วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

วิธีเลือกซื้อตู้เย็น

จะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านซักกี่อย่างที่ต้องเสียบปลั๊กไฟไว้ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆพอใช้งานเสร็จเราก็จะถอดปลั๊กปิดเครื่อง แล้วถ้าเรานึกถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องเสียบปลั๊กอยู่ตลอดเวลาอันดับแรกๆ ผมเชื่อว่าทุกคนต้องนึกถึงตู้เย็น


ตู้เย็นแบ่งได้หลายแบบเช่นแบ่งตามรูปแบบการใช้งาน

– แบบมีประตูเดียว แบบนี้ราคาจะไม่แพง ประหยัดไฟ
– แบบสองประตู บนล่าง โดยจะแยกส่วนที่ใช้แช่แข็ง และส่วนแช่เย็นออกจากกัน แบบนี้จะกินไฟมากกว่าเพราะใช้ส่วนของท่อน้ำยาเย็นยาวกว่า และใช้คอมเพรสเซอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าแบบประตูเดียว
– แบบสองประตู ซ้าย ขวา ตู้เย็นชนิดนี้จะมีขนาดใหญ่ใช้เก็บอาหารได้เยอะ มีระบบแช่แข็งที่ดี เก็บอาหารได้นาน แต่ก็มีราคาค่อนข้างแพง

การเลือกซื้อตู้เย็นอีกแบบหนึ่งก็คือการดูตามขนาดความจุของตู้เย็นเช่น 2- 4 คิว , 4.5 ถึง 10 คิว และ 12 คิวขึ้นไป เป็นต้น คำว่าคิวก็หมายถึง ลูกบาศก์ฟุต นั่นเอง เราจะเลือกขนาดไหนก็ต้องดูการใช้งานของเราเป็นหลัก ถ้าเป็นครอบครัวเดี่ยวก็ใช้ขนาดเล็กได้ ถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ก็เพิ่มสัดส่วนขึ้น แต่อย่าลืมว่าตู้เย็นที่มีขนาดใหญ่ก็กินค่าไฟฟ้ามากขึ้นนะครับ

การใช้งานตู้เย็นอย่างประหยัด เราสามารถทำได้ด้วย

- เลือกตู้เย็นที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นหลัก โดยที่ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ก็คือฉลากที่บ่งบอกระดับการใช้ไฟฟ้า และข้อมูลเบื้องต้นต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายต่อปี โดยได้รับการรับรองจากรัฐบาล หรือดูจากเครื่องที่มี ค่าประสิทธิภาพ ที่ตัวเลข มากกว่า 300 ขึ้นไป
- ติดตั้งตู้เย็นให้ห่างจากผนัง หรือฝาบ้านที่มีความร้อน หรือได้รับความร้อนเป็นประจำ หรือติดตั้งในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
- ปรับระดับความเย็นให้เหมาะสมกับการใช้งาน ไม่ควรเปิดประตูตู้เย็นบ่อยๆโดยไม่จำเป็น หรืออาจจะเลือกซื้อตู้เย็นที่มีระบบกดเปิดเอาน้ำเย็นโดยที่ไม่ต้องเปิดฝาตู้ก็ได้
- วัสดุที่ใช้ทำ ต้องแข็งแรง มีความหนาที่เหมาะสม ยางหุ้มขอบตู้เย็นต้องมีคุณภาพสูง เพราะถ้ายางหุ้มขอบตู้เย็นเสื่อม หรือมีคุณภาพไม่ดีก็จะทำให้ความเย็นในตู้เย็นรั่วออกมา ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานตลอดเวลา ก็จะเปลืองไฟมากกว่าเดิม
- ไม่ควรนำอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ยังร้อนอยู่เข้าตู้เย็นทันที เพราะจะทำให้ระบบความเย็นในตู้เย็นทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม ควรจะรอให้เย็นลงในอุณหะภูมิห้องก่อนแล้วจึงค่อยนำไปเข้าในตู้เย็น

ปัจจุบันตู้เย็นมีจุดขายที่แตกต่างกันเช่น บางรุ่นมีช่องแช่ผักแยกต่างหาก หรือมีระบบ plasma เพื่อกำจัดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ และระบบฟอกอากาศอีกด้วย

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อ tv

วิธีเลือกซื้อ tv

วันนี้จะมาแนะนำการเลือกซื้อ tv ให้เหมาะสมกับความต้องการ สำหรับท่านที่กำลังมองหาและยังไม่รู้ว่าจะเลือกแบบไหนดี


เริ่มกันที่ชนิดของ tv ว่ามีแบบไหนบ้าง

LCD TV : CCFL
ถือเป็นจอทีวีแบบ LCD รุ่นเก่าที่ไฟส่องหลังเป็นแบบหลอดฟลูออเรสเซนท์แบบเปิดตลอดเวลา เทคโนโลยีนี้ถือว่าเริ่มเก่าแล้ว อาจจะมีวางขายอยู่ไม่มากเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง LED มาแทนที่ แต่ก็อาจจะพบเจออยู่บ้างในทีวี LCD ราคาถูก

LED TV: Direct LED
จอทีวีแบบนี้จะมีไฟส่องหลังที่เป็นหลอด LED จัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบตรงด้านหลังจอโดยตรง ทำให้สามารถลดความสว่างในแต่ละบริเวณได้อย่างอิสระ ทำให้ภาพนั้นคมชัดเพราะสามารถปรับแต่งค่าความสว่างในแต่ละบริเวณได้ทันที ทีวีแบบนี้ยังประหยัดไฟและให้เฉดสีที่กว้างกว่าแบบ CCFL ที่กล่าวข้างต้น

LED TV: Edge LED
จอทีวีแบบนี้จะมีหลอดไฟ LED ติดตั้งอยู่ตรงบริเวณขอบจอ การจัดวางแบบนี้ทำให้จอภาพมีขนาดบางลงมากและให้ความแตกต่างของความคมชัด (Contrast) ได้ดีกว่าจอแบบ CCFL สมัยก่อนมาก แต่ให้ภาพได้ไม่ดีเท่าแบบ Direct LED แต่อย่างไรก็ตามจอทีวีแบบนี้จะมีต้นทุนต่ำทำให้ราคาถูกลง และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมทีวี LED สมัยนี้จะมีลักษณะการส่องสว่างแบบนี้

OLED TV
การส่องสว่างของจอทีวีแบบ Organic LED นั้นทำได้โดยการผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแผ่นฟิล์มบางที่เปล่งแสงออกมาได้ เทคนิคนี้จะจะให้สีที่สดสว่างกว่าและยังทำให้จอภาพนั้นบางมาก ถือเป็นเทคโนโลยีขั้นสุดยอดในการแสดงผลยุคปัจจุบัน และเพิ่งจะเริ่มต้นปีนี้เองที่จอขนาดใหญ่แบบ OLED เริ่มวางขายตามท้องตลาด จึงถือเป็นของใหม่ ราคาแพง และยี่ห้อดังๆกำลังพยายามทำตลาดจอแบบนี้อยู่

Plasma TV
จอทีวีแบบ Plasma นั้นจะใช้แผ่นแก้วประกบเซลขนาดเล็กๆเป็นจำนวนล้านๆเซลที่มีก๊าสเฉี่อยบรรจุอยู่ เมื่อมีสนามไฟฟ้าไปกระตุ้นก๊าสนี้ก็จะทำให้มันเปล่งแสงออกมา ณ ตำแหน่ง pixel นั้น โดยหลักการแล้วจอแบบ Plasma นั้นจะดีกว่าจอ LCD ในแง่ของความสว่างและความถูกต้องของสี แต่จะมีเฉพาะจอใหญ่ๆเท่านั้น และตอนนี้หลายๆบริษัทก็เลิกผลิตไปแล้ว ที่มีวางขายอยู่ก็น่าจะเป็นของที่ยังหลงเหลืออยู่ซึ่งจะพบว่าด้วยจอขนาดเท่ากันจะราคาถูกกว่าจอแบบ LED มาก

TV จอโค้ง
ผู้ผลิตบางรายในปัจจุบันก็เริ่มที่จะผลิตเครื่องรับโทรทัศน์ที่มีจอโค้งเล็กน้อย ซึ่งจะไม่เหมือนจอแบบ CRT เก่าๆในอดีต การโค้งจะเข้าหาตัวแทนที่จะออกจากตัว ด้วยหลักการที่ว่าจะทำให้ทุกๆพิกเซลบนจอนั้นห่างจากดวงตาของเราในระยะทางที่เท่าๆกัน ทำให้ได้ภาพที่สมจริงมากขึ้น อย่างไรก็ตามยังมีข้อเสียอยู่ก็คือ หากคุณนั่งใกล้ฝั่งใดผั่งหนึ่งจนเกินไป ความโค้งของจอจะทำให้ให้ภาพดูผิดเพี้ยนไป

จะซื้อทีวีที่มีความละเอียดของจอภาพเท่าไหร่ดี
แน่นอนว่าปัจจุบันหากหาซื้อทีวีรุ่นใหม่ก็ควรจะเลือกแบบความคมชัดสูง แต่เรามาดูกันนะครับว่าความคมชัดสูงในปัจจุบันมีตัวเลือกอะไรบ้าง

HD (High Definition)
ปัจจุบันทีวีที่เป็นแบบ HD จะมีความละเอียดอยู่สองแบบด้วยกัน โดยแบบแรกจะเห็นคำโฆษณาชี้ชวนเป็แบบ HD Ready ซึ่งหมายถึงว่ามันสอดคล้องกับมาตรฐานสากลในการแสดงภาพที่มีความละเอียดสูง โดยจะมีช่องเสียบสัญญาณ HDMI อย่างน้อย 1 ช่องและช่อง component video มาให้ด้วย โดยความละเอียดของจอขั้นต่ำ 1,024 x 768 พิกเซล ส่วนจอภาพแบบ full HD จะมีความละเอียดสูงกว่าอยู่ที่ 1,920 x 1,080 พิกเซล ดังนั้นการเลือกซื้อในปัจจุบันควรมองหาจอภาพแนว full HD เพราะราคาก็ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

Ultra HD และ 4K
เป็นจอภาพที่ให้ความละเอียดสูงกว่า full HD มาก โดยความละเอียดจะอยู่ที่ 3840 x 2160 พิกเซล หรือหากเทียบตัวเลขแล้วแต่ละด้านจะมีจำนวนพิกเซลคูณสอง หรือพูดง่ายๆก็คือเอาจอ full HD มาต่อเพิ่มเป็นสี่จอ (2 จอในแนวดิ่ง 2 จอในแนวนอน)

การใช้จอภาพแบบนี้หมายถึงจะได้ภาพที่มีรายละเอียดสูงมาก และหมายถึงว่าข้อมูลภาพที่จะนามาแสดงนั้นก็ต้องการแบนวิดท์และเนื้อที่ในการจัดเก็บสูงมากขึ้นตามไปด้วย โดยทั่วไปแล้วในปัจจุบันการแสดงผลบนจอภาพ 4K นั้นจะเป็นการนำเอาเนื้อหา HD มาเพิ่มสเกลให้เป็น Ultra HD เพราะการรับชมเนื้อหาที่เป็น 4K จริงๆ นั้นยังมีทางเลือกไม่มาก จะซื้อทีวีต้องคำนึงถึงเรื่องใดอีกบ้าง การหาซื้อทีวีเครื่องใหม่แน่นอนว่าเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยาก นอกจากคุณจะทำการบ้านมาดี การเลือกซื้อทีวีจอแบนนั้นถือเป็นการลงทุนระยะยาวอันนึง เพราะคุณจะต้องใช้งานมันให้ได้นานที่สุด แค่การไปร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าใกล้บ้านแล้วเลือกเอาสิ่งแรกที่คุณเจอในร้านไม่ใช่เรื่องที่ดี คุณต้องคำนึงถึงขนาดจอภาพที่เหมาะสม และลูกเล่นที่จำเป็นก่อนการตัดสินใจซื้อ

ขนาดจอภาพเป็นเรื่องสำคัญ
คนส่วนใหญ๋อาจจะคิดว่าจอยิ่งใหญ่ยิ่งดี หรือบางคนคิดว่าเหลือพื้นที่เท่าไหร่ก็ซื้อทีวีขนาดเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่เหมาะสมเสมอไป ทีวีจอแบนนั้นมักจะใช้พื้นที่น้อยกว่าที่คุณคิด ดังนั้นบางครั้งซื้อมาแล้วจอภาพอาจจะอยู่ไกลกว่าเดิมไปซัก 30 – 50 ซม เพราะไม่ตัองเผื่อพื้นที่ด้านหลังจออีกต่อไปแล้ว และด้วยการรับชมที่คมชัดในปัจจุบัน คุณไม่ต้องกังวลเรื่องสัญญาณรบกวนอีกต่อไป คุณสามารถที่จะซื้อจอทีวีที่ใหญ่ขึ้นได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นพิกเซลใหญ่เกินไป นั่นหมายถึงว่าระยะทางที่เหมาะสมก็คือ คุณสามารถนั่งห่างจากทีวีด้วยระยะทางประมาณ 3 ถึง 4 เท่าของความสูงของทีวี

คำนวณขนาดของจอทีวีได้อย่างไร
วิธีการที่เหมาะสมในการหาว่าขนาดจอภาพที่ควรซื้อนั้นก็คือ จอทีวีจะต้องใหญ่พอที่จะทำให้ภาพเต็มเส้นสายตาของคุณ และต้องเล็กพอที่จะทำให้ภาพคมชัด จำไว้ให้ขึ้นใจว่าหากคุณต้องการดูรายการทีวีที่มีความคมชัดแบบธรรมดาผ่านจอคมชัดสูง ยิ่งจอใหญ่ภาพก็จะยิ่งแตก ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมสามารถคำนวนได้จากเอาระยะทางจากสายตาคุณไปยังจอภาพ แล้วคูณด้วยค่า 0.535 แล้วปัดเศษไปหาขนาดจอภาพที่มีวางขายที่ใกล้เคียงที่สุด
ตัวอย่างเช่นหากตำแหน่งดูทีวีห่างจากใบหน้าคุณ 80 นิ้ว หรือ 2 เมตร ขนาดของจอภาพที่เหมาะสมที่สุดคือ 42 นิ้ว (80 x 0.535 = 42.8)

เสียงจากทีวีก็สำคัญ
หากคุณไม่ได้เอาทีวีไปต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านแล้วละก็ ลำโพงที่ให้มากับเครื่องจะเป็นสิ่งสำคัญที่คุณควรจะต้องพิจารณา ดังนั้นตอนทดสอบทีวีที่ร้านในประเด็นเรื่องเสียงคุณควรจะพิจารณาในแง่ต่างๆดังนี้

เสียงทุ้ม (Bass): ควรจะนุ่มลึกที่สุด เสียงทุ้มดังๆไม่ควรจะทำให้เครื่องทีวีสั่นหรือเสียงแตก หรือดังมากกว่าเสียงอื่นๆ
เสียงพูด: ควรจะคมชัด ไม่มีเสียงอู้อี้เหมือนอยู่ในกล่อง
เสียงแหลม: ควรจะมีเสียงที่สะอาด ลื่นไหล ไม่ดังกว่าเสียงอื่นๆ

ทีวีที่ดีควรจะส่งเสียงออกจากทีวีไปยังด้านข้าง ด้านหลังผู้ชม เพื่อให้ความรู้สึกของมิติของเสียง โดยไม่สูญเสียความรู้สึกในการรับชมออกไป

ถามตัวเองก่อนจะออกไปซื้อทีวี
คุณควรจะทำการบ้านด้วยการตอบคำถามต่อไปนี้ให้ชัดเจน โดยไม่จำเป็นต้องคิดมากเรื่องราคา หากไปดูแล้วปรากฏว่าสิ่งที่คุณต้องการนั้นราคาสูงเกินงบประมาณที่ตั้งไว้ ก็ให้กลับมาทบทวนใหม่ว่าควรจะลดความต้องการอะไรลง อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อตามคำเชียร์ของคนขาย เพราะพอกลับมาแล้วคุณอาจจะเสียใจที่ไม่ได้สิ่งที่คุณหวัง เช่นว่าน่าจะลดขนาดจอลง แต่เอาแบบ O-LED หรือว่าเพิ่มขนาดจอแต่เอาแบบ HD Ready ก็พอเป็นต้น

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณควรเลือกไปก่อนที่จะถึงร้าน

HD หรือ 4K
ทีวีแบบ 4K อาจจะดูสุดยอดที่ร้านแม้ว่าซื้อมาแล้วอาจจะไม่มีอะไรให้ดู แต่อาจจะเป็นการซื้อเผื่อไว้ก่อน แต่หากคุณซื้อจอทีวีที่เล็กกว่า 65 นิ้ว 4K อาจจะไม่จำเป็น เอาทีวีแบบ full HD ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

จอภาพขนาดเท่าไหร่
จากข้อแนะนำข้างต้นคุณก็น่าจะพอได้ไอเดียแล้วว่าทีวีที่จะซื้อควรมีขนาดจอเท่าไหร่ และยิ่งจอใหญ่ก็จะยิ่งแพง ซึ่งหากมองราคาตามร้านทั่วไปแล้วจะพบว่า ในกลุ่มจอภาพขนาดราวๆ 32 – 42 นิ้วนั้นราคาจะอยู่ในช่วงที่ไม่แพงมาก จอใหญ่กว่านี้ราคาเหมือนจะก้าวกระโดด และหากคุณซื้อทีวีแบบ 4K คุณจะนั่งดูใกล้ๆไม่ได้ เหมาะสำหรับห้องใหญ่ๆเท่านั้น

ดิจิตอลจูนเนอร์ DVB-T2
ปัจจุบันทีวีที่มีจำหน่ายอยู่อาจจะมีทั้งแบบมี DVB-T2 ในตัว และแบบที่ต้องต่อกับ set top box หากทีวีที่ท่านต้องการมีอะไรต่างๆครบขาดเพียง DVB-T2 จูนเนอร์เพื่อดีทีวีดิจิตอลเท่านั้น คุณก็อาจจะตัดสินใจซื้อได้เพราะราคากล่อง set top box ราคารวมสายอากาศก็ไม่เกิน 2,000 บาท หากความแตกต่างในเรื่องราคาทั้งสองแบบไม่มากคุณก็อาจจะเลือกแบบ DVB-T2 ไปเลย เพราะการต่อ set top box ต่างหากท่านก็อาจจะต้องใช้รีโมทสองอัน

ต้องการช่องต่อ HDMI กี่ช่อง
ทีวีในห้องรับแขกอาจจะมีการต่อเครื่องเล่นต่างๆหลายชนิด ไม่ว่าจะกล่องดาวเทียม เครื่องเล่นเกมส์ set top box ต่างๆ ดังนั้นคุณควรจะมองหาช่องต่อ HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง ถึงจะเหมาะสม

เอาอุปกรณ์เก่าๆมาต่อพ่วงหรือไม่
ถ้าคุณมีเครื่องเล่นแบบอนาลอกที่ยังไม่อยากทิ้ง เช่นเครื่องเล่นวิดีโอสมัยก่อน เครื่องเล่น DVD ที่ไม่มีช่องเสียบ HDMI เป็นต้น คุณควรจะตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณกำลังจะซื้อมีช่องต่อบรรดา AV ต่างๆมากน้อยแค่ไหน เครื่องเสียงที่ต่อจะมีช่อง Audio Out ให้อยู่หรือไม่

จะซื้อ LCD หรือ Plasma ดี
แน่นอนว่าจอภาพแต่ละแบบจะให้ภาพที่แตกต่างกัน สิ่งที่ควรคำนึงก็คือลองเปรียบเทียบว่าภาพที่ออกมานั้นเป็นแบบไหน ผนังที่จะนำไปติดตั้ง สภาพห้องว่าร้อนหรือไม่ เพราะจอแบบ Plasma จะร้อนและอุณหภูมสูงกว่าจอ LCD และที่สำคัญในบ้านเราจอ Plasma ได้รับความนิยมน้อยลง อายุการใช้งานก็สั้นกว่า LCD

ต้องเอาทีวีไปแขวนผนังหรือว่าวางกับพื้น
ก่อนไปซื้อควรตรวจสอบให้ดีว่าผนังบ้านคุณนั้นเป็นหนังไม้ ผนัง smartboard ผนังปูนที่ก่ออิฐมอญ หรือผนังปูนจากอิฐบล้อค หรือว่าคอนกรีตมวลเบา เพื่อดูความแข็งแรงในการติดตั้งจอภาพ จากนั้นตรวจสอบว่าเครื่องที่คุณจะไปซื้อมีอะไรมาให้บ้าง คุณอาจจะต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมในการติดตั้งให้เหมาะสมกับผนังห้องของคุณ

จะนำทีวีมาต่อกับเครื่องเสียงที่บ้านหรือไม่
หากคำตอบคือไม่ คุณอาจจะต้องลองทดสอบเสียงที่ออกจากทีวีก่อนซื้อว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ลองเปิดให้เสียงดังที่สุดว่าดังประมาณไหนที่เสียงไม่แตกหรือตัวเครื่องไม่สั่น และดูว่าบทพูดฟังได้ชัดหรือไม่ และเสียงทุ้มต่ำลงไปได้ถึงใหน

แต่ถ้าคุณมืเครื่องเสียงอยู่แล้วที่บ้านและจำนำมาต่อกับทีวี ก็ไม่ต้องไปสนใจกับเสียงที่จะออกมาจากลำโพงทีวีมากนัก เพราะมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับเสียงที่จะได้จากเครื่องเสียงของคุณ

วิธีเลือกซื้อ tablet

วิธีเลือกซื้อ tablet

เนื่องจากปัจจุบันมีแท็บเล็ตออกมาให้เลือกซื้อกันหลายรุ่นหลายยี่ห้อมาก วันนี้ผมเลยจะมาแนะนำเทคนิคและวิธีการเลือกซื้อแท็บเล็ต สำหรับท่านที่กำลังสนใจ และตัดสินใจที่จะเลือกซื้อแท็บเล็ตมาใช้งานสักตัว แต่ยังเลือกไม่ถูกหรือไม่รู้ว่าจะเลือกอย่างไร


1. iOS, Android or Windows?: ไอโอเอส, แอนดรอย หรือ วินโดวส์ดี?
สิ่งแรกที่เราต้องรู้จักและทำความเข้าใจก็คือระบบปฏิบัติการ แล้วระบบปฏิบัติการคืออะไร ? อธิบายแบบง่ายๆคือ โปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์(ตัวเครื่อง)และซอฟท์แวร์(แอพลิเคชั่น) ตัวอย่างระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ก็พวก Windows ซึ่ง Windows Vista, 7, 8 ต่างๆเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในระบบปฏิบัติการเช่นกัน และแท็บเล็ตก็จำเป็นที่ต้องมีระบบปฏิบัติการไว้สำหรับใช้งาน ซึ่ง ณ ตอนนี้ก็จะมีระบบปฏิบัติการหลักๆอยู่ 3 ตัวในตลาดได้แก่

iOS ระบบปฏิบัติการจากค่าย Apple จุดเด่นของ iOS คงไม่พ้นความลื่นไหล ระบบการทำงานและระบบจัดการหน่วยความจำที่ดี ส่วนข้อด้อยเป็นระบบปฏิบัติการตัวเดียวที่ไม่รองรับ Flash (ไม่สามารถแสดงผลได้ แม้จะมีแอพฯช่วยก็ยังแสดงผลช้ามาก) และการเชื่อมต่อที่ต้องทำผ่านโปรแกรม iTune เท่านั้น

- Android ระบบปฏิบัติการจากค่าย Google เดิมทีทาง Google ได้พัฒนาขึ้นมาใช้สำหรับมือถือสมาร์ทโฟน ต่อมาจึงมีการนำไปปรับปรุงแล้วใส่ในแท็บเล็ต ตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy Tab, HTC Flyer, Sony xperia z โดยตัวระบบปฏิบัติการที่ใช้นั่นจะมีการอัพเดตอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้การใช้งานมีความเสถียรมากขึ้น เริ่มตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.0 ชื่อว่า Android Froyo, 2.0 ชื่อ Ginger Bread ต่อมา Google ได้พัฒนาระบบเพิ่มเติมเพื่อใช้กับแท็บเล็ตคือเวอร์ชั่น 3.0 ชื่อ Honeycomb จากนั้นก็ส่งเวอร์ชั่นใหม่ตามมานั้นคือเวอร์ชั่น 4.0 ที่มีชื่อว่า Jelly Bean ซึ่งถือว่าเป็นเวอร์ชั่นล่าสุด

- Windows ระบบปฏิบัติการจากค่าย Microsoft หลายคนที่ชินกับการใช้งาน Windows อยู่แล้ว การใช้งานส่วนใหญ่บนแท็บเล็ตก็จะไม่ต่างกันมากนัก แต่อย่างไรก็ตามหลายๆคนที่ใช้ windows 7 อยู่ก็อาจจะยังไม่คุ้น เนื่องจากในแท็บเล็ตจะเป็น Windows 8 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานคู่กับระบบสัมผัส แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นระบบนี้ก็ยังคงเป็นรองระบบ Android และ IOS เนื่องจากเพิ่งลงมาจับตลาดแท็บเล็ตได้ไม่นาน

2. CPU & GPU: เร็วขนาดไหนถึงจะพอ?
โดยการทำงานในทั้งสองส่วนจะมีหน่วยความเร็วเป็น GHz ซึ่งยิ่งมีมากก็แปลว่าเร็วมาก ในส่วนของ CPU นอกจากจะดูเรื่อง GHz แล้วยังมีในส่วนของ แกนสมองที่ใช้ทำงานหรือที่เรียกกันว่า CORE ต่ำสุดจะอยู่ที่ 1 core/single core ตัวอย่างเช่น 4 core/quad-core จะทำงานได้เร็วกว่า 2 core/dual-core ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานด้วยว่าใช้งานแบบไหน หากแค่ไว้ใช้งานพวกเช็คเมล ดูหนัง ฟังเพลง 2 core ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้ว แต่ถ้าไว้ใช้เล่นเกมหนักดูหนังแบบ Full HD เลือกแบบ 4 core/quad-core ก็ดูจะเหมาะกว่า ในส่วนของ RAM ไม่ควรน้อยกว่า 1 GB น้อยกว่านี้ไม่เหมาะกับการใช้งานที่หลากหลายประเภท ดูหนัง ฟังเพลง และใช้งานด้านเอกสารควบคู่กันไปด้วย สเปคพื้นฐานสามารถดูได้ที่ข้างกล่องสินค้าและใบแนะนำสินค้าได้เลย

3. Wireless Connection: ส่งเพลง ส่งรูปแบบไร้สาย จำเป็นมั๊ย?
ส่วนใหญ่แท็บเล็ตจะมีฟังก์ชั่นการเชื่อมต่อ wi-fi และบลูทูธเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว (ในส่วนของแท็บเล็ตที่สามารถโทรออกได้ จะมีในส่วนของการใช้ 3G เพิ่มเข้ามา) แต่ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการรับ-ส่งข้อมูลแบบใหม่เพิ่มเข้ามาคือ NFC หรือ การรับส่งข้อมูลระยะใกล้ซึ่งทำได้รวดเร็วกว่าบลูทูธ แต่รัศมีการรับ-ส่งข้อมูลจะแคบกว่า NFC มีอยู่ในแท็บเล็ตเช่น Samsung Galaxy note 8 เป็นต้น ดังนั้นการเลือกซื้อแท็บเล็ตที่มีการเชื่อมต่อไร้สายที่หลากหลาย ก็จะช่วยให้สะดวกในการรับ-ส่งข้อมูล ไม่ต้องหาอุปกรณ์เสริมมาช่วย NFC สามารถค้นได้จากเมนู settings>connection (แต่ละยี่ห้อจะมีตำแหน่งการวาง NFC ไม่เหมือนกัน โปรดสอบถามจนท.)

4. Connection port: ช่องเสียบรอบตัว ช่องไหนคืออะไร?
แท็บเล็ตส่วนใหญ่จะมีช่องสำหรับเชื่อมต่อผ่าน USB อยู่แล้วเป็นหลัก เพื่อไว้ใช้โอนถ่ายข้อมูลกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งใช้คู่กับกล้องดิจิตอลหรือมือถือ โดยไม่ต้องเสียเวลา sync ข้อมูลให้ยุ่งยาก ซึ่งทำให้ข้อมูลสูญหายได้ง่าย สำหรับ iPad ไม่มีช่องเสียบใดๆนอกจาก USB ติดมากับตัวเครื่องต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมถึงจะสามารถใช้งานได้ แต่สำหรับแท็บเล็ต Android และ Windows ส่วนมากจะมีช่องเสียบเพิ่มเติมติดมากับตัวเครื่อง โดยไม่ต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริม ถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไปในตัวได้ สำหรับช่องเสียบต่างๆบนแท็บเล็ตนั้น แบ่งได้ดังนี้
- USB / Mini USB / micro USB – สำหรับเสียบ Flash Drive, External Harddisk, เม้าส์, คีย์บอร์ด
- HDMI / mini HDMI / micro HDMI – เอาไว้ต่อออกจอทีวี (ส่วนใหญ่จะมีใน Windows Tablet)
- SD / SDHC / microSD – กล้องดิจิตอลหรือกล้องวีดีโอส่วนมากจะใช้การ์ด SDHC หรือ SD ซึ่งเราก็สามารถนำไปเสียบเข้ากับแท็บเล็ตที่มีช่องเหล่านี้เพื่อทำการโอนถ่ายข้อมูลได้ทันที หรือถ้าเครื่องไหนมีช่องสำหรับใส่ microSD ก็สามารถใช้เพิ่มพื้นที่เก็บข้อมูลต่างๆได้มากกว่าความจุในตัวเครื่อง

5. Phone capabilities: โทรออกได้ แต่ไม่ใช่ทุกเครื่อง
แท็บเล็ตบางรุ่นสามารถใช้โทรออกได้เหมือนโทรศัพท์ทั่วไป จะช่วยเสริมให้คุณทำงานได้คล่องตัวมากขึ้น โดยไม่ต้องพกอุปกรณ์สื่อสารหลายๆเครื่อง แต่ทั้งนี้ก็อาจจะไม่สะดวกสำหรับบางคนที่ไม่ชอบพกเครื่องมือสื่อสารเครื่องใหญ่ๆ แต่ก็ถือเป็นฟังก์ชั่นตัวเลือกที่น่าสนใจ ถ้าต้องการแท็บเล็ตที่ทำได้ทุกอย่าง เครื่องเดียวครบ

6. Screen size and Resolution: ใหญ่หรือเล็ก? ชัดเท่าไหร่ดี?
ขนาดหน้าจอของแท็บเล็ตก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งในการเลือกซื้อ ขึ้นอยู่กับการใช้งานหรือความชอบของแต่ละคน ทั้งนี้การใช้งานหากเลือกขนาดที่เหมาะสมก็จะมีผลในการช่วยถนอมสายตา (หน้าจอเล็กไปอาจต้องเพ่งเวลาอ่านข้อความ) โดยจะขอแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานออกเป็น 2 กลุ่มคือ

1. กลุ่มที่ใช้งานทั่วไป กลุ่มนี้หน้าจออาจไม่ต้องละเอียดมากนัก แต่ขนาดหน้าจออาจจะต้องใหญ่สักหน่อยเพื่อช่วยในการอ่านเอกสาร
2. กลุ่มใช้เพื่อความบันเทิง กลุ่มนี้ขนาดหน้าจอจะไม่สำคัญเท่าความละเอียด หากต้องการดูหนังแบบ HD หรือเล่นเกมแบบ HD หน้าจอควรจะต้องมีความละเอียดตั้งแต่ 1280 x 720 ขึ้นไป

7. Weight: หนักไปไม่ไหวนะ
น้ำหนักถือเป็นปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึงเนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเรามักจะถือแท็บเล็ตใช้งานเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งหากมีน้ำหนักมากเกิน 700 กรัมขึ้นไปการถือใช้งานจะไม่สะดวกเท่าไรนัก และยิ่งถ้าเป็นผู้หญิงด้วยแล้วการใช้งานคงจะไม่สะดวกเอาซะเลย (เหมือนกำลังยกดัมเบลอยู่ยังไงยังงั้น) ดังนั้นการเลือกแท็บเล็ตที่มีน้ำหนักเหมาะสมจะเป็นผลดีต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

8. Application: แอพฯ บันเทิงเริงใจ
เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมิติและประโยชน์ในการใช้งานของแท็บเล็ต ดังนั้นคุณจึงควรถามตัวเองก่อนว่าการซื้อแท็บเล็ตของคุณนั้น เน้นการใช้งานในด้านใด เนื่องจากทั้ง iOS, Android และ Windows จำนวนแอพลิเคชั่นที่มีให้เลือกซื้อก็มีมาก-น้อยไม่เท่ากัน หากคุณเป็นคนชอบใช้งานแอพฯใหม่ๆหรือเล่นเกมบนแท็บเล็ตเป็นหลัก Android กับ Apple ก็น่าจะเหมาะกับคุณที่สุด เพราะมีแอพลิเคชั่นให้เลือกใช้หลากหลาย

9. Prices: ถูกแล้วดี มีอยู่นะ
ข้อนี้อาจถือได้ว่าเป็นปัจจัยหลัก ถ้าจะว่ากันตามจริงแล้วแท็บเล็ตยังเป็นอุปกรณ์ที่อาจจะทำงานจริงจังเทียบเท่าโน้ตบุ๊กไม่ได้ แต่ราคากลับใกล้เคียงกับโน้ตบุ๊กมาก ดังนั้นหากตัดสินใจที่จะซื้อมาไว้ใช้งานก็ควรจะเลือกซื้อตัวที่ราคาไม่สูงจนเกินไปเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่ได้รับกลับมา

10. After sale service/Warranty: พังขึ้นมา ทำไงต่อดี?
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรคำนึงถึงอีกเรื่องหนึ่ง เพราะหากเกิดเราซื้อมาแล้วเครื่องมีปัญหา แม้จะเครื่องจะสเปคดีแค่ไหน ของแถมเยอะยังไง แต่สุดท้ายถ้าไม่มีบริการหลังการขายหรือใบประกันสินค้า พอถึงเวลาที่เครื่องมีปัญหา ก็ไม่สามารถนำไปใช้อะไรได้ เท่ากับซื้อเครื่องเปล่าๆมาไว้ประดับบ้านเท่านั้นเอง จึงควรเช็คให้แน่ใจว่าเครื่องที่เราซื้อมามีประกันกี่ปี ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าอย่างไรและมีศูนย์ซ่อมที่ไหนบ้าง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกซื้อ Tablet สิ่งที่ควรคำนึงถึงที่สุดก็คือ จุดประสงค์ที่จะนำไปใช้

วิธีเลือกซื้อ iPhone มือสอง

วิธีเลือกซื้อ iPhone มือสอง

1. เราจะต้องดูตำหนิบนตัวเครื่องก่อนนะครับ ถ้าiPhone ยังอยู่ในประกัน แต่ถ้ามีรอยแตก หรือ บุบเข้าไป จะถือว่าหมดประกันศูนย์ทันทีครับ ดังนั้นเช็คดูรอบๆก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงินด้วยนะครับ เพราะถ้ายังอยู่ในประกัน และหากมีปัญหาต้องส่งเข้าศูนย์ ศูนย์จะคิดเงินเป็นค่าเซฮร์วิสทันทีครับ (หากไม่มีรอยตกหรือบุบ ก็ไม่มีปัญหาครับ)

2. ลองทำการทดสอบช่องหูฟังเช่น เสียบหูฟังลองฟัง ลองพูดใส่สมอลทอร์คดูก่อนนะครับว่าติดและพูดคุยสื่อสารกันได้รู้เรื่องเป็นอันโอเค และ ลองทำการถอดออก พูดคุยกันปกติดูว่าเสียงไม่ขาดไม่หาย และ เขาได้ยินเสียงทางฝั่งเรารู้เรื่องเป็นอันยุติครับ

3. เราต้องทำการทดสอบลำโพงครับ โดยการเปิดเพลง หรือ ลองโทรเข้า เพื่อเช็คว่าระดับเสียงดังไม่มีปัญหา หรือ แตก และตำแหน่งต่อไปที่จะต้องเช็คคือ ตำแหน่งของช่องเสียบสาย USB ลองทำการเสียบสายดูว่าสายสามารถดันได้สุดหรือไม่ และ โยกมั้ย และจะให้ดี ทดสอบการชาร์ตไปด้วยครับ และที่สำคัญให้สังเกตุที่หัวน็อตดีๆด้วยนะครับ

4. เราต้องทำการทดสอบปุ่ม Home ให้เราลองกดปุ่ม Home ดูการตอบสนองของเครื่องว่าหน้าจอติด หรือ ออกจาก App ได้ไม่ต้องออกแรงกดมากนัก หรือ กด 2 ครั้งซ้อนดูว่า Multitask ติดขึ้นมาจากด้านล่างจอหรือไม่ หรือจะลองกดค้าง เพื่อดูว่าการสั่งงานเสียงติดปกติมั้ย หากไม่มีอะไรติดขัด และไม่ต้องออกแรง ถือว่าผ่านครับ

5. เราต้องทำการตรวจสอบกล้องหน้า (หากมี) ให้เราทำการลองทดสอบการถ่ายรูป และ บริเวณที่หู ให้เราทำการกดโทรออกและลองทำการสนธณาดูว่าเสียงฟังชัด ไม่ขาดหาย เป็นอันใช้ได้ และในระหว่างโทร ให้เราทำการเช็คเซ็นเซอร์หน้าจอด้วย หากแนบไปที่หูแล้วจอดับ แสดงว่าเซ็นเซอร์ปกติครับ ถือว่าผ่านหมด

6. เราต้องทำการเช็คปุ่มต่างๆและสวิตซ์ต่างๆบนตัวเครื่อง หากเครื่องใช้มานานแล้ว สวิคซ์ต่างๆ มักจะมีการหลวมบาง แต่กดได้ปกติ ต้องกดติดทุกปุ่ม ไม่ว่าปิดเปิด , ลดเพิ่มเสียง , สับสั่นเสียง , ต้องทำงานปกติทั้งหมด หากปุ่มใดปุ่มหนึ่งกดติดยาก ให้ผ่านได้เลยครับ

7. เราต้องทำการลองทดสอบโดยการใส่ซิมการ์ด ดูว่าเครื่องมีการรับสัญญาณปกติหรือไม่ ให้ลองทำการถอดซิมเข้า และดูสัญญาณ และ ถอดออกดูสัญญาณว่ามีการค้างหรือไม่ และเช็คหน้าจอไปด้วยในตอนเดียวกัน จะต้องไม่มีเดสไบร์ (จุดที่ไม่แสดงผลบนหน้าจอ) หรือ ต้องไม่มีไบร์ (จุดที่สว่างจุดเดียวบนหน้าจอ) และระดับแสงสว่างจะต้องติดเสมอกันทั้งหมด ไม่มีจุดเลือนลางบนหน้าจอ

8. ทำการเช็คกล้องหลังว่ามีการจับภาพได้ปกติหรือไม่ และ ถ้าหาก iPhone รุ่นที่ต้องการมีไฟแฟรชต้องทำการเปิดและเช็คว่าติดปกติ และถ่ายติดปกติหรือไม่ หากติดทั้งหมดและการจับภาพ , VDO ไม่มีปัญหาก็ถือว่าผ่านได้เลยครับ

9. ลองทำการค้าหาสัญญาณ WIFI ว่ามีการใช้งาน WIFI และ Bluetoolh ได้ปกติหรือไม่ และให้ลองเข้าไปปรับความสว่างสุดของหน้าจอ เพื่อหาเดสและไบร์บนหน้าจอด้วย รวมถึงเช็คการใช้งาน 3G,EDEG ด้วยเช่นกัน หากติดปกติทั้งหมด ถือว่าผ่านครับ

10. ให้ลองดูที่ Setting > General > About > เช็คตรง Model ว่าเป็นเครื่องศูนย์ไทยหรือไม่ ถ้ามีคำว่า MXXXX ลงท้ายด้วย TH นั้นหมายถึงเครื่องศูนย์ไทยและเป็นเครื่อง Unlock เราสามารถใช้งานซิมการ์ดได้ทุกระบบครับ และจะมีช่อง Serial Number หากเรามีโทรศัพท์หรือคอมที่เราต่อเน็ตได้ ให้ทำการเช็คประกันที่คงเหลือด้วยเผื่อมีปัญหาในอนาคตจะได้ส่งเข้าศูนย์เองได้

เท่านี้สิบขั้นตอนที่ทำให้เราได้ตรวจสอบ iPhone มือสองที่เราจะซื้อได้ ทำให้เราตัดสินใจได้เองว่า เราควรจะซื้อ หรือ ไม่ซื้อถ้าตรวจสอบครบทั้งหมดทุกขั้นตอนแล้ว เพราะ iPhone หากเสียขึ้นมาจะซ่อมกันแพงมากตามร้านทั่วไป ดังนั้นตาดีได้ตาร้ายเสียนะครับ

สุดท้ายท้าย

- เว็ปสำหรับเช็คประกัน iPhone , iPad >> ตรวจสอบประกัน Apple
- หากเครื่องตกน้ำมา iPhone จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องมีการแกะมาก่อน จะหมดประกันทันที
- หากเครื่องเคยทำการเคลมมาก่อน Model เครื่องจะเปลี่ยนไปจาก TH เป็น LL , ZP ตามแต่ศูนย์บริการกำหนดครับ
- เครื่อง Unlock คือเครื่องที่ใส่ซิมได้ทุกประเทศใช้งานได้เลย จะมีตัวย่อที่ Model ดังนี้

1.Belgium (NF)
2.Czech Republic (CZ)
3.Greece (GR)
4.Hongkong (ZP)
5.Italy (T)
6.Luxembourg (NF,FB)
7.Macau (ZP)
8.Malaysia (ZA)
9.NewZealand (X) ( มีทั้งเครื่อง Lock และ Unlock )
10.Russia (RS)
11.Saudi Arabia (AB)
12.Singapore (ZA)
13.Slovakia เฉพาะ orange (SL)
14.South Africa (SO)
15.Taiwan (TA)
16.Thailand (TH)
17.Turkey เฉพาะ TurkCell (TU)

หมายเหตุ เครื่อง LL บางประเทศอย่าง US ก็มี Unlock เช็คก่อนด้วยการใส่ซิม

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ซื้อกล้องแบบไหนดี

ซื้อกล้องแบบไหนดี

1. ซื้อกล้องดิจิตอลอะไรดี
การเลือกซื้อกล้อง ก่อนอื่นต้องดูงบประมาณที่คุณมีก่อน เป็นอันดับแรก จากนั้นให้ดูรูปแบบสำคัญที่สุด ที่คุณอยากได้ เช่น พกพาสะดวก หรือ เอาซูมได้เยอะๆ หรือเอาพิกเซลมากๆ ให้ตั้งเงื่อนไขสำคัญไว้เพียง 1-2 ข้อเท่านั้น จากนั้นให้เลือกตามเงื่อนไขสำคัญนั้นเป็นหลัก อย่าสับสนกับลูกเล่นกระจุกกระจิกบางอย่าง ที่คุณอาจจะไม่ได้ใช้เลยก็ได้ และจะทำให้พลาดประเด็นสำคัญไป หรือสับสนจนเลือกไม่ถูก

2. ซื้อกล้องดิจิตอลคอมแพ็ค หรือ DSLR ดีกว่ากัน
ถ้าสิ่งต่อไปนี้ คือสิ่งสำคัญที่คุณต้องการในอันดับต้นๆ คือ คุณภาพของภาพ ต้องการฝึกหัดการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ต้องการกล้องที่ควบคุมได้ดังใจ และทันใจ พร้อมถ่ายได้ทันที ตอบสนองการถ่ายภาพแบบปุ๊บปั๊บได้ หรือต้องการกล้องที่ทนทานใช้งานได้นาน ไม่ได้ต้องการกล้องที่พกติดตัวตลอด 24 ชม. ถ้าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คุณต้องการ DSLR คือคำตอบสุดท้ายของคุณ

3. ถ้ากล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค ทำไมคนถึงยังซื้อกล้องคอมแพ็คกัน
เพราะข้อดีของกล้องคอมแพ็ค คือ พกพาง่าย ใช้งานง่าย ราคา(โดยส่วนใหญ่) ไม่สูงนัก และบางคนไม่ได้ต้องการคุณภาพอะไรมาก ขอแค่กล้องที่ถ่ายบันทึกเรื่องราว ในชีวิตประจำวัน หรือตอนไปท่องเที่ยวเท่านั้น กล้องคอมแพ็คคือคำตอบสุดท้ายสำหรับเขาเหล่านั้น

4. ทำไมถึงว่ากล้องคอมแพ็ค คุณภาพของภาพสู้กล้อง DSLR ไม่ได้
จุดสำคัญที่ทำให้กล้อง DSLR ดีกว่ากล้องคอมแพ็คในแง่คุณภาพ คือ ขนาดของตัวรับภาพของกล้อง DSLR มีขนาดใหญ่กว่ากล้องคอมแพ็คมากๆ เมื่อตัวรับภาพมีขนาดใหญ่ จึงทำให้สามารถบันทึกภาพได้ดีกว่า โดยเฉพาะปัญหาเรื่อง noise หรือจุดรบกวนในภาพจากกล้อง DSLR จะมีน้อยกว่าภาพจากกล้องคอมแพ็คมาก หรือ การเก็บรายละเอียด การไล่น้ำหนักของสีสันในภาพ จะทำได้ดีกว่ากล้องคอมแพ็ค

5. ประกันศูนย์ กับ ประกันร้าน ต่างกันอย่างไร
ประกันศูนย์ คือประกันที่ ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นผู้ให้การรับประกันกล้องหรืออุปกรณ์นั้นๆ ส่วนประกันร้าน คือ ร้านค้าปลีกที่ขายกล้องให้คุณ เป็นคนให้การรับประกันเอง จะมีบางร้านบอกว่า เสียซ่อมศูนย์ อันนั้นก็อย่าสับสนว่าเป็นประกันศูนย์ ยังคงเป็นประกันร้านอยู่ เพราะเฮียเจ้าของร้านเป็นคนบอกว่าจะซ่อม หรือไม่ซ่อมกล้องของคุณ ไม่ใช่ช่างที่ศูนย์ ดังนั้นอย่าสับสน


6. ซื้อกล้องจากเมืองนอกหรือเมืองไทยดี
ถ้าเป็นเมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว จะบอกว่าให้ไปซื้อที่เมืองนอก แต่มา พ.ศ. นี้ แล้ว กล้องบางยี่ห้อยังผลิตในเมืองไทยเลย แล้วคุณจะไปซื้อจากเมืองนอกกันทำไมให้เมื่อยตุ้ม ภาษีนำเข้ากล้องก็ 0% ศูนย์บริการเมืองไทยก็มี แล้วจะไปซื้อต่างประเทศ ให้เสี่ยงโดยหลอกทำไม โดยเฉพาะเผลอๆจะโดนต้มโดนฟัน ขายกล้องย้อมแมวให้อีก จะบินกลับไปต่อว่าคนขายก็คุยกันคนละภาษา ฟันธงเลยว่าซื้อเมืองไทย สบายใจกว่าเยอะครับ

7. กล้องยี่ห้ออะไรดีที่สุด
ซื้อกล้องยี่ห้อที่คุณชอบ เป็นคำตอบสุดท้ายครับ ไม่ได้กวน แต่มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ คนเราต่างจิตต่างใจ ใครชอบยี่ห้ออะไร ซื้อยี่ห้อนั้นครับ แต่ควรดูเรื่องศูนย์บริการ และบริการหลังการขายด้วยครับ ลองเข้าไปดูรายละเอียดจากเว็บบริษัทครับ Canon, Nikon, Sony, Samsung, FujiFilm เป็นต้น

8. ซื้อที่ร้านไหนดี
ร้านแต่ละร้านมักจะมีจุดเด่นคนละแบบ บางร้านเน้นบริการดี แต่อาจจะราคาสูงกว่าหน่อย ก็เหมาะกับคนที่ต้องการความสบายใจ บางร้านเน้นราคาถูกอย่างเดียว ก็ดูเรื่องรับประกันด้วยเพื่อความสบายใจในภายหลัง บางร้านก็เน้นอยู่ในห้างใหญ่ บางร้านเน้นขายทาง internet แต่เอาเป็นว่า ถ้าในกรุงเทพ มีแหล่งซื้ออยู่คร่าวๆดังนี้ ย่านหน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว, ย่านสามย่านมาบุญครอง, ย่านพลับพลาไชย, ย่านบางรัก, ฟอร์จูนทาว์น, พันธ์ทิพย์

9. ซื้อกล้องกี่ล้านพิกเซลดี
อยู่ที่ว่าเอาภาพไปใช้งานอะไร ถ้าถ่ายทั่วๆไปไว้ดูในครอบครัว อัดขยายแค่ 4x6 นิ้ว(ภาพจัมโบ้ปกติ) หรืออย่างมากก็แค่ขนาด A4 ก็ซื้อแค่ 5-6 ล้านก็เหลือเฟือ ถ้าเอาภาพไปใช้งานสิ่งพิมพ์ หรือขยายใหญ่กว่า A4 ก็ควรใช้ราวๆ 6-8 ล้าน หรือมากกว่านั้น

10. จะหาคู่มือภาษาไทยได้ที่ไหน
ลองสอบถามจากทางตัวแทนจำหน่ายดูครับ เดี๋ยวนี้เขาค่อนข้างใจดี อาจจะหยิบยืมถ่ายเอกสารได้ครับ

วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล

วิธีเลือกซื้อกล้องดิจิตอล


1. งบประมาณ ก่อนอื่นต้องมาดูกันว่า คุณจะตั้งงบไว้สักเท่าใด ในการหาซื้อกล้อง ดิจิตอลสักตัว เพราะราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำ อะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และ คุณภาพที่ดีขึ้น จนถึงหลักแสนหรือหลายๆ แสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาท ก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่า คงไม่ต้องนำมาพิจารณา ให้ปวดหัว

2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะ เขียนว่า Image sensor หรือ Image recording พูดง่ายๆ ก็คือ อุปกรณ์ ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก แต่ราคาก็แพงกว่า อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว (วัดตามแนวทแยงมุม)

3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็จะเก็บรายละเอียด ของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/ สี หรือ 12 บิต/สี หมายความว่า สีธรรมชาติ มี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบเท่ากับฟิล์ม สไลด์ดีๆ นี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบาง ยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้น ที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเอง มีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี (อันที่จริงก็เยอะแล้ว เพราะ จะได้ 24 บิตที่ RGB แสดงสีได้ 16.7 ล้านเฉดสี) แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปร มักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆ เลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อย จะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้ม แดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่า ก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับที่ตาเห็น (สไลด์โปรจะทำได้ดีกว่า)

4. ดูความละเอียดต้องดูที่ Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอล เรามักจะได้ยินคน บอกว่า ตัวนี้ 3 ล้านพิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่ เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือ หรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่น ในโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่า ขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560 x 1920 พิกเซล ถ้าคูณดูก็จะได้ 4.9 ล้านพิกเซล เป็นต้น

5. Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้า เราดูที่ขนาดภาพตามสเปค อาจจะแปลกใจ เพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะ มีการใช้เทคโนโลยีบางอย่าง เพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็น ต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD แต่ก็จะดีกว่ากล้องรุ่นที่มีความละเอียดแบบ Effective เท่ากัน อย่างไรก็ตามก็นับว่า เป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิม โดยใช้เทคโน โลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพ ไปเพิ่มความละเอียด ด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photo shop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มี ความละเอียดสูงจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่า ขนาดไฟล์ที่ได้จะใหญ่มาก กินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่ บันทึกเตือนความจำ หรือใช้ส่งอีเมล์ หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ ซึ่งต้องมาลด ความละเอียด ด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆ ให้เหลือ แค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่ จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงาน ที่จะนำไปใช้ เช่นกล้อง Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น

7. การตอบสนองหรือ Response อันนี้ กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมด ไม่ยอมระบุไว้ใน สเปคกล้องของตัวเอง ยกเว้นกล้องคอมแพค ระดับไฮเอนด์ หรือดิจิตอล SLR จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลยครับ บางรุ่นตอบสนองตั้งแต่ เปิดสวิตซ์กล้องแล้ว พร้อมที่จะกดชัตเตอร์ถ่ายภาพ ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาที แทบไม่ต่างกับกล้อง ออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่า ใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีนี้มีการพัฒนา ที่ดีขึ้นตามลำดับ ต่อไปกล้องดิจิตอลราคาประหยัด ก็จะมีการตอบสนอง ที่รวดเร็วไม่แพ้กล้องไฮเอนด์ ที่มีราคาแพง

8. Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์ หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆ จะ ช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพ ที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่ง จะถูกพักเก็บไว้ก่อนด้วยบัฟเฟอร์ ก่อนที่จะบันทึกลงในการ์ดต่อไป (ขณะบัน ทึกมักใช้ไฟสีเขียวหรือสีแดง กระพริบเตือนให้ทราบ) วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะ ก็จะถ่ายต่อเนื่อง ได้ เร็วและได้หลายๆ ภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่า ถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดชัตเตอร์ต่อไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายภาพต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพ ลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน และการที่มี บัฟเฟอร์มากเมื่อกดชัตเตอร์ไปแล้ว สามารถเปิดดูภาพซูม ขยายดูส่วนต่างๆ ของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย

9. ไฟล์ฟอร์แมท RAW กล้องระดับ ไฮเอนด์ที่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่ เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่นดิจิตอล SLR ของ Nikon รุ่น D1x ในไฟล์ ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็กกว่าฟอร์แมท TIFF โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลงเหมือนกัน แต่การเปิดชมภาพ ต้องใช้กับซอพท์แวร์ ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น ไม่สามารถเปิดจากโปรแกรม Adobe Photoshop หรือโปรแกรมตกแต่ง ภาพอื่นๆ นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่ง หรือ แก้ไขภาพ ที่ถ่ายมาไม่ดีให้ดี เหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่น การปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง หรือ การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น สำหรับคอม แพคดิจิตอลในปัจจุบันมีหลายรุ่นที่มีฟอร์ แมท RAW เช่น Canon PowerShot G3, Nikon Coolpix 5700 เป็นต้น

10. ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จัก ไวท์บาลานซ์ในกล้องวีดีโอ ซึ่ง ใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมี ระบบปรับไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพ ถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้ง หรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์ม ซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวัน ที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง เมื่อถ่ายภาพด้วยแสงกลางวัน หรือ แสงแฟลชเท่านั้น ถ้าอยู่ในที่ร่มอุณหภูมิสีจะสูงภาพจะมีโทนสีฟ้า หรือช่วงเย็นอุณหภูมิสีต่ำ ภาพจะมีโทนสีส้มแดง แต่กล้องดิจิตอล จะให้สีถูกต้องเสมอ และยังมีระบบ Preset ให้ปรับตั้งตามสภาพแสงแบบต่างๆ อีก แต่ละรุ่นเลือกได้ไม่เท่ากัน เช่น แสงดวงอาทิตย์ แสงในที่ร่ม แสงจากไฟฟลูออเรส เซ้นท์ในอาคาร แสงไฟทังสเตน เป็นต้น กล้องบางรุ่น มีระบบถ่ายภาพคร่อมไวท์บาลานซ์ โดยจะถ่ายภาพ 3 หรือ 5 ภาพติดต่อกัน แต่ละภาพ มีการปรับเปลี่ยนอุณหภูมิสีที่แตกต่างกัน จากนั้นเลือกเก็บไว้ เฉพาะภาพที่มีโทนสีถูกต้อง สมจริงมากที่สุด หรือจะปรับแก้อุณหภูมิสี ด้วยซอพท์แวร์ที่แถมมา พร้อมกับกล้องก็ได้

11. กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัด จะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อยจะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาด เล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง เช่น Minolta Dimage 7i หรือ 7Hi ใช้เลนส์ 7.2-50.8 มม. เทียบเท่ากับ 28-200 มม. ถ้าเป็นเลนส์ซูมที่เริ่มต้นด้วยมุมกว้างมากกว่า จะใช้ประโยชน์ในที่แคบๆ ได้ดีกว่า เช่น เริ่มที่ 28 มม. หรือ 30 มม.

12. ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ ไม่เป็นไร เวลาดูโฆษณา กล้องดิจิตอลว่า ซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดูที่ Optical Zoom ซึ่งจะบอกไว้ในสเปค เช่น 3X ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม. และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2X รวมแล้วซูมได้ 6X คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม. นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย เช่น ความละเอียด 3 ล้านพิกเซล ถ้าซูมที่ดิจิตอลจะเหลือแค่ 1.5 ล้านพิกเซล เป็นต้น ไม่ใช่ว่าซูมได้มากๆ โดยที่ความละเอียดเท่าเดิม หากคุณใช้ Optical ซูม 3 เท่า ถ่ายภาพที่ 3 ล้านพิกเซล แล้วเอารูปมา ครอปหรือตัดส่วนให้เหลือ 1.5 ล้านพิกเซล เท่ากับว่ารูปนั้นถูกถ่ายด้วยเลนส์ซูม 6 เท่าเช่นกัน แต่ถ้าใช้ดิจิตอลซูม ตั้งแต่แรก ก็จะสะดวกขึ้นบ้าง ตรงที่ไม่ต้องมาตัดส่วนภาพทีหลัง และกล้องดิจิตอล บางรุ่น เมื่อใช้ดิจิตอลซูม คุณภาพจะไม่ลดลง (ลดแต่ขนาดภาพ) ต่างกับกล้องวีดีโอ ยิ่งซูมดิจิตอลมากเท่าไหร่ก็หยาบมากขึ้น เพราะเอาภาพที่มีอยู่แล้ว มาขยายใหญ่นั่นเอง แต่บางรุ่นใช้วิธีตัดส่วนภาพแล้วขยายไฟล์ ให้มีขนาดใหญ่เท่าเดิม วิธีนี้คุณภาพ จะลดลงแน่นอน

13. จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่า อุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี่ เพราะส่วนนี้ใช้ พลังงานจากแบตเตอรี่มาก ขนาดไม่ได้ใช้เปิดจอทิ้งไว้ไม่นาน แบตเตอรี่ที่ซื้อมาใหม่ หรือชาร์จมาเต็มๆ ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดี ควรจะปรับความสว่างได้ และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมอนิเตอร์ ที่ให้สีผิดเพี้ยน (แม้ว่าภาพจะให้สีถูกต้อง เมื่อเปิดจากคอม พิวเตอร์) จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่า รูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ อย่าลืมดูสเปคด้วยว่า มีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมขยายภาพได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพ ได้เต็มๆ ว่าแต่ละจุดคมชัดแค่ไหน ระยะชัดลึกครอบคลุมหมดหรือเปล่า ถ้าไม่ดีจะได้ถ่ายใหม่ กล้องบางรุ่น เช่น Sony DSC-F717 ออกแบบให้พลิกตัวกล้องกับเลนส์ได้ ทำให้สะดวกในการถ่ายภาพมุมสูง หรือ มุมต่ำ บางรุ่นพลิกหมุนได้รอบ เช่น Canon G3 กล้องบางรุ่น ใช้จอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่มาก เช่น 2.5 นิ้ว ในขณะที่ส่วนใหญ่ มีขนาดเพียง 1.5 หรือ 2 นิ้ว ทำให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนกว่า บางรุ่นแถมฮูดบังแสงมาให้ด้วย โดยออกแบบเป็น บานพับ เช่น Panasonic DMC-LC5 หรือ Fujifilm FinePix M603 เป็นต้น

14. บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูก เล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น ส่วนใหญ่ จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ สามารถเปิดฟังก็ได้เ มื่อใช้โหมดเปิดชมภาพ จากจอมอนิเตอร์ หรือ จากคอมพิวเตอร์

15. Optical Viewfinder ในเมื่อการ ดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรี่มาก เราก็ควรมาดูภาพจากจอแบบออฟติคัล แทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการซูมให้สัมพันธ์ กับทางยาวโฟกัสของเลนส์ แต่กล้องบางรุ่น ไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้ จึงควรดูสเปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพ ออฟติคัล คือ ไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้ จะเกิดการเหลื่อมล้ำกัน ต้องดูภาพด้านบน ไม่ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพใกล้ ก็อาจใช้วิธีดูภาพ จากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่น จอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว กับดูเมนูต่างๆ เท่านั้น

16. วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่ง ดิจิตอลแบบคอมแพคส่วนใหญ่ ถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย รูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่มักมีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 หรือรุ่น M603 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 พิกเซล หรือขนาด VGA เท่า กับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อน ไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ Quick Time โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/ วินาที ขนาดไฟล์เล็กมาก เหมาะสำหรับ ใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ภาพที่ได้จะดูกระตุกนิด หน่อย สำหรับรุ่นที่สเปคระบุว่า ถ่ายวีดีโอที่ ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที ภาพจะดูนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ ไม่ต่างกับกล้องวีดีโอทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่จะถ่ายเป็นวีดีโอคลิปสั้นๆ ไม่เกิน 30 หรือ 60 วินาทีต่อครั้ง บางรุ่นถ่าย ภาพได้นานตามจำนวนความจุของการ์ด

17. ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบ ทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวด เร็วไม่แตกต่างกันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบ หรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะ ปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้ แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัส มักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัส จะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ (สัญลักษณ์รูปภูเขา) สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณา ดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่า มีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่น จะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง (เหมือนกล้องวีดีโอ) ซึ่งใช้ประโยชน์ได้ไม่ดี เท่ากับมาโครที่ช่วงเทเล ลองซูมเลนส์ที่ช่วงเทเลดู แล้วถ่ายภาพใกล้ๆ ดูว่าได้มากน้อยแค่ไหน

18. ระบบแฟลช กล้องคอมแพค ดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโน มัติ เมื่อแสงน้อยเกินไป และมีระบบแฟลช กับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลช ถ่ายภาพเวลากลางคืน ฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลช ที่ม่านชัตเตอร์ที่สอง เพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพ เคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดง เมื่อใช้ถ่ายภาพคน ในระยะใกล้ แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลชภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม เช่น Canon PowerShot G3, Minolta Dimage 7Hiและ Nikon CoolPix 5700 จะมีฮอทชูเสียบแฟลชมาด้วย สำหรับนำแฟลชของกล้อง 35 มม. มาใช้ เป็นการเสริมประสิทธิภาพของกล้องให้สูงมากยิ่งขึ้น

19. ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนัก ส่วนใหญ่มีระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสง หรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชั่นปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนแสง หรือ ภาพที่มีฉากหลังมืดทึบ เพื่อให้ได้ภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมี ระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพ มีค่าแสงที่แตกต่างกัน ตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ ภาพพิเศษบางอย่าง

วิธีเลือกกางเกงยีนส์

วิธีเลือกกางเกงยีนส์


ทำไมคนทั่วโลกถึงหลงรักกางเกงยีนส์ ก็เพราะกางเกงยีนส์สวมใส่ง่ายไม่ตกยุค ใส่ได้ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ในผู้หญิงจะช่วยให้ดูเพรียวและเซ็กซี่ แต่การเลือกกางเกงยีนส์ให้เหมาะกับรูปร่างนั้นยากกว่าเลือกบิกินี่ซะอีก

วิธีการเลือกซื้อกางเกงยีนส์ ดังต่อไปนี้
- เลือกซื้อไซส์เล็กกว่าขนาดจริง 1 เบอร์ อย่าเพิ่งคิดว่าจะฟิตเกินไป เพราะเมื่อใส่ไปสักพักเนื้อผ้าจะขยายออก 10%
- ถ้าเจอตัวที่ถูกใจซื้อไว้เลย 2 ตัว ตัวแรกตัดให้พอดีข้อเท้า ไว้ใส่กับรองเท้าส้นแบน อีกตัวทิ้งความยาวปลายขาไว้ เพื่อใส่กับรองเท้าส้นสูง
- เลือกกางเกงยีนส์แบบซิป เพราะใส่ง่ายและแนบกับสรีระมากกว่าแบบกระดุม
- อย่าลืมเอาเข็มขัดไปด้วย เพื่อลองกางเกงพร้อมกับเข็มขัด จะได้รู้ว่าใส่พอดีและเข้ากันดีหรือไม่
- นำไปซักก่อนการแก้ไขใดๆ เพราะหลังจากการซักกางเกงยีนส์อาจหดตัว ทำให้ขนาดเปลี่ยนไป
- รักษาตะเข็บที่ปลายขาไว้ การตัดขากางเกงแบบต่อปลายตะเข็บเดิม อาจแพงกว่า แต่ก็ช่วยให้กางเกงตัวเก่งของคุณสวยสมบูรณ์แบบ
- ซักด้วยน้ำเย็นทุกครั้ง เพราะน้ำอุ่นจะทำให้กางเกงยีนส์หดตัว อย่าลืมกลับด้านก่อนซักเพื่อป้องกันสีซีดจาง
- หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม เพราะสารเคมีอาจทำลายสีของกางเกงให้ซีดจาง
- อย่ารีดด้วยความร้อนสูง เพราะความร้อนอาจทำให้เนื้อผ้าหดตัว
- ซักแห้งดีที่สุด เพราะช่วยให้สีของกางเกงยีนส์ยังคงเดิมอยู่เสมอ (โดยเฉพาะสีเข้ม)