วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกแว่นให้เหมาะกับรูปหน้า

วิธีเลือกแว่นให้เหมาะกับรูปหน้า

แค่พกเอาไว้ หยิบขึ้นมาใส่ทีไรก็หล่อ! ขอเชิญหนุ่ม ๆ มาเปลี่ยนหน้าป่วยเป็นหน้าเป๊ะ! ด้วย “แว่นกันแดด” ไอเท็มอัพลุคสุดเท่ที่ขาดไม่ได้สำหรับชายหนุ่ม แต่สำหรับบางคนที่ยังกลัดกลุ้มว่า ทำไมใส่แว่นกันแดดทีไร เพื่อนก็ฮาได้ฮาดี อ้าว! ก็แว่นกันแดดที่คุณพี่เลือกใส่มันเหมาะกับใบหน้าไหมล่ะนั่น มาเช็คกันให้ชัวร์ก่อนใส่ รับรองเลยว่ารูปหน้าแบบไหนก็หล่อเป๊ะได้ด้วยแว่นอันเดียว!


หน้าสั้น
หน้าสั้นจนไม่มั่นใจ อาจทำให้หนุ่ม ๆ หลาย ๆ คนไม่มั่นใจที่จำใส่แว่นกันแดดแฟชั่น ต่อไปนี้ขอให้ยืดอกมั่นหน้า แล้วมองหาแว่นทรงวงรี เพื่ออำพรางให้ใบหน้าแลดูยาวเรียวขึ้นได้อย่างเหลือเชื่อ ลองดูสิ เพียงเท่านี้หนุ่มหน้าสั้นก็เท่จนสาว ๆ ใจสั่นได้แล้ว


หน้ายาว
หน้ายาวเรียวขนาดนี้ ขอให้คุณเลือกแว่นที่มีทรงเหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นกรอบแบบสี่เหลี่ยมไปเลย แว่นทรง Wayfarers สุดฮิตที่มีกันแทบทุกคน หรือจะเป็นแว่นทรงกรอบมน ๆ สักหน่อยก็ได้ เพื่อพรางไม่ให้รูปหน้าคุณดูยาวยืดไปกว่าเดิม หรือถ้าอยากเพิ่มความน่าสนใจ ลองเลือกใส่แว่นทรงกลมไปเลยเป็นไง เท่เหนือกาลเวลาเลยขอบอก! แต่ขอให้เลี่ยงแว่นที่จะทำให้หน้าคุณดูยาวขึ้นอีกอย่างแว่นทรงวงรี เพียงทำตามนี้ความหล่อก็เพิ่มขึ้นมาอีกเพียบ! จริงไหมพ่อหนุ่มหน้ายาว


หน้าเหลี่ยม
หน้าทรงเหลี่ยม หน้าทรงหม่ำ กรามนำขนาดนี้ ขอให้คุณเลือกทรงแว่นที่มีลักษณะโค้งมน ทรงวงรี หรือจะพรางความเหลี่ยมโดยการเลือกแว่นที่มีเลนส์ขนาดใหญ่ กรอบมนสักหน่อย เพื่อช่วยให้หน้าเหลี่ยมบานของคุณดูมีมิติโค้งเว้าขึ้น ไม่เหลี่ยมจัดอีกต่อไป และสำหรับทรงแว่นที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ไกล สำหรับชายที่มีหน้าเหลี่ยมก็คือ แว่นทรงเหลี่ยม ๆ นี่ล่ะ จำไว้นะอย่าเผลอไปใส่ให้เพื่อนต้องแซว


หน้ากลม
หน้ากลมเป็นปมมาแสนนาน แต่คุณสามารถเปลี่ยนหน้ากลมบานให้ดูดีขึ้นได้ด้วยการเลือกแว่นกันแดดที่เป็นทรงเหลี่ยม หรือทรงเวย์ฟาเรอร์ (Wayfarers) สุดฮิต ก็ยังได้ หรือจะเลือกใส่แว่นทรงเหลี่ยมที่มีกรอบใหญ่และหนา ก็จะช่วยพรางใบหน้ากลม ๆ แล้วยังทำให้รูปหน้าดูมีเชฟมากขึ้น ไม่กลมบล็อกอีกต่อไป เพียงทำตามนี้ ไม่ว่าคุณจะหน้ากลมระดับไหน ก็สามารถแก้ไขให้ดูดีได้ แค่เลือกแว่นที่มีสไตล์และเหมาะกับใบหน้า คราวนี้ล่ะหน้ากลม ๆ ก็เท่บรมได้เหมือนกัน!

หน้ารูปไข่
โชคดีอะไรขนาดนี้ จะแว่นทรงกลม ทรงรี ทรงเหลี่ยม ทรงเอวิเอเตอร์ (Aviator) สุดฮิต หรือทรงไหน ๆ คุณก็ใส่ได้เหมาะแบบไม่ต้องคิดมาก แต่บางทีคุณน่าจะลองเลือกสวมใส่แว่นตากันแดดทรงแฟชั่นแบบแหวก ๆ ดูบ้างดีไหม จะได้ไม่น่าเบื่อเกินไป ลองเลย! พ่อหนุ่มหน้าไข่ใส่อะไรก็เป๊ะ! ไม่ว่าจะรูปหน้าทรงไหนก็อย่าไปคิดอะไรมาก เพราะใบหน้าแต่ละแบบก็มีเสน่ห์แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าจะให้ชัวร์ เช็ครูปหน้าสักนิดก่อนคิดจะซื้อแว่นกันแดดก็ดี เพียงทำตามเคล็ดลับนี้คุณก็ดูดีได้ ไม่ว่าจะมีรูปหน้าแบบไหน หนุ่ม ๆ ก็หล่อมั่นใจได้แบบคูณสองไปเลย

วิธี burn หูฟัง ลำโพง

วิธี burn หูฟัง


การ burn-in หรือที่มักเรียกติดปากคนไทยว่าการเบิร์นนั้นจริงๆถ้าจะเทียบก็คล้ายๆการ run-in รถยนต์ใหม่ให้เครื่องเข้าที่ครับ แต่หลายๆท่านจะเข้าใจว่าหูฟังนั้นเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า จะไปเทียบกับรถยนต์ไม่ได้ แต่จริงๆแล้วหูฟังจะมีพวกแผ่นไดอะแฟรมที่เคลื่อนไหวให้เกิดเสียงครับ การ "burn-in" หูฟัง หรือลำโพงนั้นก็คือการทำให้แผ่นไดอะแฟรมเหล่านี้เข้าที่เข้าทาง มีการให้ตัวตามที่ควรจะเป็นไม่ได้ตึงแน่นเหมือนกับตอนที่เขาประกอบมาจากโรงงานครับ ซึ่งเมื่อ "burn-in" เข้าที่เข้าทางแล้วคุณภาพเสียงที่ออกมาจากหูฟังก็จะไม่เปลี่ยนไปจากนั้นแล้วครับ เพราะไดอะแฟรมจะเข้าที่แล้ว

ถ้าจะ "burn-in" หูฟังหรือลำโพงควรจะทำอย่างไร?
การ "burn-in" นั้นก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรครับ แค่ต่อหูฟัง หรือลำโพงเข้ากับแหล่งกำเนิดเสียง จะเป็นวิทยุ AM/FM หรือ CD หรือ MP3 ก็ได้ครับ แล้วก็เปิดให้มีเสียงออกมาจากหูฟังไปเรื่อยๆต่อเนื่อง เท่าที่อ่านดูจากหลายๆแห่งก็แนะนำให้ "burn-in" เป็นระยะเวลาสัก 100ชั่วโมงขึ้นไป หูฟัง หรือชุดลำโพงนั้นก็จะเข้าที่เข้าทางแสดงเสียงออกมาดูดีมีราคาขึ้นกว่าตอนที่ซื้อมาครับ แต่ถ้าไม่อยากจะเปิดเพลงทิ้งให้หูฟัง "burn-in" ต่อเนื่องก็จะสามารถใช้ฟังเพลงตามปรกติไปเรื่อยๆได้ครับ ก็ถือว่า "burn-in" ได้เช่นกัน แต่แบบนี้กว่าจะ "burn-in" ได้ที่ก็ต้องใช้ระยะเวลานานกว่าสักระยะหนึ่ง ดังนั้นหลายๆคนจึงเลือกที่จะ "burn-in" หูฟังทิ้งไว้ต่อเนื่องก่อนที่จะนำไปใช้งานจริงครับ นอกจากจะ "burn-in" ด้วยเพลง หรือสัญญาณเสียงจากวิทยุแล้ว บางท่านก็จะมีโปรแกรมสำหรับ generate คลื่นเสียงออกมาสำหรับ "burn-in" หูฟังโดยเฉพาะครับ ลองหาโหลดมาใช้ได้ ซึ่งผลที่ได้รับในท้ายสุดก็คือไดอะแฟรมจะถูกปรับสภาพให้เข้าที่เช่นกันครับ ก็เลือกวิธีตามสะดวกได้เลยครับ ส่วนระหว่างการ "burn-in" นั้นจะเอาหูฟังมาสวมฟังเพลงไปเลย หรือจะเอาไปยัดใต้โต๊ะก็ได้เช่นกันครับ

จำเป็นที่จะต้อง "burn-in" หูฟังให้เสร็จก่อนที่จะนำไปใช้จริงหรือไม่?
ไม่จำเป็นครับอย่างที่บอกไว้แล้วคือแล้วแต่สะดวก เพราะถึงแม้ว่าจะแกะกล่องออกมาแล้วใช้งานเลย ใช้ไปสักระยะนึงหูฟังก็จะเข้าที่เข้าทางเช่นกัน ก็เป็นการ "burn-in" ชนิดหนึ่งได้ แต่หลายๆคนอยากจะให้เสียงของหูฟังเข้าที่ก่อนที่จะนำมาใช้งานจริง ก็มักจะเลือกที่จะทำการ "burn-in" ก่อนนำมาใช้งานจริง แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่จำเป็นต้องลำบากครับ

จำเป็นหรือไม่ที่หลังจาก "burn-in" แล้วเสียงของหูฟังจะดีขึ้นกว่าตอนซื้อมาใหม่มาก?
ข้อนี้ก็ไม่จำเป็นเสมอไปครับ ต้องแล้วแต่รุ่น หรือแล้วแต่หูฟังแต่ละตัวเลยครับ บางตัวที่ประกอบมาแล้วพอดีชิ้นส่วนต่างๆเกือบจะเข้าที่อยู่แล้วพอ "burn-in" เสร็จก็แทบจะไม่เห็นผลเท่าใดนัก แต่บางตัวที่ส่วนประกอบไดอะแฟรมค่อนข้างจะตึงมากพอ "burn-in" แล้วก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากอย่างเห็นได้ชัดครับ การ "burn-in" เป็นการทำให้หูฟังเข้าที่ตามที่มันควรจะเป็นเฉยๆ ไม่ใช่การทำให้คุณภาพเสียงดีขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นนะครับต้องเข้าใจในจุดนี้ด้วย

การ "burn-in" นานเกินไปจะทำให้เกิดผลเสียหรือไม่?
การ "burn-in" นั้นอย่างที่บอกไว้คือการทำให้ชิ้นส่วนขับเสียงของหูฟังเข้าที่เข้าทางอย่างที่มันควรจะเป็น และเมื่อ "burn-in" ถึงจุดนั้นแล้วชิ้นส่วนต่างๆก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากนั้นแล้ว ฉะนั้นถึงจะ "burn-in" นานกว่าเดิมไปเท่าไรเสียงก็จะยังคงเหมือนจุดที่ "burn-in" เข้าที่พอดีครับไม่มีผลใดๆ

ระดับเสียงที่ใช้ระหว่าง "burn-in" ควรจะเป็นที่ประมาณเท่าใด?
ระดับเสียงที่จะใช้นั้นก็ประมาณที่เราใช้ฟังเพลงปรกติและสบายหูละครับ หรืออาจจะดังกว่าที่เราฟังปรกตินิดๆหน่อย เพราะถ้าเปิดเสียงดังมากไปอาจจะสร้างความเสียหายให้หูฟังเสียไปได้เลยครับ ดังนั้นเสียงไม่ควรที่จะดังมากไปครับ แต่ถ้าเสียงเบามากไปก็จะไม่ค่อยมีผลในการ "burn-in" เช่นกันครับ

หวังว่าบทความนี้น่าจะช่วยไขข้อข้องใจไปบ้างนะครับ ทิ้งท้ายไว้นะครับว่า "burn-in" ไม่ใช่วิธีพิเศษอะไรที่จะทำให้หูฟังคุณภาพต่ำมีเสียงระดับหูทิพย์ฟัง แค่เป็นการทำให้ชุดหูฟังเข้าที่เข้าทางเปล่งเสียงออกมาได้ตามสเป็คที่โรงงานผลิตออกมาเท่านั้นครับ

วิธี download youtube

วิธี download youtube

สำหรับคนที่ชอบโหลด VDO เพลง MV เก็บไว้กับตัวใน youtube วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ มาแนะนำอีก 1 วิธี

1. เปิดหน้า youtube ของคลิปที่อยากโหลดเก็บไว้ขึ้นมาก่อน

2. เปิดเว็บ keepvid.com อีก 1 หน้าต่าง

3. จากนั้น copy url หน้าเวป youtube ที่ต้องการ ไปใส่ในช่อง
ตัวอย่าง url เช่น http://www.youtube.com/watch?v=xxxxxxxxxxxxxxx


4. หลังจากcopy url ไปวางแล้ว ให้ กดปุ่ม DOWNLOAD ด้านขวามือเลยได้เลย






5. จะปรากฎลิงค์ขึ้น คำว่า Dowload Link ให้คลิกที่ ลิงค์นั้นได้เลยค่ะ













6. จะขึ้นหน้าจอให้ save เราก็เลือก save ลงเครื่องของเราได้เลยครับ


วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีเลือกซื้อโน๊ตบุ๊ค

ก่อนอื่นต้องขอแนะนำว่าปัจจุบันคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คถูกแยกออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1. โน๊คบุ๊ค : เป็นคอมพิวเตอร์พกพาทั่วไป มีฟังก์ชันการใช้งานครบรัน 2. อัลตร้าบุ๊ค : เป็นคอมพิวเตอร์พกพาที่มีลักษณะบางและน้ำหนักเบา มีความสามารถในการใช้งานได้ไม่ต่างจากโน๊ตบุ๊คทั่วไป แต่มีข้อจำกัดที่ราคาค่อนข้างสูงและมีฮาร์ดดิสก์เก็บข้อมูลน้อยกว่า 3. โน๊คบุ๊คแบบไฮบริด : คอมพิวเตอร์พกพาลูกผสมระหว่างโน๊ตบุ๊คและแท็บเล็ต รองรับการใช้งานในระบบมัลติทัชสกรีน สามารถแยกตัวเครื่องหน้าจอและคีย์บอร์ดออกจากกัน สำหรับใช้งานเป็นแท็บเล็ตพกพาได้ สำหรับวิธีการเลือกซื้อโน๊ตบุ๊คแบ่งออกได้ดังนี้


1. เชื่อว่าหลายๆคนที่มีความชอบในแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งอยู่แล้ว คงจะพุ่งเป้าเดินไปหาแบรนด์เหล่านั้นอย่างไม่ลังเล แต่สำหรับบางคนแล้วดีไซน์ วัสดุที่ใช้ น้ำหนัก รวมทั้งตัวเครื่องภายนอกและสีสัน นับเป็นประเด็นแรกๆในการพิจารณา

2. เมื่อดูจากตัวเครื่องภายนอกแล้ว ผู้ซื้อต้องคำนึงด้วยว่ามีความต้องการคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไว้ใช้ทำอะไร? จะใช้ทำงาน, เล่นเกม หรือใช้งานทั้งสองอย่าง 3. หลังจากทราบแล้วว่าตัวเองต้องการโน๊ตบุ๊คไปใช้งานด้านไหน ตัวเลือกต่อมาที่ต้องพิจารณาได้แก่
– ขนาดหน้าจอ ยิ่งจอใหญ่ น้ำหนักยิ่งมากขึ้น ซึ่งหน้าจอ 14 นิ้ว ยังเป็นขนาดยอดนิยม
– ซีพียู หัวใจสำคัญของโน๊ตบุ๊คแทบทุกประเภท ซึ่งหลักๆ จะแบ่งออกเป็น 2 รุ่น ได้แก่ AMD และ Intel
3.1 หากต้องการโน๊ตบุ๊คราคาประหยัด ใช้งานได้ในระดับเอกสารทั่วไป ดูหนังฟังเพลง เล่นเน็ตสบายๆ หรือเล่นเกมกราฟฟิกต่ำ แนะนำ : AMD A4, A6, Intel Core i3
3.2 หากต้องการใช้งานในระดับที่หนักขึ้น ทั้งการทำงานและเล่นเกมที่หลากหลาย และมีราคากลางๆ แนะนำ AMD A8, A10, Intel Core i5
3.3 สำหรับผู้ใช้รายใดที่ต้องการโน๊ตบุ๊คในสเปคสูงๆ ประมวลผลหนักๆ ได้หลากหลาย และมีราคากลางๆ จนถึงราคาสูง แนะนำ Intel Core i7 หรือ Intel Core i7 ที่มี Q ต่อท้าย
– การ์ดจอ แบ่ง 2 ประเภท ได้แก่ การ์ดจอแบบออนบอร์ด จะพบได้กับโน๊ตบุ๊คราคาประหยัด รองรับการเล่นเกมบางอย่างสบายๆ ซึ่งสามารถสังเกตได้จากตัวเลข 4 หลัก ยกตัวอย่าง Intel HD Graphics 3000 หรือ ATI Redeon HD 4250 เป็นต้น ส่วนประเภทที่สอง เรียกว่า การ์ดจอแบบแยก พบได้กับโน๊ตบุ๊คสเปคสูง ซึ่งสิ่งที่ได้คือประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงและหลากหลาย
– RAM เลือกตามความเหมาะสมในการใช้งาน เช่น RAM 4GB ใช้งานทั่วๆไป, 8GB ทำงานและเกมได้ และ 16GB เพื่อการใช้งานกราฟฟิกสูงๆ
– HDD หรือความจุฮาร์ดดิสก์ เช่น HDD น้อยกว่า 500GB ใช้งานทั่วไป ไม่เน้นเก็บข้อมูลมากๆ, ตั้งแต่ 640GB ถึง 1TB สำหรับผู้ที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลมากๆ อาทิ หนัง, เพลง และเกม เป็นต้น ส่วนฮาร์ดดิสก์อีกหนึ่งประเภทคือ SSD จะนิยมใช้ในอัลตร้าบุ๊ค เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความไวในการบูตเครื่องและใช้พลังงานต่ำ

4. สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือ “ราคา” และ “งบประมาณในกระเป๋า” เนื่องจากโน๊ตบุ๊คมักมีอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี ถ้าหากเราสามารถมองหาโน๊ตบุ๊คในราคาไม่แพงมาก แต่มีคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานดีก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจครับ

วิธีเลือกซื้อ Power Bank

วิธีเลือกซื้อ Power Bank


แบตฯ สำรองหรือ Power Bank คืออุปกรณ์ที่ไว้จ่ายไฟให้กับ อุปกรณ์อื่นๆ เช่น สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ ผ่านทางพอร์ต USB เพื่อความสะดวก Power Bank จะทำหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ จากนั้นเมื่อใช้งาน มันจะจ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณนำมาเชื่อมต่อ เหมือนกับกำลังเสียบอะแดปเตอร์ชาร์จไฟ หรือเสียบสายชาร์จเข้ากับ USB ของคอมพิวเตอร์นั่นเอง

Choose your Power Bank: Power Bank ซื้อดีมั๊ย?
ถ้าลองไปเดินตามท้องตลาดที่ขายอุปกรณ์เสริมสำหรับโทรศัพท์มือถือ จะเห็นว่าสินค้า Power Bank นั้นมีขายกัน เกลื่อน ซึ่งมีอยู่หลายระดับราคา หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบเรียบๆ แบบลายการ์ตูน แบบมีสีสันมากมาย หรือ ถ้ามองในเรื่องของขนาดตัว Power Bank เองก็มีอยู่ หลายขนาดเช่นกัน หากใครกำลังเจอกับปัญหาสมาร์ตโฟนมีความ ตะกละมากเกินเหตุ ทำให้แบตฯ หมดอย่างรวดเร็ว และกำลังมองหา Power Bank อยู่ เชื่อได้เลยว่าจะต้องสับสน ไม่รู้ว่าจะเลือก Power Bank แบบไหน รุ่นไหน ยี่ห้อไหนดี คำตอบอยู่ที่คุณจะต้องถามความต้องการของ ตัวคุณเองก่อนว่าต้องการ Power Bank มาเพื่ออะไรหากเอกสารสำคัญ ข้อมูลสำคัญ ธุรกรรมการเงินทั้งหลายแหล่ของคุณถูกบรรจุเก็บไว้ในสมาร์ทโฟน และจำเป็นต้องทำงานบางส่วนในสมาร์ทโฟนบ่อยๆ การมีแบตฯ สำรองไว้ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่ง

Capacities: จุไฟเท่าไหร่ดี?
Power Bank นั้นก็เป็นแบตฯ ชนิดหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าตัวแบตฯ ไม่ว่าจะเป็นแบตฯ ใน อุปกรณ์ไหนๆ จะต้องมีค่าความจุ ซึ่งบอกถึง ปริมาณไฟฟ้าที่มันสามารถกักเก็บไว้ให้เราพกพา ไปใช้งานที่อื่นๆ ได้นั่นเอง Power Bank ที่ขายอยู่ในท้องตลาดเองก็มีหลายรุ่นหลายขนาด และหลายความจุ โดยความจุไฟฟ้านั้นจะนับหน่วยเป็น mAh (อ่านว่า มิลลิแอมป์อาวเออร์) โดยค่าความจุนี้จะถูกระบุ อยู่ในสเปกของตัว Power Bank การเลือกดูความจุของ Power Bank นั้นสามารถคำนวณได้ง่ายๆ เช่น สมาร์ตโฟนที่ใช้งานอาจจะมีแบตฯ ขนาด 2000mAh โดยที่การใช้งานใน แบบของคุณอาจจะใช้งานได้ประมาณ 7 ชั่วโมง

The prices: ราคาต่างกันนิดเดียว ซื้อความจุสูงๆ ไปเลยดีกว่าไหม?
หากไปเดินงาน Commart ล่าสุดที่ผ่านมา จะเห็นว่าโปรโมชั่นของ Power Bank นั้น ลดกระหน่ำกันแบบสุดๆ คุณสามารถหาซื้อ Power Bank ความจุระดับ 10000+mAh ได้ในราคาไม่ถึงพันบาท ในขณะที่รุ่นเล็กความจุประมาณ 2200mAh กลับมีราคาปาเข้าไป 4-5 ร้อยบาทแล้ว ดูยังไงรุ่นที่มีความจุสูงกว่าก็ต้องคุ้มกว่าแน่นอน ข้อดีของ Power Bank รุ่นที่มีความจุสูงก็คือสามารถชาร์จอุปกรณ์ได้หลายตัว หรือถ้ามีสมาร์ตโฟนแค่ตัวเดียว ก็สามารถชาร์จได้หลายครั้ง โดยที่ไม่ต้องชาร์จ Power Bank ทุกวัน หรือสามารถแบ่งเพื่อนให้ชาร์จด้วยกันก็ได้ ส่วนข้อเสียคือ ความจุที่เพิ่มขึ้นมา ทำให้ขนาดและน้ำหนักของ Power Bank มากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งก็แล้วแต่การออกแบบของผู้ผลิต แค่ถ้าหากมีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ออกแบบให้พกพาได้สะดวกก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว

Choosing: เลือกที่ความจุอย่างเดียวจะพอรึเปล่า?
ถ้าจะพูดถึงปัจจัยอีกตัวหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ ปริมาณกระแสไฟ ซึ่งจะแทนที่หน่วยด้วยตัวอักษร A (อ่านว่า แอมป์) ซึ่งหมายถึงปริมาณไฟฟ้าที่ อุปกรณ์จำเป็นต้องใช้เพื่อการทำงานในช่วงที่อุปกรณ์เปิดอยู่ ซึ่งในที่นี้หมายถึงระบบชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ของอุปกรณ์ ในแง่ของ Power Bank ก็เช่นกัน หาก Power Bank ไม่มีความสามารถในการจ่ายพลังงานให้ได้ปริมาณกระแสตามที่อุปกรณ์นั้นๆต้องการ ก็จะไม่สามารถชาร์จอุปกรณ์ตัวนั้นได้หรืออาจจะชาร์จช้ามากจนแทบไมเห็นว่ามีการชาร์จ อุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ อย่างสมาร์ตโฟน มีเดียเพลเยอร์แบบพกพาจะกินกระแสไฟ อยู่ที่ประมาณ 0.5-1A ในขณะที่อุปกรณ์พวกแท็บเล็ตจะกินกระแสไฟอยู่ราวๆ 1-2.1A แต่ทั้งนี้ ต้องไปดูที่อุปกรณ์ด้วยว่ากินกระแสไฟเท่าไหร่ แล้วเลือก Power Bank ที่จ่ายกระแสไฟเท่าๆกับอุปกรณ์ตัวนั้นๆ

Over Power distribution: จ่ายไฟแรงเกิน เครื่องจะพังมั๊ย?
นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ คนกังวลกัน อย่างที่ บอกไว้ในข้างต้นว่าการเลือกซื้อ Power Bank นั้นต้อง ดูที่ความสามารถในการจ่ายกระแสไฟของ Power Bank ด้วยว่ามีเพียงพอต่อการชาร์จอุปกรณ์ของคุณหรือไม่ ในกรณีที่ Power Bank จ่ายกระแสไฟให้ เกินที่ตัวอุปกรณ์ต้องการ เช่น Power Bank รุ่นใหญ่ ที่สามารถชาร์จ iPad ได้ จะมีการระบุว่าสามารถจ่าย กระแสไฟได้มากถึง 2.1A หากเรานำมาชาร์จโทรศัพท์ มือถือที่ต้องการเพียงแค่ 0.75A หลายๆ คนกังวลว่า อุปกรณ์จะมีปัญหาอะไรหรือเปล่า คำตอบคือ สามารถชาร์จได้ไม่มีปัญหา และในหลายๆกรณีมันทำให้สามารถชาร์จไฟได้เร็วขึ้นด้วย

Power Bank battery type: แบตชนิดไหนเป็นยังไง
เป็นแบตฯ ที่ใช้เก็บ พลังงานสำรอง ซึ่งถ้าพูดง่ายๆ มันก็เหมือนกับถ่านชาร์จที่เราใช้งานกับอุปกรณ์อื่นๆไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่ของโทรศัพท์ หรือถ่าน ชาร์จ จะเห็นว่ามีการแบ่งชนิดหรือเทคโนโลยีกันออก ไป เช่นแบตฯ ชนิดที่นิยมในตอนนี้ก็คงจะเป็น Li-Ion (ลิเธียม ไอออน) หรือแบตฯ รุ่นเก่าที่มีราคาถูกหน่อย ก็คือ Ni-MH (นิกเกิล เมทัลไฮดราย) มีเพียงแค่ 2 ชนิด ที่ผู้ผลิต Power Bank นิยมนำมาใช้กัน ชนิดแรกคือ Ni-HM ชนิดนี้ราคาค่อนข้างถูก แต่พอมาทำเป็น Power Bank แล้วก็ไม่ได้ถูกมากนัก โดยแบตฯ ชนิดนี้จะมีน้ำหนักที่มาก ยิ่งเป็นรุ่นที่มีความจุพลังงานสูงๆ จะยิ่งหนักขึ้น อย่างเห็นได้ชัด แบตฯชนิดนี้ เวลาใช้งานควรจะต้องใช้ให้แบตฯ หมด เกลี้ยงแล้วจึงชาร์จ จะทำให้แบตฯ เสื่อมช้าลง แบตฯ อีกชนิดที่นิยมกันมากคือ Li- Ion ซึ่งเป็นแบตฯ รุ่นใหม่มีความเบา และที่สำคัญ คือสามารถชาร์จได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอให้หมดก่อน และจริงๆ แล้วไม่ควรปล่อยให้มันหมดด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นแบตฯ จะเสื่อมเร็วขึ้น แบตฯ ชนิด Li-Ion มีดีที่น้ำหนักเบา ทำให้พกพาสะดวก แต่ก็มาพร้อมกับราคาที่แพงขึ้น

Port connectors: มีหัวชาร์จแบบไหนบ้าง?
ส่วนมากมักจะออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์ USB ในแง่ของแรงดันไฟ และกระแสไฟ แต่เนื่องจากอุปกรณ์ที่สามารถชาร์จผ่านพอร์ต USB นั้นมีหลากหลายมาก และแต่ละชนิดก็มีหัวต่อที่หลากหลายเช่นกัน กำรออกแบบ Power Bank จึงมี หลากหลายตามไปด้วย ประเภทแรกนั้นเป็น Power Bank ที่มีหัวตายตัว คือไม่มีพอร์ต USB แต่จะเป็นหัวต่อเข้ากับอุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาเฉพาะ เช่น Power Bank สำหรับ iPhone ที่ต่อเข้ากับตัวเครื่องได้ทันที หรือออกแบบมาเป็นเคสสวมกับ iPhone ซึ่ง แปลว่าใช้งานได้กับ iPhone เท่านั้น ประเภทที่มีพอร์ต USB มาให้พร้อมสายและหัวต่อแยกต่างหากทำให้สามารถชาร์จกับอุปกรณ์ได้หลากหลาย โดยสายพ่วงที่มีหัวมาให้หลายๆ ชนิดนั้นเป็นเพียงสายที่ช่วย อำนวยความสะดวกเฉยๆ เพราะหากคุณมีสายชาร์จหรือ Data Link ของตัวเครื่องอยู่เป็นประจำอยู่แล้วก็สามารถนำมาใช้งานได้เลย

What’s the best?: ยี่ห้อมาจากโซนไหนดีสุด?
อย่างที่บอกว่า Power Bank เป็นที่นิยมกันมาก ทำให้ ปัจจุบันมีผู้ผลิต Power Bank ออกมาจำหน่ายมากมาย ทั้งคุ้นชื่อบ้าง ไม่คุ้นชื่อบ้าง ถ้าให้ไล่วิจารณ์ทีละยี่ห้อคงจะยาวเกินไป เอาเป็นว่าแบ่ง Power Bank ออกเป็น 3 ประเภทดังนี้ 1. ยี่ห้อจากญี่ปุ่น ระดับความน่าเชื่อถือถือว่าดีที่สุด ทั้งตัวอุปกรณ์ที่วัสดุดูดี น้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับความจุ และ น่าจะมีระบบ QC ที่ดีกว่า แต่ก็แลกมาด้วยราคาที่แพงที่สุดเช่นกัน 2. ยี่ห้อจากไต้หวัน เท่าที่เห็นมีเพียง 1 หรือ 2 ยี่ห้อเท่านั้น แต่ที่น่าสนใจคือ ยี่ห้อนี้เขียนที่หน้ากล่องว่า ใช้ Battery ของญี่ปุ่น และยังออกแบบให้มีพอร์ต 2 ช่อง ที่จ่ายไฟได้สูงถึง 1.2 A และ 2.1 A เลยทีเดียว 3. ยี่ห้อจากจีน ถือเป็นยี่ห้อที่มีรูปแบบและความจุให้เลือกมากที่สุด รวมไปถึงราคาที่ถูกกว่าอีก 2 ยี่ห้ออย่างเห็นได้ชัด แต่ขนาดและน้ำหนักยังทำได้ไม่ดี รวมไปถึงความน่า เชื่อถือของระบบ QC ที่ด้อยกว่ามาก

Alternative choice: ทางเลือกอื่นก็มีนะ
สำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟนแล้ว Power Bank กลายเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นขึ้นมาทันที โดยเฉพาะกับคนที่ติดโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กทุกลมหายใจ และแบตฯ ชอบหมดไปก่อนกำหนด แต่คำถามคือถ้ารู้สึกว่า Power Bank ยังไม่ตอบโจทย์ หรือแพงเกินกว่าจะซื้อ จะมีทางเลือกอะไรอย่างอื่นไหม? คำตอบคือ “มี” เพียงแค่คุณจะสนใจหรือเปล่า เท่านั้นเอง อย่างเช่น รังถ่าน ชาร์จมือถือ ไอเดียเก๋ตั้งแต่ยุคที่ Power Bank ไม่เป็นที่นิยม โดยเจ้ารังถ่านนี้จะมีแผงวงจรที่แปลง กระแสไฟจากถ่าน AA หลายๆ ก่อนที่ใส่ไว้ ไปเป็นไฟ 5V เพื่อชาร์จกับอุปกรณ์ที่คุณต้องใช้

วิธีเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น

ปัจจุบัน “เครื่องทำน้ำอุ่น” กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พบเห็นได้ตามบ้านเรือนทั่วไป น้ำอุ่นที่ไหลออกมาจากฝักบัวทุกครั้งที่อาบน้ำทำให้หลายๆ คนคุ้นเคยกับการอาบน้ำอุ่นจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของผู้คนไม่ว่าจะอยู่ในสภาพอากาศใด

“เครื่องทำน้ำอุ่น” เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ทำให้น้ำร้อนขึ้น โดยอาศัยการพาความร้อนจากขดลวดความร้อน (Heater) ขณะที่กระแสน้ำไหลผ่านส่วนประกอบหลักของเครื่องทำน้ำอุ่นคือ ตัวถังน้ำ ทำหน้าที่บรรจุน้ำที่จะทำความร้อน,ขดลวดความร้อน ทำหน้าที่ทำความร้อนให้น้ำ เมื่อเราเปิดสวิตซ์ กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านขดลวดความร้อนทำให้น้ำร้อนขึ้น และอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) ทำหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้าเมื่อน้ำมีอุณหภูมิสูงถึงระดับที่ตั้งไว้ ผู้ใช้ก็สามารถเปิดน้ำอาบได้ และสามารถปรับอุณหภูมิน้ำได้ตามความต้องการ

ก่อนที่จะเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น ควรตรวจดูระบบท่อน้ำประปาภายในบ้านว่าติดตั้งไว้เป็นแบบไหน ถ้าติดตั้งไว้แบบฝักบัวจุดเดียว ก็ควรเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น แต่ถ้าติดตั้งระบบท่อไว้เป็นแบบท่อผสม มีอ่างอาบน้ำ ฝักบัวผสมยืนอาบ และก๊อกอ่างล้างหน้าผสม ก็ควรเลือกซื้อเครื่องทำน้ำร้อน ถ้าเลือกซื้อเครื่องไม่ตรงตามระบบ เมื่อติดตั้งแล้วเครื่องก็จะใช้งานไม่ได้ ตรวจดูกระแสไฟฟ้าภายในบ้านว่ามีกระแสไฟพอเพียงเหมาะสมกับเครื่องทำน้ำอุ่นหรือไม่ โดยดูจากการใช้กระแสไฟของเครื่องทำน้ำอุ่น จะใข้กระแสไฟประมาณ 7-17 แอมแปร์ (การทำงานต่ำสุด-สูงสุดโดยประมาณ) ต้องมีกระแสไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 20แอมแปร์ เครื่องทำน้ำอุ่นมีกำลังไฟที่หลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการในการใช้งาน ก่อนเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น ควรตรวจดูกำลังไฟในบ้านของคุณโดยสังเกตที่มิเตอร์ไฟ ตัวอย่างเช่น หากที่บ้านใช้มิเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 5(15) คุณควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นกำลังไฟไม่เกิน 3,500 วัตต์ หากที่บ้านใช้มิเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 15(45) ควรใช้เครื่องทำน้ำอุ่นกำลังไฟไม่เกิน 4,500 วัตต์ หรือ 6,000 วัตต์

ตรวจดูแรงดันน้ำภายในบ้าน โดยทั่วไปเครื่องทำน้ำอุ่นต้องการแรงดันน้ำเล็กน้อย ให้ทดสอบเบื้องต้น โดยดูแรงดันน้ำจากเมื่อเปิดฝักบัวให้น้ำไหลออกมา น้ำต้องมีแรงสาดออกมาจากฝักบัว แสดงว่าน้ำมีแรงดันพอควร แต่ถ้าน้ำที่ไหลออกมาไม่มีแรงสาด แต่รวมตัว หรือน้ำไหลห้อย ก็ควรต้องติดตั้งเครื่องปั้มน้ำขนาด 150วัตต์ ขึ้นไปเพื่อเพิ่มแรงดันน้ำ เพราะหากไม่ตรวจสอบก่อน เครื่องอาจจะไม่ทำงาน เพราะแรงดันน้ำมาที่เครื่องทำน้ำอุ่นไม่เพียงพอ วัสดุที่ใช้ในการทำหม้อต้มคืออีกส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณาเมื่อซื้อเครื่องทำน้ำอุ่น เพราะหม้อต้มของเครื่องทำน้ำอุ่นมีหลายประเภท เช่น “หม้อต้มทองแดง” มีข้อดีคือทนทานจากความร้อนจากแรงดันน้ำ ให้อายุการใช้งานที่ยาวนาน แต่ข้อเสียคือมีราคาสูง “หม้อต้มแบบพลาสติก” มีข้อดีเนื่องจากให้ความร้อนได้เร็ว จึงประหยัดพลังงานมากกว่าและมีราคาถูกกว่า แต่อาจมีอายุการใช้งานไม่คงทน ขณะที่ “หม้อต้มที่ใช้ขดลวดทองแดงในการให้ความร้อน” จะให้ความร้อนเร็ว แต่มีข้อเสียคืออุณหภูมิของน้ำร้อนจะไม่คงที่

ส่วนวิธีการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นนั้น คุณควรเลือกซื้อรุ่นที่มีประสิทธิภาพและมีขนาดเครื่องที่เหมาะสม ไม่ดูใหญ่หรือเล็กจนเกินไป โดยการวัดจากจำนวนผู้ใช้ของครอบครอบครัว ว่าจำนวนคนในบ้านมีมากน้อยเพียงใด สภาพภูมิประเทศที่คุณอยู่อาศัยนั้น มีสภาพอากาศอย่างไร หนาวมาก หรือหนาวน้อย เพราะเป็นส่วนหนึ่งในการเลือกซื้อว่าจะเลือกซื้อจำนวนวัตต์มากหรือน้อย อย่างเช่นคุรอย่ภาคกลางอากาสไม่หนาวมากก็ไม่ควรซื้อเครื่องที่ใช้แรงวัตต์มาก แต่ถ้าหากคุณอาศัยอยู่ภาคเหนือ ก็ต้องเลือกซื้อแบบที่ใช้แรงวัตต์มาก เพื่อที่เครื่องจะได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่จำเป็นต้องเลือกเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงและมียี่ห้อที่ได้มาตรฐาน เพราะว่ายิ่งยี่ห้อมีชื่อเสียงและได้รับมาตารฐานมากเท่าใด ความปลอดภัยก็จะสูงตามขึ้นไปด้วย เพราะเครื่องทีได้มาตจรฐานและมียี่ห้อ จะผ่านการทดสอบและได้รับรางวัลต่างๆ เพื่อเป็นการการันตี อาจจะราคาแพงกว่า แต่ก็คุ้มครองชีวิตคุณ และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าชีวิตของคุณไม่ควรจะมาเสี่ยงกับเครื่องทำน้ำอุ่นราคาถูกๆ ไม่กี่บาท เพื่อเป็นการช่วยลดค่าจ่าย ควรเลือกใช้หัวฝักบัวชนิดประหยัดน้ำ เพราะประหยัดน้ำกว่าหัวฝักบัวธรรมดา 25-75% เลือกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีถังน้ำภายในตัวเครื่อง และมีฉนวนหุ้ม เพราะสามารถลดการใช้พลังงานได้ 10-20%

ในการใช้เครื่องทำน้ำอุ่น ควรเปิดเครื่องให้น้ำไหลพอเหมาะกับการใช้งาน ไม่ควรเปิดเครื่องตลอดเวลาในขณะอาบน้ำ อย่างเช่นสระผม หรือถูสบู่ก็ควรปิดเครื่อง เพราะความอุ่นของน้ำก็จะยังอุ่นอยุ่ เมื่อเสร็จแล้วจึงควรเปิดใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะจะช่วยลดการสูญเสียน้ำและช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า และหากใช้เสร็จควรปิดเครื่องทันที

น้ำและไฟฟ้าเป็นสิ่งอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นการเลือกซื้อเครื่องทำน้ำอุ่นต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอย่างมาก นอกเหนือจากการติดตั้งสายดิน ผู้บริโภคควรมองหาเครื่องทำน้ำอุ่นที่มีระบบตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ เมื่อไฟฟ้ารั่ว หรือเกิน ELSD (Earth Leakage Safety Device) หรือ ELCB (Earth Leakage Circuit Breaker), ระบบตัดการทำงานของเครื่องโดยอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิของน้ำสูงเกินแบบ 2 ขั้นตอน (ในเครื่องทำน้ำอุ่น) เทคโนโลยีจาก “สตีเบล เอลทรอน” Double Auto Thermostat มีมาตรฐานป้องกันน้ำเข้าเครื่อง (International Protection Rating) IP 24 และ IP 25 แม้กระทั่งความปลอดภัยเล็กๆ น้อย อาทิ ตัวเครื่องควรมาพร้อมยางป้องกันน้ำเข้าทางช่องร้อยสายไฟ สายไฟทุกเส้นได้มาตรฐาน ระบบป้องกันหม้อทำความร้อนไหม้ (No Run Dry) ระบบ Automatic Flow Switch on/off Control ช่วยควบคุมเครื่องให้ทำงานเฉพาะเวลาที่มีน้ำไหลผ่านเท่านั้น

ข้อสำคัญควรที่จะหมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบทำน้ำอุ่นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มีรอยรั่ว เพราะจะทำให้สูญเสียน้ำและสิ้นเปลืองค่าไฟ หากใช้เสร็จควรปิดวาล์วและสวิตซ์ทันที และหากเครื่องเกิดปัญหาขัดข้องควรปรึกษาช่างผู้นาญงาน ไม่ควรทำการซ่อมแวฒเอง เพราะหากเกิดกระแสไฟฟ้ารั่วออกมาแล้ว อาจทำอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ครับ