนซื้อว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ลองเปิดให้เสียงดังที่สุดว่าดังประมาณไหนที่เสียงไม่แตกหรือตัวเครื่องไม่สั่น และดูว่าบทพูดฟังได้ชัดหรือไม่ และเสียงทุ้มต่ำลงไปได้ถึงใหน

แต่ถ้าคุณมืเครื่องเสียงอยู่แล้วที่บ้านและจำนำมาต่อกับทีวี ก็ไม่ต้องไปสนใจกับเสียงที่จะออกมาจากลำโพงทีวีมากนัก เพราะมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับเสียงที่จะได้จากเครื่องเสียงของคุณ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น